โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

SOCIETY: รอดไม่รอด! ชะตานายกฯ ‘ไทยรักไทย‘ ถึง ‘เพื่อไทย’ ใต้ ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ เป็นอย่างไรบ้าง?

BrandThink

เผยแพร่ 1 วันที่แล้ว

‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ สถาบันตุลาการซึ่งมีหน้าที่ตามกฎหมายที่มีลำดับสูงสุดของประเทศ กับ ‘พรรคการเมือง’ ที่ตระกูลชินวัตรมีบทบาทสำคัญและสามารถเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ตั้งแต่พรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน และพรรคเพื่อไทย ถือได้ว่าเป็นสถาบันการเมืองที่ถือกำเนิดเกิดขึ้นในเวลาไม่ห่างกันมากและมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการเมืองไทย

ความเกี่ยวข้องในทางตรงระหว่างศาลรัฐธรรมนูญกับพรรคในเครือไทยรักไทยไปจนถึงเพื่อไทย คือการชี้ชะตานายกรัฐมนตรีที่มาจากพรรคเหล่านี้ กระทั่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘ตุลาการภิวัตน์’ ที่คำตัดสินของศาลกลายเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองสำคัญของไทย

และนี่คือ 6 นายกฯ ของพรรคไทยรักไทยถึงพรรคเพื่อไทย ที่ล้วนแล้วผ่านการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น

[ทักษิณ ชินวัตร: คดีซุกหุ้น]

เรื่องนี้เริ่มกลายเป็นประเด็นตั้งแต่ราวๆ เดือนกันยายน 2543 ก่อนการยุบสภาฯ ของรัฐบาลชวน หลีกภัย ในเดือนพฤศจิกายน เมื่อสื่อมวลชนรายงานเรื่องการโอนหุ้นให้แม่บ้าน คนรับใช้ คนขับรถ ยามรักษาความปลอดภัย และคนใกล้ชิด แต่ทักษิณไม่ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินเกี่ยวกับหุ้นดังกล่าวที่ใช้ชื่อผู้อื่นถือแทน รวมถึงมีผู้ร้องขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน

ในวันที่ 26 ธันวาคม 2543 คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญในข้อกล่าวหาตามมาตรา 295 ตามรัฐธรรมนูญ 2540 ว่า ‘จงใจ’ ไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สิน หรือยื่นด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือไม่

วันที่ 3 สิงหาคม 2544 ภายหลังทักษิณชนะเลือกตั้งและกลายเป็นนายกรัฐมนตรี ศาลได้มีคำวินิจฉัยยกคำร้อง ให้ทักษิณไม่ผิดตามมาตรา 295 เนื่องจากมองว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่มีหลักฐานที่จะชี้ชัดได้ว่าทักษิณรู้ถึงหุ้นที่คู่สมรสให้คนอื่นถือแทน แต่เมื่อรู้ก็ได้ยื่นแสดงรายการทรัพย์สินเพิ่มเติม รวมถึงรับฟังข้อต่อสู้ของทักษิณได้ว่าไม่รู้ว่ามีหุ้นที่คู่สมรสให้คนอื่นถือแทนขณะยื่นบัญชี ส่วนคู่สมรสก็ไม่รู้เช่นกันว่าเลขาฯ ไม่ได้แจ้งหุ้นในบัญชีฯ

[สมัคร สุนทรเวช: จัดรายการ ‘ชิมไปบ่นไป’ และ ‘ยกโขยงหกโมงเช้า’]

ในปี 2551 สมัคร สุนทรเวช นักการเมืองผู้คร่ำหวอดในแวดวงการเมืองมานานหลายทศวรรษ ได้ก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชาชน แต่หลังจากนั้นราวๆ 5-6 เดือน สมาชิกวุฒิสภาที่นำโดย ‘เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ’ รวม 29 คน (ผู้ร้องที่ 1) และ กกต. (ผู้ร้องที่ 2) ได้ร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญจากกรณีที่สมัครเป็นพิธีกรในรายการ ‘ชิมไป บ่นไป’ และ ‘ยกโขยงหกโมงเช้า’ ให้กับบริษัท เฟซ มีเดีย จำกัด ในขณะที่ดำรงตำแหน่งนายกฯ แล้ว

โดยอ้างถึงการเข้าข่ายเป็นการกระทำต้องห้ามตามมาตรา 267 ของรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ห้ามนายกฯ และรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งในห้างหุ้นส่วน บริษัท หรือองค์การธุรกิจ รวมถึงห้ามเป็นลูกจ้างใครก็ตาม และอาจส่งผลให้รัฐมนตรีของสมัครสิ้นสุดตามมาตรา 182

วันที่ 9 กันยายน 2551 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของสมัครสิ้นสุดลง เพราะศาลมองว่าการเป็นพิธีกรทั้งสองรายการให้แก่บริษัท เฟซ มีเดีย จำกัด ก็ได้รับค่าตอบแทนอย่างเหมาะสมกับฐานะและภารกิจ ถือเป็น ‘ลูกจ้าง’ ตามนัยแห่งรัฐธรรมนูญ แม้ว่าสมัครจะชี้แจงว่าเป็นการทำงานให้เปล่าหรือได้แค่ค่าน้ำมันรถ แต่ศาลมองว่าเป็นข้อพิรุธและเป็นการทำหลักฐานย้อนหลังเพื่อปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับค่าตอบแทน เพราะขัดแย้งกับคำเบิกความของพยานและหลักฐานทางภาษี

[สมชาย วงศ์สวัสดิ์: รองหัวหน้าพรรคทุจริตเลือกตั้ง]

วันที่ 10 ตุลาคม 2551 อัยการสูงสุดได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคพลังประชาชนจากการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ 2550 ในมาตรา 237 สืบเนื่องจากกรณีวิจิตร ยอดสุวรรณ ผู้สมัคร สส.เชียงราย ของพรรคชาติไทยได้ร้องต่อ กกต. ว่ายงยุทธ ติยะไพรัช ผู้สมัคร สส.เชียงราย และรองหัวหน้าพรรคประชาชน เสนอทรัพย์สินให้กลุ่มกำนันเพื่อจูงใจให้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ซึ่งต่อมานำไปสู่การยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและอัยการสูงสุดของ กกต. ตามลำดับ

ในวันที่ 2 ธันวาคม 2551 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรคพลังประชาชน โดยมองว่าพรรคได้รับประโยชน์จากการกระทำของยงยุทธ และแม้กรรมการบริหารพรรคคนอื่นไม่มีส่วนรู้เห็นในการกระทำของยงยุทธ แต่ยงยุทธในฐานะกรรมการบริหารพรรคเป็นผู้กระทำผิดเสียเอง ย่อมร้ายแรงกว่า ยิ่งในฐานะกรรมการบริหารพรรค ควรมีหน้าที่ควบคุมดูแลสมาชิกพรรคให้เลือกตั้งโดยสุจริต

ทั้งนี้ตามมาตรา 237 ของรัฐธรรมนูญ 2550 ระบุว่า ในกรณีที่ศาลฯ มีคำสั่งให้ยุบพรรค ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรค เป็นเวลา 5 ปี โดยคำวินิจฉัยดังกล่าวได้สั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคในขณะที่กระทำความผิด ส่งผลให้สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่เพิ่งจะก้าวขึ้นมานั่งตำแหน่งนายกฯ ไม่นาน ต้องลงจากเก้าอี้ในฐานะหนึ่งในรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน เกิดเป็นตำนาน ‘นายกฯ ไร้ทำเนียบ’

[ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร: โยกย้าย ถวิล เปลี่ยนศรี พ้นเลขาฯ สมช.]

คดีประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวพันกับหลายองค์กรตุลาการรวมถึงศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติย้ายถวิล เปลี่ยนศรี จากตำแหน่งเลขา สมช. ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกฯ ฝ่ายข้าราชการประจำ ในเดือนกันยายน 2554 หลังจากที่ยิ่งลักษณ์แถลงนโยบายต่อรัฐสภาไม่นาน

กลุ่มสมาชิกวุฒิสภาที่นำโดย ‘ไพบูลย์ นิติตะวัน’ จึงยื่นคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อถอดถอนยิ่งลักษณ์ตามมาตรา 268 ที่ห้ามนายกฯ และรัฐมนตรีกระทำการใช้สถานะหรือตำแหน่งไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการเพื่อประโยชน์ของตนเองและผู้อื่นตามมาตรา 266 (2) และ (3)

โดยมองว่าการย้ายถวิล ไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ประเทศชาติ แต่เป็นประโยชน์แก่ตัวยิ่งลักษณ์และเครือญาติ เพราะเป็นการเปิดทางให้พลตำรวจเอกเพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ซึ่งเป็นเครือญาติของนายกฯ ขึ้นมานั่งตำแหน่ง ผบ.ตร. แทน ผบ.ตร. คนเก่าที่จะไปนั่งเก้าอี้ เลขาฯ สมช. แทน

ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2557 ให้ความเป็นรัฐมนตรีของยิ่งลักษณ์ต้องสิ้นสุดลง ซึ่งขณะนั้นยิ่งลักษณ์ดำรงตำแหน่งนายกฯ รักษาการหลังจากตัดสินใจยุบสภาฯ ในช่วงปลายปี 2556 ทำให้ยิ่งลักษณ์ต้องพ้นตำแหน่งนายกฯ รักษาการไปโดยปริยาย

[เศรษฐา ทวีสิน: แต่งตั้ง พิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรี]

หลังจากที่ ‘เศรษฐา ทวีสิน’ ดำรงตำแหน่งนายกฯ มาสักระยะ ก็ถึงคราวที่รัฐบาลที่กลับมานำโดยพรรคเพื่อไทยต้องจัดสรรสลับปรับเปลี่ยนตำแหน่งรัฐมนตรี ชื่อหนึ่งที่มีกระแสข่าวว่าจะมานั่งเก้าอี้รัฐมนตรี ตั้งแต่ ครม.เศรษฐา 1 คือ ‘พิชิต ชื่นบาน’ อดีต สส. และอดีตทนายความของทักษิณ ชินวัตร แต่ก็มีข้อครหา เนื่องจากพิชิตเคยถูกจำคุกฐานละเมิดอำนาจศาลในปี 2551 จากกรณีหิ้วถุงขนมใส่เงินสด 2 ล้านบาท ไปมอบให้เจ้าหน้าที่ธุรการศาล ซึ่งจูงใจให้เจ้าหน้าที่ศาลกระทำการอันมิชอบ

แต่ท้ายที่สุดพิชิตก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในการปรับ ครม.เศรษฐาครั้งแรกเมื่อเดือนเมษายน 2567 ทำให้กลุ่มสมาชิกวุฒิสภา รวม 40 คน ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญผ่านประธานวุฒิสภาให้ถอดถอนเศรษฐา เนื่องจากเข้าข่ายขาดคุณสมบัติตามมาตรา 160 มีพฤติกรรมไม่ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง และต้องพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 170 ของรัฐธรรมนูญ 2560

วันที่ 14 สิงหาคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของเศรษฐาต้องสิ้นสุดลง ซึ่งศาลมองว่านายกรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดในฝ่ายบริหาร ทุกการตัดสินใจมีผลกระทบต่อบ้านเมือง จึงต้องมีความรับผิดชอบในทุกการกระทำ ข้อกล่าวอ้างเรื่องมีประสบการณ์ทางการเมืองจำกัดและไม่มีความรู้ด้านนิติศาสตร์หรือรัฐศาสตร์เป็นข้อกล่าวอ้างที่รับฟังไม่ได้

[แพทองธาร ชินวัตร: คลิปเสียงคุย ฮุน เซน]

ภายหลังสถานการณ์ความรุนแรงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาตั้งแต่ปลายเดือนพฤษภาคม 2568 กลายเป็นจุดเปลี่ยนของการเมืองภายในประเทศ โดยเฉพาะภายหลังการเผยแพร่คลิปเสียงบทสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีไทยกับฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชาในเดือนมิถุนายน 2568 ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการเจรจากันในประเด็นข้อพิพาท โดยแพทองธารระบุกับฮุน เซนว่าแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นคนของฝ่ายตรงข้าม และหากอยากได้สิ่งใดขอให้บอก

‘พลเอกสวัสดิ์ ทัศนา’ และสมาชิกวุฒิสภา รวม 36 คน จึงยื่นคำร้องผ่านประธานวุฒิสภาไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อถอดถอนแพทองธาร เนื่องจากเข้าข่ายขาดคุณสมบัติตามมาตรา 160 มีพฤติกรรมไม่ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง และต้องพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 170 ของรัฐธรรมนูญ 2560 เช่นเดียวกับเศรษฐา

วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของแพทองธารต้องสิ้นสุดลง โดยศาลมองว่าแพทองธารแสดงท่าทียอมจำนน ไม่ใช่เทคนิคขอความเห็นใจ แต่เป็นไปเพื่อความประสงค์ของฮุน เซน มากกว่าผลประโยชน์ของชาติ เพียงเพื่อมุ่งหวังเพียงทำให้คะแนนนิยมของตน รวมถึงเสถียรภาพของรัฐบาล

ดีขึ้น ทำให้สาธารณชนเคลือบแคลง ขาดความเชื่อถือศรัทธา เป็นอันลดทอนเกียรติภูมิของนายกฯ ซึ่งเป็นผู้นำประเทศ และประเทศไทย ถือเอาประโยชน์ส่วนตนเป็นที่ตั้ง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก BrandThink

POP: ‘สิงห์-วรรณสิงห์’ คัมแบ็กในรอบ 3 ปี กับซีรีส์สารคดีสงครามสุดดาร์ก ‘เถื่อนTravel: BAD BAD WORLD’

5 ชั่วโมงที่ผ่านมา

SOCIETY: ลูกของคุณฝันอยากเป็นอะไร? เปิดโผอาชีพในฝันเด็ก Gen Alpha คำตอบที่สะท้อนอนาคตการทำงานยุคใหม่

10 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าวและบทความการเมืองอื่น ๆ

ปรมาจารย์กฎหมายมาเอง! 'บวรศักดิ์' ชี้ รัฐบาลรักษาการไม่อาจถวายคำแนะนำให้ยุบสภาได้

THE ROOM 44 CHANNEL

"ปริญญา"เคลียร์ชัดหมดเวลา"ยุบสภา" เหตุศาลสั่งนายกฯพ้นตำแหน่งแล้ว

สยามรัฐ

เปิดภาพล่าสุด ลุงตู่ ร่วมพิธีพระราชทานเพลิง นายธานินทร์

มุมข่าว

สส.หนุน!! ‘เสี่ยหนู’ นั่งนายกรัฐมนตรี 283 เสียง ยังรอ เพื่อไทย ไหลเติมอีก ลั่น!! ไม่กังวลแม้ยุบสภา

THE STATES TIMES

ทีวี2ช่องถูกอ้างชื่อปล่อยข่าวปลอม

สยามรัฐ

เยาวลักษณ์ คณะก้าวหน้า เตือนกันเอง ปชน.เจ็บแล้วต้องจำ ไม่เห็นด้วย โหวตให้อนุทิน-เพื่อไทย

MATICHON ONLINE

ข่าวและบทความยอดนิยม