กะเทาะวัยรุ่นกับความรุนแรง เตือน-สื่อสารผ่าน ‘พูดเชิงบวก’
เหตุการณ์เด็กมัธยมปลายลงมือทำร้ายครูกลางห้องเรียนต่อหน้าเพื่อน เป็นหนึ่งความรุนแรงกระตุกสังคมให้ต้องย้อนมองปัจจัยที่ไม่ได้จำกัดแค่ตัวเด็ก ครอบครัว หรือโรงเรียน เพราะเหตุการณ์นี้เพียงปรากฏเป็นข่าว ท่ามกลางความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นอย่างเงียบๆ รายวัน
“ทีมข่าวอาชญากรรม” สอบถาม พญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ ที่ปรึกษากองส่งเสริมและพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมเด็กกับการใช้ความรุนแรง โดยเฉพาะช่วงวัยรุ่น ซึ่งมองว่าแท้จริงแล้วความรุนแรงทางอารมณ์เป็นได้ตั้งแต่เล็กจนโต และจริงๆ แล้งเด็กเล็กเจอบ่อยกว่าด้วยซ้ำ เพียงแต่เด็กเล็กเรารู้สึกจัดการง่ายกว่าด้วยการกอด ปลอบก็สงบ ขณะวัยรุ่นเป็นช่วงเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน อารมณ์เลยแปรปรวนมากกว่าวัยอื่น
สาเหตุความรุนแรงในวัยรุ่น มีหลายสาเหตุ แบ่งได้ 3-4 อย่าง ได้แก่ 1.ปัจจัยทางชีวภาพและสมอง เด็กแต่ละคนมีพื้นนิสัยต่างกัน บางคนใจเย็น บางคนใจร้อนมาก แค่เรียกชื่อก็ของขึ้นแล้ว บางรายอาจมีโรคทางสมอง เช่น ลมชัก สมาธิสั้น หรือพัฒนาการล่าช้า ทำให้คุมอารมณ์ได้ไม่ดี
2.การเลี้ยงดูในครอบครัว ถ้าโตมาในบ้านที่ใช้เหตุผล เด็กจะเรียนรู้วิธีใช้เหตุผล แต่ถ้าตี ดุด่าเป็นปกติ เด็กก็ซึมซับว่านี่คือวิธีจัดการอารมณ์ได้เหมือนกัน 3.สังคมและเพื่อนรอบตัว เวลาไปโรงเรียน ต้องเลือกว่าจะอยู่กลุ่มไหน ถ้าอยู่กับเพื่อนดื้อก็มีพฤติกรรมเสี่ยง หรือถ้าโดนแกล้งบ่อย อาจไปแกล้งคนอื่นแทน หรือกลายเป็นคนตอบโต้รุนแรง
และ 4.อิทธิพลจากสื่อและโลกออนไลน์ ที่เห็นคอนเทนต์หลากหลายมาก บางอย่างมีการควบคุม บางอย่างไม่มี ความรุนแรงในสื่อ อาจกลายเป็นแบบอย่างไม่รู้ตัว ถ้าตรงกับบริบทชีวิต ก็อาจลองทำตาม
“เวลาที่เราเห็นเด็กคนหนึ่งมีพฤติกรรมรุนแรง มันไม่ได้มาจากสาเหตุเดียว แต่มาจากปัจจัยหลายๆ อย่างรวมกัน แล้ววันนั้นอาจมีเหตุการณ์ที่กระตุ้นแรงเกินไป จนทำให้เด็กหลุดการควบคุม”
พร้อมแนะวิธีสื่อสารหรือตักเตือนเลี่ยงการตอบโต้รุนแรงว่ามีวิธีการพูดที่เรียกว่า การพูดเชิงบวก 3 ขั้นตอน
เริ่มจากต้องบอกว่าพฤติกรรม อะไรที่เราไม่โอเค ขอย้ำว่าต้องเป็นพฤติกรรม เช่น อยากเตือนเรื่องการพูดคำหยาบ ก็ต้องบอกว่า“อย่าพูดคำหยาบ” ไม่ใช่ไปพูดว่า “ไม่มีมารยาท” หรือ “นิสัยแย่ๆ” เพราะเด็กจะคิดว่าทำไมต้องมาด่าว่าเขานิสัยไม่ดี ทั้งที่ก็ไปโรงเรียน ไม่ได้ชกต่อยใคร ไม่ได้เสพยา พฤติกรรมที่เราเห็นไม่ได้สะท้อนตัวตนทั้งหมดของเด็กคนนั้น แค่พูดคำหยาบ หรือมาโรงเรียนสาย มันก็คือพฤติกรรมนั้นๆ
ต่อมาคือ บอกความเป็นห่วงไปเลยว่าทำไมเราถึงไม่อยากให้ทำแบบนั้น เช่น ถ้าพูดคำหยาบ เป็นห่วงว่าคนอื่นฟังจะหงุดหงิด อาจทะเลาะกันได้ ผู้ใหญ่ต้องบอกให้ชัดว่า “ที่พูด เพราะเป็นห่วง” ไม่กลายคำตำหนิอย่าง“ทำตัวให้มันดีๆ หน่อย” เด็กจะงงว่า โดนด่า และสุดท้ายต้องบอกไปด้วยว่าถ้าไม่ให้ทำพฤติกรรมนี้ แล้วอยากให้เขาทำอะไรแทน เช่น แทนที่จะพูดคำหยาบอาจบอกว่า “ถ้าโกรธ ลองใช้คำพูดแบบนี้แทนนะ” หรือ “อย่าใช้คำแรงๆ เลย เดี๋ยวคนอื่นจะเข้าใจผิด” มันคือการเสนอพฤติกรรมที่อยากเห็น ไม่ใช่แค่ห้ามอย่างเดียว
เมื่อถามถึงการใช้สื่อโซเซียล การแชร์โพสต์เกี่ยวกับความรุนแรงถือเป็นการสะท้อนภาวะของเด็กหรือไม่ ระบุว่า ผู้ใหญ่หลายคนก็แชร์ เช่น คลิปปัญหาชายแดน มันไม่ได้หมายความว่าเป็นความรุนแรง แต่เป็นการควบคุมและการจัดการอารมณ์ ขนาดผู้ใหญ่เวลาเห็นพวกนี้ยังรู้สึก “แหม มันทำแบบนี้ได้ยังไง” การแชร์ของเด็กก็คล้ายผู้ใหญ่
สิ่งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของเด็ก แต่ต้องสร้างความตระหนักรู้เรื่องการใช้โซเชียลให้เท่าทันว่า สิ่งที่กระจายอยู่ในโซเชียลจริงๆ แล้วต้องการอะไร ต้องการระบายอารมณ์ ต้องการด่าอีกฝั่ง หรืออยากแสดงความเห็น ผู้ใหญ่ก็ยังทำ ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ควรถูกทำให้เป็นบริบทของสังคม ว่าจะสร้างวัฒนธรรมการใช้โซเชียลที่เหมาะสมยังไง
“เหมือนเวลาเราอยู่ในประเทศไทย เราก็มีวัฒนธรรมเจอกันต้องยกมือไหว้ นี่ก็คล้ายกันเราต้องทำให้เด็กเจอ “เวอร์ชันใหม่” ของสังคมคือ รู้ว่าสิ่งที่โพสต์ลงโซเชียลมันไม่ก่อประโยชน์ ถ้าทำไปเพียงเพื่อระบายอารมณ์”
ทั้งนี้ เห็นด้วยกับการผลักดันให้มีนักจิตวิทยาประจำโรงเรียน ขณะนี้ สพฐ. มีตำแหน่ง“นักจิตวิทยาโรงเรียน” แล้ว แต่ปัญหาคือยังไม่สามารถกระจายให้ครอบคลุม จึงต้องนำไปไว้ประจำที่สำนักงานเขตการศึกษาแทน ทำให้การดูแลไม่ทัน เด็กมีปัญหาก็ไปถึงไม่เร็วพอ
“ปัญหาคือกระทรวงศึกษาธิการกำหนดว่าคนที่จะเป็นข้าราชการต้องมีใบประกอบวิชาชีพครู นักจิตวิทยาที่จบมาก็ต้องไปสอบใบประกอบวิชาชีพเพิ่ม ต้องสอบบรรจุ กลายเป็นเส้นทางเดียวกับครูทั่วไป แทนที่จะได้ทำงานด้านจิตวิทยาโดยตรง แต่พอเป็นอัตราจ้างธรรมดาก็อยู่ไม่นาน ไม่มั่นคง”
พร้อมทิ้งท้าย ในส่วนกระทรวงสาธารณสุขได้เข้ามาดูแลผ่านการพัฒนาระบบแอปพลิเคชัน “HERO OBEC” ให้ครูคัดกรองและประเมินเด็ก ซึ่งจะเชื่อมต่อข้อมูลกับโรงพยาบาลชุมชน และนักจิตวิทยาในเขตพื้นที่
“แม้นักจิตวิทยาโรงเรียนยังมีไม่พอ ก็ไม่เป็นไร ต้องให้ “ครูทุกคน” ช่วยกันดูแล แล้วถ้าเกินกำลังจะมีแอปช่วยประสานสาธารณสุข ยอมรับว่ายังต้องพยายามพัฒนาต่อ เพื่อให้เด็กได้รับการดูแลจริงๆ”.
ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน