“เอกชน” หวั่นสุญญากาศทางการเมือง ฉุดจีดีพี ครึ่งปีหลังโตต่ำกว่า 1%
วันนี้ (29 ส.ค. 2568) นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยว่า จากกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีคำตัดสินให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 31 ของไทย ขาดคุณสมบัติลักษณะต้องห้าม ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง และคณะรัฐมนตรี (ครม.) พ้นทั้งคณะ เนื่องจากขาดคุณสมบัติและผิดจริยธรรมร้ายแรง กรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ทางโทรศัพท์ เบื้องต้นต้องยอมรับว่าประเทศไทยต้องกลับมาเผชิญกับสุญญากาศทางการเมืองอีกครั้ง นโยบายของรัฐบาลขาดความต่อเนื่อง การมีรัฐบาลใหม่คงใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน ทำให้เศรษฐกิจที่อ่อนแอมากอยู่แล้ว การเติบโตในช่วงครึ่งหลังของปีที่มีการคาดว่าจะโตเพียง 1% อาจโตต่ำกว่าระดับดังกล่าวได้ โดยคาดหวังว่าการตั้งรัฐบาลใหม่ภายใน 1-2 เดือนควรมี ครม.เข้ามาบริหารงานได้เต็มอำนาจแล้ว เพื่อไม่ให้ทุกอย่างซึมตัวลง เหมือนช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งทุกอย่างซึมลงจากการที่นายกฯ ถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว
ทั้งนี้ เมื่อเศรษฐกิจไม่ดี การท่องเที่ยวในประเทศที่คาดหวังว่าจะเข้ามาช่วยสนับสนุนการหมุนเวียนของเศรษฐกิจ เกิดการจับจ่ายใช้สอยในช่วงสุดท้ายของปี 2568 ที่ปกติมักเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) แต่ปีนี้อาจมีการเดินทางลดน้อยลง ส่วนตลาดต่างประเทศ นโยบายการกระตุ้นตลาด หรือการพัฒนาภาคการท่องเที่ยวที่ต้องใช้งบประมาณอาทิ โครงสร้างพื้นฐาน การอำนวยความสะดวกในเมืองรอง หรือโครงการใหญ่ๆ ที่ต้องอาศัยการตัดสินใจของรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มคงต้องหยุดชะงัก หรือมีการเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต ผลกระทบจึงมีในส่วนของการตัดสินใจลงทุนจากเอกชนแน่นอน เพื่อรอดูโฉมหน้าของรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาก่อน
“ทั้งการค้าที่มีผลกระทบจากภาษีสหรัฐ รวมถึงการลงทุนเอกชนที่ความเชื่อมั่นหายไปจากสุญญากาศทางการเมือง ที่ต้องรอรัฐบาลเต็มอำนาจใหม่อีกครั้ง รวมถึงการเดินทางท่องเที่ยวที่อาจชะลอตัวลง ทั้งไทยเที่ยวช่วงที่เหลือของปีนี้และตลาดต่างชาติที่ชะลอตัวอยู่แล้ว จึงมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจรวมสูงมาก โดยช่วงไตรมาส 4 ถือเป็นไฮซีซั่น สิ่งที่ทำไปแล้ว การกระตุ้นท่องเที่ยวต่างๆ ยังสามารถไปได้ แต่อาจไม่ได้ดีเท่าที่คาดไว้ เพราะหากมีรัฐบาลที่ทำหน้าที่ได้ตามปกติ จะสามารถออกมาตรการเติมส่วนที่ขาดไปได้ จากการพิจารณาทั้งปี 2568 นี้ เป้าหมายนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมคงได้เห็นที่ 34.5 ล้านคน ไม่น่าจะต่ำกว่านี้แล้ว เพราะตัวเลขดังกล่าวถือว่าต่ำสุดแล้ว” นายอดิษฐ์ กล่าว
นายอดิษฐ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการขับเคลื่อนการท่องเที่ยว ประเทศไทยควรใช้โอกาสภายในสองหรือสามปีนี้เพื่อปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะในด้านโครงสร้างพื้นฐานและสถานที่ท่องเที่ยว เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนที่เลือกเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางอื่นๆ แทน อาทิ ญี่ปุ่นและเวียดนามนอกจากนี้ ต้องอาศัยเป็นจังหวะในการแก้ไขปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่า ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้นักท่องเที่ยวไม่ใช้จ่ายเพราะไทยยังมีจุดแข็งด้านการต้อนรับและการเดินทางระยะสั้นจากจีนและประเทศอื่นๆ ในเอเชีย