รวบสาวใหญ่บัญชีม้า อ้างมีคนยืมบัญชีไปขายขนม
(6 มิ.ย. 69) เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการตำรวจปฏิบัติการพิเศษ (บก.ปพ.) จับกุม น.ส.สุพิชชา อายุ 51 ปี ผู้ต้องหาคนสำคัญตามหมายจับศาลอาญาในฐานความผิด “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน” หลังสืบทราบว่าผู้ต้องหาแอบหลบหนีมากบดานอยู่ในกรุงเทพมหานครก่อนเตรียมตัวเดินทางขึ้นภาคเหนือ โดยเจ้าหน้าที่สามารถรวบตัวได้คาหนังคาเขาที่สถานีรถไฟกรุงเทพอภิวัฒน์ เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมา
.
คดีนี้ได้สืบเนื่องมาจากเมื่อต้นปี 2566 ได้มีมิจฉาชีพสร้างเพจเฟซบุ๊กปลอมแอบอ้างเป็นบริษัทสินเชื่อที่ถูกต้องตามกฎหมาย โฆษณาชวนเชื่อว่าสามารถอนุมัติเงินกู้ได้รวดเร็วทันใจ จนมีเหยื่อหลงเชื่อติดต่อขอกู้เงินจำนวน 5,000 บาท ผ่านทางแอปพลิเคชันไลน์
.
เมื่อเหยื่อหลงกลกรอกข้อมูลส่วนตัวและเลขบัญชีธนาคารให้ มิจฉาชีพได้ออกอุบายเรียกเก็บ “ค่าเปิดบิล” หรือ “ค่าดำเนินการ” จำนวน 2,000 บาท ทันทีที่เหยื่อโอนเงินให้ มิจฉาชีพจะทำทีว่าโอนเงินกู้เข้าบัญชีไม่ได้ อ้างว่าเหยื่อกรอกเลขบัญชีผิดพลาด และจำเป็นต้องโอนเงินเพิ่มเพื่อแก้ไขรายการ โดยสัญญาว่าจะคืนเงินที่โอนไปทั้งหมดพร้อมกับเงินกู้ก้อนใหญ่ ทำให้เหยื่อหลงเชื่อโอนเงินซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเสียเงินจำนวนมาก แต่สุดท้ายก็ไม่ได้รับเงินกู้แม้แต่บาทเดียวและถูกตัดขาดการติดต่ออย่างถาวร
.
จากการสอบปากคำเบื้องต้นผู้ต้องหาได้ให้การภาคเสธ โดยอ้างว่าเมื่อปี 2566 มีชายไทยชื่อเล่นว่า “ตูน” อายุประมาณ 40 ปี มาขอยืมบัตรเอทีเอ็มพร้อมเลขบัญชีไป โดยอ้างว่าจะนำไปใช้รับโอนเงินจากการขายขนมย่านท่าดินแดง และตนไม่ได้รับค่าจ้างใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งขณะนี้ไม่สามารถติดต่อนายตูนได้แล้ว
.
อย่างไรก็ตาม ชุดสืบสวนได้ทำการตรวจสอบประวัติเชิงลึกพบว่าบัญชีของ น.ส.สุพิชชาถูกนำไปใช้ก่อเหตุในลักษณะเดียวกันหลายครั้งจนมีผู้เสียหายจำนวนมาก และยังมีหมายจับติดตัวในลักษณะคดีฉ้อโกงประชาชนในพื้นที่จังหวัดลำพูนอีก 1 คดี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงพฤติการณ์การเป็นบัญชีม้าที่ถูกนำไปใช้สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนในวงกว้าง
.
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ฝากเตือนภัยสังคมว่า สถาบันการเงินหรือบริษัทสินเชื่อที่ถูกต้องตามกฎหมายจะไม่มีนโยบายเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ค่าดำเนินการ หรือค่าประกันใดๆ ล่วงหน้าก่อนโอนเงินกู้ให้ลูกค้าอย่างเด็ดขาด หากพบเห็นการเรียกเก็บเงินในลักษณะดังกล่าว ให้สันนิษฐานทันทีว่าเป็นมิจฉาชีพ และควรยุติการทำธุรกรรมโดยทันที ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัว น.ส.สุพิชชาส่งพนักงานสอบสวน กก.3 บก.สอท.5 เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป