โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

SCB FM มองเงินบาทยังเคลื่อนไหวกรอบใกล้เคียงเดิม-จับตาการเจรจาสหรัฐ-อิหร่านคืบหน้าหนุนแข็งค่า

Manager Online

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • MGR Online

กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB Financial Markets: SCB FM)ประเมินแนวโน้มเงินบาทยังเคลื่อนไหวในกรอบแคบ โดยยังได้รับอิทธิพลจากราคาน้ำมันดิบเป็นหลัก ส่วนตลาดโดยรวมยังค่อนข้าง bullish ต่อเงินดอลลาร์สหรัฐ มองในระยะต่อไป หากสงครามยังไม่จบ เงินบาทอาจอยู่ในกรอบใกล้เคียงเดิมที่ 32.30-32.80 แต่หากข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีความชัดเจนขึ้นตามลำดับ เงินบาทอาจทยอยกลับมาแข็งค่าได้ เพราะความต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัย (ดอลลาร์) จะลดลง ขณะที่ราคาน้ำมันที่อาจลดลงหลังสงครามทุเลาจะช่วยหนุนดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยให้ปรับดีขึ้น อย่างไรก็ดี มองว่าเงินบาทอาจไม่สามารถกลับไปแข็งค่าเท่าก่อนเกิดสงคราม เพราะดัชนีเงินดอลลาร์มีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง (structural change) จากเรื่อง AI boom

นายแพททริก ปูเลีย รองผู้จัดการใหญ่ Head of Financial Markets Function ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เงินบาทเดือนที่ผ่านมาเคลื่อนไหวในกรอบ 32.10-32.80 โดยเงินบาทยังได้รับผลกระทบจากข่าวของสงครามสหรัฐฯ กับอิหร่านมากที่สุด ในเวลาที่มีข่าวการโจมตีของทั้งสองฝั่งและการร่างข้อตกลงสันติภาพมีอันต้องเลื่อนออกไป พบว่าราคาน้ำมันสูงขึ้นและบาทอ่อนค่า ขณะเดียวกันดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐยังอยู่ในระดับสูง นักลงทุนยังต้องการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย แม้จะมีบางส่วนที่เทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ออก เช่น จีน และญี่ปุ่น ในส่วนของตัวเลขเศรษฐกิจไทยที่ออกมาดี เช่น GDP Q1 และเลขส่งออกที่ขยายตัวสูงกว่าคาด แต่ไม่ทำให้บาทแข็งค่าได้มากนัก

ในระยะต่อไป หากการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังยืดเยื้อ ก็อาจทำให้เงินบาทอยู่ในกรอบราว 32.30-32.80 ได้ แต่หากข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีความชัดเจนขึ้นตามลำดับ เงินบาทอาจทยอยกลับมาแข็งค่าได้จากระดับปัจจุบัน แม้มีบางปัจจัยที่อาจทำให้อ่อนค่าบางช่วง

ปัจจัยด้านอ่อนค่าต่อเงินบาท: มองว่าการนำเข้าของไทยขยายตัวแรงกว่าการส่งออก ทำให้ดุลการค้าอาจขาดดุลสูงขึ้น อีกทั้ง ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐอาจแข็งค่าต่อ จากการคงดอกเบี้ยของ Fed ที่นานขึ้น (จากที่เคยมองว่าลดดอกเบี้ยปลายปีนี้) และอุปสงค์ต่อสินทรัพย์สหรัฐฯ (US assets) ที่มาจากภาค Technology สะท้อนจากดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่สูงขึ้นต่อเนื่อง จะเป็นปัจจัยหนุนเงินดอลลาร์ในช่วงนี้ได้

ปัจจัยด้านแข็งค่าต่อเงินบาท: ในระยะกลาง-ยาว หากสงครามจบลง ความต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัย (ดอลลาร์) อาจมีลดลง และ Global bond yields ปรับลงได้ตามแนวโน้มเงินเฟ้อและ War premium ที่หมดไป อาจทำให้ดอลลาร์กลับมาอ่อนค่า และราคาทองคำสูงขึ้น ขณะที่ราคาน้ำมันลดลงจะช่วยหนุนดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยให้ปรับดีขึ้น ทำให้เงินบาทกลับมาแข็งค่าได้ ทั้งนี้มองว่าเงินบาทอาจไม่สามารถกลับไปแข็งค่าเท่าก่อนเกิดสงคราม (ที่ราว 31.00-31.50) ได้ เพราะดัชนีเงินดอลลาร์มี Structural change จากเรื่อง AI boom ที่ทำให้สหรัฐฯ อาจมีรายได้จากภาคบริการของ AI มากขึ้น จึงดันให้ดุลบัญชีเดินสะพัดปรับดีขึ้นกว่าในอดีต

**คาดกนง.คงดอกเบี้ยตลอดปี**

นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า มุมมองอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย คาดการณ์คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) จะคงดอกเบี้ยในปีนี้ เพราะจะยังไม่ตอบสนองต่อแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปทานที่อาจเป็นเพียงระยะสั้น และคาดว่าเงินเฟ้อจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายได้ในปีหน้า อีกทั้ง ความสามารถในการชำระหนี้ของ SMEs แย่ลง จากผลของสงคราม กนง. จึงน่าจะคงดอกเบี้ยเพื่อให้ภาวะการเงินไทยไม่ตึงตัวขึ้น

นอกจากนี้ คาดว่าอุปทานพันธบัตรรัฐบาลไม่น่าจะปรับสูงขึ้นอย่างมีนัย แม้รัฐบาลจะกู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยคาดว่ารัฐบาลจะกู้เงินโดยใช้เครื่องมืออื่น เช่น เงินกู้ ตั๋ว PN และหากจำเป็นต้องออกพันธบัตรระยะสั้น ก็จะได้รับความร่วมมือจาก ธปท. ทำให้ Bond supply ไม่สูงขึ้นอย่างมีนัย โดยปัจจุบัน Avg debt maturity ของไทยอยู่ที่ราว 10 ปี ซึ่งยาวกว่าประเทศอื่นที่ราว 5–7 ปี รัฐบาลจึงไม่จำเป็นต้องเพิ่มการออกพันธบัตรระยะยาว (หรือ extend duration) แล้ว ส่วนในระยะกลาง-ยาว หากสงครามจบลง เงินทุนเคลื่อนย้ายที่เคยไหลออกไปในช่วงเดือนมีนาคมอาจไหลกลับมาได้ สะท้อนจากช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาที่เริ่มเห็นเงินไหลกลับเข้ามาบ้างหลังตลาดคลายความกังวลเรื่องสงครามลง ปัจจัยทั้งหมดนี้จึงอาจทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับย่อลงได้

ขณะที่ Fed อาจตัดสินใจคงดอกเบี้ยไว้ก่อน จากการดำเนินนโยบายของ Kevin Warsh (ประธาน Fed คนใหม่) ที่คาดว่าจะไม่ตึงตัว (hawkish) เท่าที่ตลาดคาดตอนนี้ ขณะที่การลดขนาดงบดุล (Fed’s balance sheet) น่าจะยังไม่สามารถทำได้เร็วนัก เพื่อประคองสภาพคล่องในตลาด Repo เงินทุนสำรองในระบบธนาคารพาณิชย์ และภาวะการเงินไม่ให้ตึงตัวเกินไป ส่วนแรงเทขาย US Treasury น่าจะลดลงได้หลังความไม่แน่นอนจากสงครามลดลง โดยที่ผ่านมาธนาคารกลางบางแห่ง เช่น ญี่ปุ่น เทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อประคองการอ่อนค่าของเงินเยน ดังนั้น ในระยะกลางถึงยาว จึงมองว่ามีโอกาสที่ US Treasury yields จะปรับย่อลงได้ โดยมองกรอบในช่วง 1-2 เดือนนี้ที่ราว 4.20-4.50%

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...