โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ศึกซักฟอก เดิมพันพรรคส้ม หลังหัวทิ่ม-ดิ่งหนัก บันเทิงธิปไตย-แชร์ข่าวเท็จ

ไทยโพสต์

อัพเดต 1 พฤศจิกายน 2569 เวลา 3.03 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สุดท้าย คอการเมืองต้องกางมุ้งรอ ศึกซักฟอกเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไปถึงเดือนธันวาคมเลย หลังที่ประชุมวิปรัฐบาล-วิปฝ่ายค้านได้ข้อสรุปเคาะวันอภิปรายไม่ไว้วางใจที่สูตร 7-11 ธ.ค. ที่ก็คือ อภิปรายไม่ไว้วางใจ 4 วัน คือ 7 ธ.ค.ถึง 10 ธ.ค. และลงมติในวันที่ 11 ธ.ค.

หากประเมินจากสถานการณ์ ณ ตอนนี้ ถ้าไม่มีมูฟเมนต์เคลื่อนไหวการเมืองใหญ่ๆ ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนในทางลบต่อรัฐบาลอนุทินเข้ามาแทรกในช่วงกลางทางก่อนถึง 7-11 ธ.ค.

ประเมินได้ว่าเสียง "โหวตไว้วางใจ” ที่อนุทิน กับ 17 รัฐมนตรีจะได้รับ ยังไงก็ผ่านฉลุย เพียงแต่ทั้ง 18 รายชื่อ ตามญัตติของฝ่ายค้านจะได้เสียงเท่ากันหรือไม่ เท่านั้นเอง

และอาจจะได้เสียงไว้วางใจจาก “กล้าธรรม” เข้ามาโหวตไว้วางใจให้ด้วย หาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สั่ง 58 สส.กล้าธรรม โหวตไว้วางใจให้อนุทิน ตามกระแสข่าวที่ออกมาหนาหูในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา บนดีล พรรคกล้าธรรมรอร่วมรัฐบาลหลังปิดสภา หรือไม่ก็ต้นปีหน้า 2570 ที่ทำให้ “เพื่อไทย-ทักษิณ ชินวัตร” ต่อรองการเมืองอะไรมากไม่ได้ในช่วงการโหวตเสียงไว้วางใจ เพราะหากยึกยักมีสิทธิ์โดนถีบออกไปเป็นฝ่ายค้าน แล้วดึง "กล้าธรรม” เสียบแทน

จึงไม่แปลกที่จะเริ่มเห็นแกนนำพรรคเพื่อไทยออกมาการันตีแบบกางมุ้งรอแล้วว่า พรรคเพื่อไทยต้องยึดถือมารยาทการเมืองในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล ที่ก็คือการันตีว่ายังไงก็โหวตไว้วางใจให้ อนุทิน-17 รมต.แน่นอน ไม่มีวอแว แต่หากจะดึงกล้าธรรมมาร่วมรัฐบาลหลังจบศึกซักฟอก ถ้าจะปรับ ครม.-เกลี่ยโควตารัฐมนตรีกันใหม่ ก็ต้องมาคุยกันก่อน และหากเป็นไปได้ก็อย่ามาแตะโควตาของเพื่อไทย ทำนองนั้น

อย่างไรก็ตาม ในจังหวะการเมืองที่วิปรัฐบาลกับวิปฝ่ายค้านตกลงกันได้แล้วเรื่องกรอบเวลาการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็เกิดมีกระแสข่าวทำนองว่า มีแนวคิดจากฝ่ายค้านบางส่วนอาจจะมีการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายรัฐบาลอนุทินแบบไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 โดยจะขอให้มีการเปิดอภิปราย 152 ก่อนจะอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติ 151 ทำนองเพื่อ

"เปิดหัว-เปิดแผล” รัฐบาลอนุทิน

นำร่องเป็น "หนังตัวอย่างเรียก” น้ำย่อย-สร้างความสนใจทางการเมือง ก่อนจะถึงคิวระเบิดศึกซักฟอก 7-11 ธ.ค.

โดยท่าทีล่าสุดของ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกระแสข่าวแนวคิดของฝ่ายค้านบางส่วนในการยื่นญัตติอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ มาตรา 152 ควบคู่กับญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ มาตรา 151 ว่า

“เป็นช่องทางและเป็นสิทธิที่ฝ่ายค้านทำได้ แต่จะยื่นหรือไม่ยื่นอย่างไรไม่สำคัญไปกว่าการที่รัฐบาลมีความพร้อมมากแค่ไหนในการชี้แจง ส่วนจะยื่นหรือไม่ยื่น ขอดูท่าทีของรัฐบาล และการพูดคุยของวิปฝ่ายค้านก่อน” (30 ต.ค.)

สำหรับความแตกต่างระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติมาตรา 151 กับ 152 ก็คือ

มาตรา 151 ต้องใช้ สส.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของ สส.ทั้งหมดที่มีอยู่ในสภา มีการโหวตเสียงลงมติไว้วางใจ-ไม่ไว้วางใจ ที่ทำให้เกิดการต่อรองทางการเมืองได้ภายในพรรคร่วมรัฐบาล

ส่วนมาตรา 152 ใช้เสียง สส.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวน สส.ที่มีอยู่ในสภา อภิปรายเสร็จไม่มีการลงมติโหวตเสียง เพราะเป็นเพียงการเสนอแนะแนวทางให้รัฐบาลรับไปปฏิบัติ จึงไม่กระทบต่อสถานภาพรัฐบาลและรัฐมนตรี

เปรียบเทียบให้เห็นภาพ การอภิปรายมาตรา 151 ก็คือ หมัดเด็ด-หมัดน็อก ที่ฝ่ายค้านจะใช้อภิปรายเพื่อล็อกเป้ายิงถล่มรัฐบาล-ฝ่ายบริหารกลางสภา ซึ่งทำได้เฉลี่ยปีละหนึ่งครั้ง เปรียบเหมือนกับหมัดของนักชกรุ่นเฮฟวีเวต ที่ออกหมัดแล้วแม้ล้มรัฐบาลไม่ได้ แต่ต้องทำให้รัฐบาลสะเทือนทั้งในสภาและนอกสภา และเกิดผลทางการเมืองตามมา เช่น ทำให้กระแสหรือคะแนนนิยมของนายกฯ และรัฐบาลทรุดลง-ดำดิ่ง เพราะโดนข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านกลางสภาแล้วแก้ตัวไม่ได้ ชี้แจงไม่ขึ้น จนอาจบริหารประเทศต่อไปยาก หรืออยู่ในตำแหน่งต่อยาก เช่น หากเป็นรัฐมนตรี แม้ผ่านโหวตไว้วางใจมา แต่ก็ต้องถูกปรับเปลี่ยน ปรับออกจากตำแหน่ง หรือถูกบีบให้ลาออกจากตำแหน่ง หรือเกิดผลการเมืองต่อเนื่องตามมา เช่น ฝ่ายค้านนำข้อมูลจากที่อภิปรายไม่ไว้วางใจไปยื่นเรื่องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ขยายผลเป็นคำร้องหรือคดีความ เช่น ไปยื่นต่อ ป.ป.ช.เพื่อให้ไต่สวน-ชี้มูลเอาผิด ซึ่งก็เคยมีให้เห็นมาแล้วในการใช้รัฐธรรมนูญปี 2560

เช่น ฝ่ายค้านเคยอภิปรายไม่ไว้วางใจ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม สมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ฝ่ายค้านนำข้อมูล-ประเด็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจไปยื่นต่อกับทางศาลรัฐธรรมนูญ โดยกล่าวหาว่าซุกหุ้นและคงไว้ซึ่งหุ้นส่วนใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยมีนอมินีถือหุ้นแทน เพื่อหลีกเลี่ยงข้อห้ามตามกฎหมาย

และต่อมาศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการโอนหุ้นดังกล่าวเป็นนิติกรรมอำพราง และเส้นทางการเงินที่นำไปซื้อหุ้นมาจากนายศักดิ์สยามจึงถือว่ากระทำขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 187 ประกอบมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) จึงให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2566 ซึ่งเป็นวันที่ศาลสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ด้วยมติ 7 ต่อ 1 เป็นต้น

ส่วนการอภิปรายแบบไม่ลงมติ มาตรา 152 ในเชิงการเมือง-การตรวจสอบรัฐบาล ยังไม่ถึงกับเป็นหมัดน็อก เป็นแค่ระดับไลต์เฮฟวีเวต แต่หากจะใช้ช่องทางนี้ ฝ่ายค้านก็ต้องหวังผลในเชิงการเมืองคือ

"เปิดแผลรัฐบาล-ตอกย้ำความผิดพลาดในการบริหารราชการแผ่นดิน” ของรัฐบาลในประเด็นต่างๆ ในช่วงที่มีการยื่นญัตติขอใช้สิทธิตามมาตรา 152 ที่ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องในสถานการณ์

มีข้อมูลทางการเมืองออกมาว่า หลังจากมีการใช้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันปี 2560 มีการยื่นขอเปิดอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 152 ไปแล้วทั้งสิ้นรวม 5 ครั้ง แยกเป็นรัฐบาลสองยุค คือยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 4 ครั้ง และยุครัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน อีก 1 ครั้ง

ส่วนจะมีการอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติครั้งที่ 6 ในการประชุมสภาสมัยนี้หรือไม่ คงต้องรอดูท่าทีของพรรคร่วมฝ่ายค้านอีกสักระยะ แต่ก็จะพบว่าสุ้มเสียงของฝ่ายค้านบางส่วน เช่น จากปีก พรรคประชาธิปัตย์ ก็ดูจะไม่ค่อยเด้งรับ-เอาด้วยสักเท่าไหร่ เพราะอาจมองว่าควรทุ่มไปที่การอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติตามมาตรา 151 ช่วง 7-11 ธ.ค.ดีกว่า แล้ว จัดหนัก-จัดเต็ม ไปเลย เพราะหากแบ่งออกเป็นสองพาร์ตก็อาจทำให้การออกหมัดตรวจสอบรัฐบาลไม่ทรงพลังอย่างที่ควรจะเป็น อีกทั้งหากเปิด 152 ไปก่อน แล้วพอถึงการอภิปราย 151 ทำให้ประชาชนอาจไม่สนใจศึกซักฟอกมาตรา 151

ล่าสุด อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กล่าวในรายการ “คุยกับนายกฯ อนุทิน” เมื่อ 31 ต.ค. ถึงสถานการณ์การเมืองและศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า รัฐบาลไม่ได้หลีกเลี่ยงการตรวจสอบ และพร้อมเข้าสภาในเดือนธันวาคม เดิมรัฐบาลเตรียมพร้อมรับการอภิปรายไว้แล้ว ถึงขั้นกำชับรัฐมนตรีทุกคนไม่ให้เดินทางในช่วงสัปดาห์ที่คาดว่าจะมีการอภิปราย เพราะต้องการให้ทุกคนอยู่ตอบข้อซักถามในสภา แต่เมื่อการกำหนดเวลาไม่ลงตัว กลับมีข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลหนีสภา ซึ่งยืนยันว่าไม่เป็นความจริง

“ไม่เคยหนีครับ จริงๆ ณ ขณะนี้เราควรจะอยู่บนบัลลังก์ที่สภาเพื่อรับฟังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐมนตรีทุกคน ผมสั่งไว้แล้วว่าห้ามเดินทางในช่วงสัปดาห์นี้”

“รัฐบาลยังมีเสถียรภาพ และผมไม่กังวลว่าจะเลือกอภิปรายใครหรือเว้นใคร หากฝ่ายค้านจะอภิปรายผมเพียงคนเดียวก็ถือว่าครอบคลุมความรับผิดชอบของคณะรัฐมนตรีทั้งหมดแล้ว”

เมื่อกรอบเวลาอภิปรายไม่ไว้วางใจชัดเจนว่าลั่นระฆังกัน 7-11 ธ.ค. ดังนั้นหลังจากนี้ก็นับวันรอต่อไป โดยแมตช์นี้ถือเป็นงานช้าง-บทพิสูจน์การทำหน้าที่ฝ่ายค้านของ พรรคประชาชน ในฐานะแกนนำพรรคฝ่ายค้าน ว่าจะทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอนุทินได้ดีแค่ไหน ยิ่งช่วงหลังพรรคประชาชนถูกผู้ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ ที่คือพรรคประชาชนในวันนี้ ปิยบุตร แสงกนกกุล วิจารณ์ว่าช่วงหลังทำงานการเมืองแบบ บันเทิงธิปไตย อีกทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมาหัวหอกหลักของพรรค “ไอซ์-รักชนก ศรีนอก” ก็พลาดหนักกับการแชร์ข่าวเท็จ ค่าน้ำชา 7 ล้านบาท ของนายกฯ จนเสียเครดิตอย่างแรง กลายเป็นพรรคเด็กเลี้ยงแกะ-แชร์ข่าวเท็จ เสื่อมเสียอย่างหนัก

ศึกซักฟอกที่จะเกิดขึ้นเดือน ธ.ค.จึงเป็นเดิมพันสำคัญของพรรคประชาชน ในการทำให้คนเห็นว่าเป็นของจริง หากคนของพรรคอภิปรายได้อย่างมีน้ำหนัก มีข้อมูล นำเสนอข้อมูลได้ดี มีลำหักลำโค่น แต่หากทำหน้าที่ได้ไม่ดี อภิปรายไม่มีข้อมูล ไร้น้ำหนัก มีแต่สำนวนโวหาร ก็จะยิ่งทำให้พรรคส้มทรุดหนักลงกว่าเดิม!.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...