ศึกซักฟอก เดิมพันพรรคส้ม หลังหัวทิ่ม-ดิ่งหนัก บันเทิงธิปไตย-แชร์ข่าวเท็จ
สุดท้าย คอการเมืองต้องกางมุ้งรอ ศึกซักฟอกเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไปถึงเดือนธันวาคมเลย หลังที่ประชุมวิปรัฐบาล-วิปฝ่ายค้านได้ข้อสรุปเคาะวันอภิปรายไม่ไว้วางใจที่สูตร 7-11 ธ.ค. ที่ก็คือ อภิปรายไม่ไว้วางใจ 4 วัน คือ 7 ธ.ค.ถึง 10 ธ.ค. และลงมติในวันที่ 11 ธ.ค.
หากประเมินจากสถานการณ์ ณ ตอนนี้ ถ้าไม่มีมูฟเมนต์เคลื่อนไหวการเมืองใหญ่ๆ ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนในทางลบต่อรัฐบาลอนุทินเข้ามาแทรกในช่วงกลางทางก่อนถึง 7-11 ธ.ค.
ประเมินได้ว่าเสียง "โหวตไว้วางใจ” ที่อนุทิน กับ 17 รัฐมนตรีจะได้รับ ยังไงก็ผ่านฉลุย เพียงแต่ทั้ง 18 รายชื่อ ตามญัตติของฝ่ายค้านจะได้เสียงเท่ากันหรือไม่ เท่านั้นเอง
และอาจจะได้เสียงไว้วางใจจาก “กล้าธรรม” เข้ามาโหวตไว้วางใจให้ด้วย หาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สั่ง 58 สส.กล้าธรรม โหวตไว้วางใจให้อนุทิน ตามกระแสข่าวที่ออกมาหนาหูในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา บนดีล พรรคกล้าธรรมรอร่วมรัฐบาลหลังปิดสภา หรือไม่ก็ต้นปีหน้า 2570 ที่ทำให้ “เพื่อไทย-ทักษิณ ชินวัตร” ต่อรองการเมืองอะไรมากไม่ได้ในช่วงการโหวตเสียงไว้วางใจ เพราะหากยึกยักมีสิทธิ์โดนถีบออกไปเป็นฝ่ายค้าน แล้วดึง "กล้าธรรม” เสียบแทน
จึงไม่แปลกที่จะเริ่มเห็นแกนนำพรรคเพื่อไทยออกมาการันตีแบบกางมุ้งรอแล้วว่า พรรคเพื่อไทยต้องยึดถือมารยาทการเมืองในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล ที่ก็คือการันตีว่ายังไงก็โหวตไว้วางใจให้ อนุทิน-17 รมต.แน่นอน ไม่มีวอแว แต่หากจะดึงกล้าธรรมมาร่วมรัฐบาลหลังจบศึกซักฟอก ถ้าจะปรับ ครม.-เกลี่ยโควตารัฐมนตรีกันใหม่ ก็ต้องมาคุยกันก่อน และหากเป็นไปได้ก็อย่ามาแตะโควตาของเพื่อไทย ทำนองนั้น
อย่างไรก็ตาม ในจังหวะการเมืองที่วิปรัฐบาลกับวิปฝ่ายค้านตกลงกันได้แล้วเรื่องกรอบเวลาการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็เกิดมีกระแสข่าวทำนองว่า มีแนวคิดจากฝ่ายค้านบางส่วนอาจจะมีการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายรัฐบาลอนุทินแบบไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 โดยจะขอให้มีการเปิดอภิปราย 152 ก่อนจะอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติ 151 ทำนองเพื่อ
"เปิดหัว-เปิดแผล” รัฐบาลอนุทิน
นำร่องเป็น "หนังตัวอย่างเรียก” น้ำย่อย-สร้างความสนใจทางการเมือง ก่อนจะถึงคิวระเบิดศึกซักฟอก 7-11 ธ.ค.
โดยท่าทีล่าสุดของ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกระแสข่าวแนวคิดของฝ่ายค้านบางส่วนในการยื่นญัตติอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ มาตรา 152 ควบคู่กับญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ มาตรา 151 ว่า
“เป็นช่องทางและเป็นสิทธิที่ฝ่ายค้านทำได้ แต่จะยื่นหรือไม่ยื่นอย่างไรไม่สำคัญไปกว่าการที่รัฐบาลมีความพร้อมมากแค่ไหนในการชี้แจง ส่วนจะยื่นหรือไม่ยื่น ขอดูท่าทีของรัฐบาล และการพูดคุยของวิปฝ่ายค้านก่อน” (30 ต.ค.)
สำหรับความแตกต่างระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติมาตรา 151 กับ 152 ก็คือ
มาตรา 151 ต้องใช้ สส.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของ สส.ทั้งหมดที่มีอยู่ในสภา มีการโหวตเสียงลงมติไว้วางใจ-ไม่ไว้วางใจ ที่ทำให้เกิดการต่อรองทางการเมืองได้ภายในพรรคร่วมรัฐบาล
ส่วนมาตรา 152 ใช้เสียง สส.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของจำนวน สส.ที่มีอยู่ในสภา อภิปรายเสร็จไม่มีการลงมติโหวตเสียง เพราะเป็นเพียงการเสนอแนะแนวทางให้รัฐบาลรับไปปฏิบัติ จึงไม่กระทบต่อสถานภาพรัฐบาลและรัฐมนตรี
เปรียบเทียบให้เห็นภาพ การอภิปรายมาตรา 151 ก็คือ หมัดเด็ด-หมัดน็อก ที่ฝ่ายค้านจะใช้อภิปรายเพื่อล็อกเป้ายิงถล่มรัฐบาล-ฝ่ายบริหารกลางสภา ซึ่งทำได้เฉลี่ยปีละหนึ่งครั้ง เปรียบเหมือนกับหมัดของนักชกรุ่นเฮฟวีเวต ที่ออกหมัดแล้วแม้ล้มรัฐบาลไม่ได้ แต่ต้องทำให้รัฐบาลสะเทือนทั้งในสภาและนอกสภา และเกิดผลทางการเมืองตามมา เช่น ทำให้กระแสหรือคะแนนนิยมของนายกฯ และรัฐบาลทรุดลง-ดำดิ่ง เพราะโดนข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านกลางสภาแล้วแก้ตัวไม่ได้ ชี้แจงไม่ขึ้น จนอาจบริหารประเทศต่อไปยาก หรืออยู่ในตำแหน่งต่อยาก เช่น หากเป็นรัฐมนตรี แม้ผ่านโหวตไว้วางใจมา แต่ก็ต้องถูกปรับเปลี่ยน ปรับออกจากตำแหน่ง หรือถูกบีบให้ลาออกจากตำแหน่ง หรือเกิดผลการเมืองต่อเนื่องตามมา เช่น ฝ่ายค้านนำข้อมูลจากที่อภิปรายไม่ไว้วางใจไปยื่นเรื่องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ขยายผลเป็นคำร้องหรือคดีความ เช่น ไปยื่นต่อ ป.ป.ช.เพื่อให้ไต่สวน-ชี้มูลเอาผิด ซึ่งก็เคยมีให้เห็นมาแล้วในการใช้รัฐธรรมนูญปี 2560
เช่น ฝ่ายค้านเคยอภิปรายไม่ไว้วางใจ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม สมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ฝ่ายค้านนำข้อมูล-ประเด็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจไปยื่นต่อกับทางศาลรัฐธรรมนูญ โดยกล่าวหาว่าซุกหุ้นและคงไว้ซึ่งหุ้นส่วนใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยมีนอมินีถือหุ้นแทน เพื่อหลีกเลี่ยงข้อห้ามตามกฎหมาย
และต่อมาศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการโอนหุ้นดังกล่าวเป็นนิติกรรมอำพราง และเส้นทางการเงินที่นำไปซื้อหุ้นมาจากนายศักดิ์สยามจึงถือว่ากระทำขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 187 ประกอบมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) จึงให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2566 ซึ่งเป็นวันที่ศาลสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ด้วยมติ 7 ต่อ 1 เป็นต้น
ส่วนการอภิปรายแบบไม่ลงมติ มาตรา 152 ในเชิงการเมือง-การตรวจสอบรัฐบาล ยังไม่ถึงกับเป็นหมัดน็อก เป็นแค่ระดับไลต์เฮฟวีเวต แต่หากจะใช้ช่องทางนี้ ฝ่ายค้านก็ต้องหวังผลในเชิงการเมืองคือ
"เปิดแผลรัฐบาล-ตอกย้ำความผิดพลาดในการบริหารราชการแผ่นดิน” ของรัฐบาลในประเด็นต่างๆ ในช่วงที่มีการยื่นญัตติขอใช้สิทธิตามมาตรา 152 ที่ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องในสถานการณ์
มีข้อมูลทางการเมืองออกมาว่า หลังจากมีการใช้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันปี 2560 มีการยื่นขอเปิดอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 152 ไปแล้วทั้งสิ้นรวม 5 ครั้ง แยกเป็นรัฐบาลสองยุค คือยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา 4 ครั้ง และยุครัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน อีก 1 ครั้ง
ส่วนจะมีการอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติครั้งที่ 6 ในการประชุมสภาสมัยนี้หรือไม่ คงต้องรอดูท่าทีของพรรคร่วมฝ่ายค้านอีกสักระยะ แต่ก็จะพบว่าสุ้มเสียงของฝ่ายค้านบางส่วน เช่น จากปีก พรรคประชาธิปัตย์ ก็ดูจะไม่ค่อยเด้งรับ-เอาด้วยสักเท่าไหร่ เพราะอาจมองว่าควรทุ่มไปที่การอภิปรายไม่ไว้วางใจแบบลงมติตามมาตรา 151 ช่วง 7-11 ธ.ค.ดีกว่า แล้ว จัดหนัก-จัดเต็ม ไปเลย เพราะหากแบ่งออกเป็นสองพาร์ตก็อาจทำให้การออกหมัดตรวจสอบรัฐบาลไม่ทรงพลังอย่างที่ควรจะเป็น อีกทั้งหากเปิด 152 ไปก่อน แล้วพอถึงการอภิปราย 151 ทำให้ประชาชนอาจไม่สนใจศึกซักฟอกมาตรา 151
ล่าสุด อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กล่าวในรายการ “คุยกับนายกฯ อนุทิน” เมื่อ 31 ต.ค. ถึงสถานการณ์การเมืองและศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า รัฐบาลไม่ได้หลีกเลี่ยงการตรวจสอบ และพร้อมเข้าสภาในเดือนธันวาคม เดิมรัฐบาลเตรียมพร้อมรับการอภิปรายไว้แล้ว ถึงขั้นกำชับรัฐมนตรีทุกคนไม่ให้เดินทางในช่วงสัปดาห์ที่คาดว่าจะมีการอภิปราย เพราะต้องการให้ทุกคนอยู่ตอบข้อซักถามในสภา แต่เมื่อการกำหนดเวลาไม่ลงตัว กลับมีข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลหนีสภา ซึ่งยืนยันว่าไม่เป็นความจริง
“ไม่เคยหนีครับ จริงๆ ณ ขณะนี้เราควรจะอยู่บนบัลลังก์ที่สภาเพื่อรับฟังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐมนตรีทุกคน ผมสั่งไว้แล้วว่าห้ามเดินทางในช่วงสัปดาห์นี้”
“รัฐบาลยังมีเสถียรภาพ และผมไม่กังวลว่าจะเลือกอภิปรายใครหรือเว้นใคร หากฝ่ายค้านจะอภิปรายผมเพียงคนเดียวก็ถือว่าครอบคลุมความรับผิดชอบของคณะรัฐมนตรีทั้งหมดแล้ว”
เมื่อกรอบเวลาอภิปรายไม่ไว้วางใจชัดเจนว่าลั่นระฆังกัน 7-11 ธ.ค. ดังนั้นหลังจากนี้ก็นับวันรอต่อไป โดยแมตช์นี้ถือเป็นงานช้าง-บทพิสูจน์การทำหน้าที่ฝ่ายค้านของ พรรคประชาชน ในฐานะแกนนำพรรคฝ่ายค้าน ว่าจะทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอนุทินได้ดีแค่ไหน ยิ่งช่วงหลังพรรคประชาชนถูกผู้ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ ที่คือพรรคประชาชนในวันนี้ ปิยบุตร แสงกนกกุล วิจารณ์ว่าช่วงหลังทำงานการเมืองแบบ บันเทิงธิปไตย อีกทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมาหัวหอกหลักของพรรค “ไอซ์-รักชนก ศรีนอก” ก็พลาดหนักกับการแชร์ข่าวเท็จ ค่าน้ำชา 7 ล้านบาท ของนายกฯ จนเสียเครดิตอย่างแรง กลายเป็นพรรคเด็กเลี้ยงแกะ-แชร์ข่าวเท็จ เสื่อมเสียอย่างหนัก
ศึกซักฟอกที่จะเกิดขึ้นเดือน ธ.ค.จึงเป็นเดิมพันสำคัญของพรรคประชาชน ในการทำให้คนเห็นว่าเป็นของจริง หากคนของพรรคอภิปรายได้อย่างมีน้ำหนัก มีข้อมูล นำเสนอข้อมูลได้ดี มีลำหักลำโค่น แต่หากทำหน้าที่ได้ไม่ดี อภิปรายไม่มีข้อมูล ไร้น้ำหนัก มีแต่สำนวนโวหาร ก็จะยิ่งทำให้พรรคส้มทรุดหนักลงกว่าเดิม!.