ห้ามเด็กใช้โซเชียล ทั่วโลกเริ่มปฏิเสธสื่อออนไลน์ แม้แต่อเมริกา
10 สิงหาคม 2569 สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานผลสำรวจที่จัดทำร่วมกับ อิปซอส (Reuters/Ipsos) บริษัทวิจัยตลาดและสำรวจความคิดเห็นสาธารณะระดับโลกจากประเทศฝรั่งเศส โดยสอบถามความเห็นของผู้ใหญ่ 4,505 คน ทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 29 กรกฎาคม ถึงวันที่ 3 สิงหาคม พบว่า
- 66% สนับสนุนกฎหมาย ที่กำหนดให้มีการยืนยันอายุสำหรับผู้ใช้งานที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปี - 61% เห็นว่าบริษัทโซเชียลมีเดีย จำเป็นต้องได้รับการกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้น โดยในจำนวนนี้รวมถึง
- 71% ของกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครต
- 62% ของกลุ่มผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกัน ที่มองว่า โซเชียลมีเดียอาจก่อให้เกิดการเสพติดในเด็กได้
ผลสำรวจที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 9 สิงหาคมนี้ ชี้ว่า ชาวอเมริกันส่วนใหญ่จากทั้งสองพรรคการเมือง สนับสนุนให้รัฐบาลออกมาตรการกำกับดูแลการดำเนินธุรกิจของบริษัท โซเชียลมีเดีย ให้เข้มงวดขึ้น รวมถึงข้อกำหนดให้มีระบบยืนยันอายุเพื่อป้องกันไม่ให้เด็กเล็กเข้าใช้งานโซเชียลมีเดีย
การสำรวจครั้งนี้ เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่บริษัทต่างๆ เช่น Meta Platforms และ YouTube ของ Google กำลังเผชิญกับแรงกดดันทางกฎหมายที่เพิ่มมากขึ้น เกี่ยวกับแนวทางการจัดการกับผู้ใช้งานที่เป็นเด็กและเยาวชน โดยคาดว่าจะมีการเริ่มกระบวนการพิจารณาคดีในวันพุธ (12 สิงหาคม 2569) สืบเนื่องจากข้อกล่าวหาของอัยการรัฐ ที่ระบุว่า Meta ออกแบบผลิตภัณฑ์ โดยมุ่งหวังให้ผู้ใช้งานที่เป็นเด็กและเยาวชนเกิดการเสพติด
Meta ซึ่งปฏิเสธข้อกล่าวหา ระบุว่า บริษัทอาจต้องเผชิญค่าปรับสูงถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ หากฝ่ายรัฐเป็นผู้ชนะคดี ซึ่งเมื่อวันพฤหัสบดี (6 สิงหาคม 69) ที่ผ่านมา ศาลในรัฐนิวเม็กซิโก มีคำสั่งแยกต่างหากให้ Meta จ่ายเงินจำนวน 567 ล้านดอลลาร์เข้ากองทุนเพื่อสุขภาพจิตของวัยรุ่น และให้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของแพลตฟอร์ม สำหรับผู้ใช้งานที่เป็นเยาวชน หลังพบว่า บริษัทมีส่วนรับผิดชอบต่อผลกระทบเชิงลบที่มีต่อสวัสดิภาพของเด็ก
ขณะเดียวกัน บริษัทเทคโนโลยีต่างๆ กำลังถูกจับตามองอย่างเข้มงวดมากขึ้นจากฝ่ายนิติบัญญัติทั่วสหรัฐฯ ในประเด็นเรื่องผลกระทบที่มีต่อเยาวชน โดยมีมากกว่า 10 รัฐ ที่ผ่านกฎหมายควบคุมการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของเยาวชน ซึ่งระบุว่าเป็นมาตรการที่จำเป็นเพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยบนโลกออนไลน์ให้กับพวกเขา
NetChoice ซึ่งเป็นกลุ่มการค้า ที่ได้รับการสนับสนุนจากยักษ์ใหญ่ด้านโซเชียลมีเดีย เช่น Meta, TikTok และ Snap ได้ยื่นฟ้องเพื่อยับยั้งกฎหมาย ที่กำหนดให้แอปพลิเคชัน ต้องยืนยันอายุของผู้ใช้ โดยโต้แย้งว่ากฎหมายนี้ ละเมิดการคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออก
ผู้ตอบแบบสำรวจราว 61% ซึ่งรวมถึงสมาชิกพรรคเดโมแครต 71% และสมาชิกพรรครีพับลิกัน 62% ระบุว่า บริษัทโซเชียลมีเดีย จำเป็นต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้น ส่วนกลุ่มผู้ที่ไม่สังกัดพรรคการเมืองใด (independents) มีสัดส่วนผู้สนับสนุนน้อยกว่า เนื่องจากหลายคนระบุว่า ยังไม่แน่ใจในจุดยืนของตนเองในเรื่องนี้
ผลสำรวจยังพบว่า 66% ของผู้ตอบแบบสอบถาม สนับสนุนกฎหมายที่กำหนดให้บริษัทโซเชียลมีเดีย ต้องใช้เครื่องมือยืนยันอายุ เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปี เข้าใช้งานแพลตฟอร์ม โดยกลุ่มที่ให้การสนับสนุนมากที่สุด คือ สมาชิกพรรครีพับลิกัน ซึ่งเห็นด้วยกับแนวคิดนี้ถึง 74% ในขณะที่สมาชิกพรรคเดโมแครตที่เห็นด้วยมีอยู่ 69%
'ต้องมีใครสักคนลงมือทำ' เจมส์ บอสเซอร์เดต วิศวกรเครื่องกลวัย 60 ปี จากรัฐเทนเนสซี ซึ่งลงคะแนนเสียงให้ "โดนัลด์ ทรัมป์" ประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกัน ในการเลือกตั้งปี 2024 กล่าวว่า โดยปกติแล้ว เขาต้องการให้รัฐบาลสหรัฐฯ เข้ามามีบทบาทในชีวิตของชาวอเมริกันให้น้อยที่สุด แต่การจัดการอย่างจริงจังกับบริษัทโซเชียลมีเดีย ถือเป็นข้อยกเว้น….
"ต้องมีใครสักคนลงมือทำเรื่องนี้" เขาพูดถึงข้อจำกัดการใช้งานโซเชียลมีเดียสำหรับเด็ก "มันเป็นหน้าที่ของรัฐบาลหรือเปล่า? ผมไม่อยากให้เป็นอย่างนั้นหรอก แต่ผมก็คิดว่าบางทีมันอาจจำเป็นต้องเป็นหน้าที่ของรัฐบาลก็ได้"
จนถึงขณะนี้ สภาคองเกรสของสหรัฐฯ ยังไม่ได้ผ่านกฎหมายที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อคุ้มครองเด็กจากการใช้งานโซเชียลมีเดีย
ผลสำรวจของรอยเตอร์/อิปซอส พบว่า ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ถึง 85% มองว่าโซเชียลมีเดีย อาจทำให้เด็กเสพติดได้ และมีสัดส่วนใกล้เคียงกันที่เห็นว่า การใช้งานโซเชียลมีเดีย อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของเด็ก
คริสโตเฟอร์ เฉิน วัย 34 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และเป็นผู้ที่ลงคะแนนเสียงให้กมลา แฮร์ริส คู่แข่งจากพรรคเดโมแครตของทรัมป์ ในการเลือกตั้งปี 2024 กล่าวว่า เขาคิดว่า บริษัทโซเชียลมีเดีย มีอิทธิพลอย่างมากต่อวัยรุ่น และบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้ มีอำนาจควบคุมสิ่งที่ผู้ใช้งานเห็นบนแอปพลิเคชันมากเกินไป
"ผมไม่รู้ว่ากฎระเบียบควรมีหน้าตาเป็นอย่างไร แต่รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินการบางอย่างเพื่อคุ้มครองประชาชน"
พอล่า ดิ๊ค วัย 73 ปี จากรัฐเท็กซัส ซึ่งเป็นผู้ลงคะแนนเสียงให้ทรัมป์ ในการเลือกตั้งปี 2024 กล่าวว่า บริษัทโซเชียลมีเดีย สามารถทำหน้าที่ได้ดีกว่านี้ ในการป้องกันไม่ให้เด็กเข้าถึงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม และเห็นว่าควรมีการกำกับดูแลจากภาครัฐที่เข้มงวดขึ้น สำหรับแอปพลิเคชันที่เด็กๆ ใช้งาน ซึ่งเธอไม่อนุญาตให้หลานๆ ใช้ YouTube ในระหว่างที่เธอเป็นผู้ดูแล แต่พวกเขาก็ยังหาวิธีเข้าใช้งานได้อยู่ดี
"พวกเขามีวิธีเลี่ยงการถูกจำกัดการใช้งานที่พ่อแม่ตั้งค่าไว้ในโทรศัพท์ พวกเขาฉลาดมากในเรื่องพวกนี้"
ผู้คนชอบโซเชียลมีเดียชาวอเมริกันส่วนใหญ่ ระบุว่า ชอบโซเชียลมีเดีย เป็นอย่างมาก โดย 70% มองว่าการใช้งานแพลตฟอร์มเหล่านี้ เป็นเรื่องสนุก ขณะที่มีเพียง 35% เท่านั้น ที่รู้สึกว่ามันทำให้เกิดความเครียด ความคิดเห็นของผู้คนยังคงแบ่งออกเป็นสองฝ่ายในประเด็นเรื่องการใช้งานที่มากเกินไป โดย 52% ยอมรับว่าใช้เวลาบนโซเชียลมีเดีย มากเกินไปในแต่ละวัน ส่วนอีก 43% มองว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น
ปัจจุบัน มีหลายประเทศทั่วโลก ที่เริ่มออกกฎหมายและมาตรการห้าม หรือจำกัดไม่ให้เยาวชนเข้าถึงโซเชียลมีเดีย เพื่อป้องกันปัญหาการติดจอ และผลกระทบต่อสุขภาพจิต โดยประเทศที่ดำเนินการและมีแผนชัดเจน ผ่านกฎหมาย หรือประกาศใช้แล้ว ได้แก่
- ออสเตรเลีย: เป็นประเทศแรกของโลก ที่ผ่านกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ใช้งานแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียหลัก โดยให้บริษัทผู้ให้บริการเป็นฝ่ายรับผิดชอบในการป้องกัน
- ฝรั่งเศส: มีมาตรการจำกัดการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ สำหรับเยาวชนอายุต่ำกว่า 15 ปี โดยต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง
ประเทศที่อยู่ระหว่างเตรียมบังคับใช้หรือเสนอร่างกฎหมาย
- สหราชอาณาจักร (อังกฤษ): ประกาศแผนเตรียมออกกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี ใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อความปลอดภัย
- มาเลเซีย: มีแผนผลักดันและเตรียมบังคับใช้มาตรการแบนโซเชียลมีเดีย สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี
- สเปน และประเทศในยุโรปอื่นๆ : กำลังอยู่ระหว่างพิจารณาร่างกฎหมายและมาตรการจำกัดอายุผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียอยู่ที่ 16 ปีเช่นกัน