เชอรี่ ปักหมุดไทย เดินเกม 3 กลยุทธ์ใหญ่ สร้างฐานผลิต–เปิดไลน์อัปใหม่–มั่นใจเครือข่ายบริการ
การเข้าสู่ตลาดประเทศไทยของ CHERY (เชอรี) ไม่ใช่เพียงการเปิดตัวแบรนด์รถยนต์หน้าใหม่ แต่สะท้อนถึงการขยับหมากเชิงกลยุทธ์ของผู้ผลิตรถยนต์จีนรายสำคัญที่ต้องการยึดไทยเป็น “หัวใจของอาเซียน” นายจิม ลี ผู้อำนวยการแบรนด์ เชอรี (ประเทศไทย) ยืนยันว่า การเข้ามาไม่ได้มองเพียงยอดขาย แต่ต้องการยกระดับมาตรฐานรถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) และสร้างความมั่นใจในคุณภาพที่ผู้บริโภคไทยสัมผัสได้
แม้เชอรี่จะเพิ่งเปิดตัวแบรนด์อย่างเป็นทางการในไทยเมื่อกลางปี 2568 แต่ก่อนหน้านั้นบริษัทได้ทดสอบการนำแบรนด์ในเครืออย่าง Omoda และ Jaecoo มาทำตลาดจนได้รับการตอบรับที่ดี กลายเป็นพื้นฐานสำคัญให้เชอรี่เดินหน้าต่อด้วยแบรนด์หลักที่แข็งแกร่งกว่า
ด้วยประสบการณ์ส่งออกรถยนต์สะสมกว่า 5 ล้านคัน และการทำตลาดในกว่า 120 ประเทศทั่วโลก เชอรี่พยายามวางภาพลักษณ์ให้แตกต่างจาก “รถจีนราคาถูก” โดยย้ำว่าบริษัท ไม่มีนโยบายทำสงครามราคา แต่จะชูคุณภาพ เทคโนโลยี และความคุ้มค่าเป็นหัวใจสำคัญในการแข่งขัน
ปี 2568 ถือเป็นปีเริ่มต้นที่เชอรี่ปูพรมผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดไทย โดยรุ่นแรกที่เปิดตัวคือ
• CHERY V23 – B-SUV พลังงานไฟฟ้า 100% ดีไซน์ทรงกล่อง (Boxy) ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ราคาเบื้องต้นคาดอยู่ในช่วง 7.5–9.5 แสนบาท
• CHERY Tiggo8 CSH – SUV 7 ที่นั่งพรีเมียม ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี Plug-in Hybrid (CSH: Chery Super Hybrid) พร้อมออปชันหรูและระบบความปลอดภัยครบถ้วน เปิดราคาคาดการณ์ที่ 9 แสนกว่าบาท
ในช่วงปลายปีนี้ยังมี Tiggo4 CSH HEV เสริมทัพในงานมอเตอร์เอ็กซ์โป และจะต่อยอดด้วยรุ่นใหญ่ Tiggo9 CSH ทั้งเวอร์ชัน SUV และซีดานในปี 2569
แผนระยะ 3 ปี (2568–2570) เชอรี่ประกาศชัดว่าจะเปิดตัวรวม 15 รุ่น ครอบคลุมทั้ง EV, HEV และ PHEV หลากหลายเซกเมนต์ ทั้ง SUV, MPV และรถยนต์นั่ง เพื่อให้แบรนด์สามารถแข่งขันในทุกตลาดย่อย
ในด้านการผลิต บริษัทเตรียมใช้โรงงานเดียวกับ Omoda & Jaecoo ซึ่งอยู่ระหว่างติดตั้งเครื่องจักร โดยจะเริ่ม ทดสอบการผลิตในไตรมาส 4/2568 และพร้อม เดินสายการผลิตจริงต้นปี 2569 รุ่นแรกที่จะประกอบในไทยคือ V23 เพื่อลดต้นทุนและแข่งขันได้อย่างยั่งยืน
สำหรับรุ่นปลั๊กอินไฮบริดชุดแรกจะนำเข้าจากอินโดนีเซีย ขณะที่รุ่นไฮบริดอาจมาจากอินโดนีเซียหรือมาเลเซีย ก่อนเข้าสู่การผลิตในไทยตามลำดับ
การสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าถือเป็นหัวใจของการทำตลาดในต่างประเทศ เชอรี่จึงเร่งวางเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายและศูนย์บริการกว่า 30 แห่งทั่วประเทศ ภายในปีแรก เพื่อรองรับลูกค้าได้ทันที พร้อมลงทุนด้าน คลังอะไหล่ ที่จัดเก็บและกระจายได้อย่างรวดเร็ว หากจำเป็นสามารถลำเลียงทางอากาศได้ทันที
นอกจากนี้ยังเตรียมดึง ชุดแต่งและอุปกรณ์เสริม ของ V23 เข้ามาขายเสริมสร้างคอมมูนิตี้และไลฟ์สไตล์รอบแบรนด์ เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกเชื่อมโยงและมั่นใจว่ามีการดูแลหลังการขายในระยะยาว
การที่เชอรี่เลือกไทยหลังจากทำตลาดในแอฟริกาใต้ อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย มาเลเซีย และสหราชอาณาจักร สะท้อนว่าไทยไม่ใช่เพียง “ตลาดปลายทาง” แต่เป็น ศูนย์กลางการผลิตและการตลาดในภูมิภาค การลงทุนสร้างโรงงานและเครือข่ายบริการจึงเป็นเครื่องยืนยันว่าบริษัทไม่ได้เข้ามาแบบฉาบฉวย
นายจิม ลี กล่าวทิ้งท้ายว่า “เราต้องการให้เชอรี่เป็นแบรนด์ที่ครอบครัวไทยนึกถึงเป็นอันดับแรก รถของเราต้องขับสนุก ปลอดภัย คุ้มค่า และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การเข้ามาของเชอรี่ในไทยคือการสร้างมาตรฐานใหม่ ไม่ใช่แค่ขายรถ แต่คือการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า”
แผนรุกตลาดไทยของเชอรี่จึงไม่ได้หยุดแค่การเปิดตัวรุ่นใหม่ แต่ครอบคลุมทั้ง ภาพลักษณ์แบรนด์ การลงทุนผลิต และการสร้างความมั่นใจให้ลูกค้า หากทุกอย่างเดินตามแผน เชอรี่อาจกลายเป็น “ผู้เล่นจีนรายสำคัญ” ที่สามารถยึดพื้นที่ตลาดไทย และใช้เป็นฐานผลิตเพื่อป้อนตลาดอาเซียนได้อย่างมั่นคงในอนาคต
website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO