ดีลซ้อนดีล!! พรรคส้มลิขิตฝัน "ทักษิณ-อนุทิน"?
การเมืองไทยปลายเดือนสิงหาคม 2568 กำลังร้อนแรงและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เมื่อพรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เปิดเกมเร็วด้วยการประกาศเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และอ้างว่ามีเสียงสนับสนุนถึง 280 เสียง โดยนับรวมพรรคประชาชนและพรรคเล็กบางส่วนเข้าไปด้วย
การแสดงออกเช่นนี้ถูกมองว่าเป็นความพยายามสร้างแรงกดดันทางการเมือง พร้อมทั้งสร้างภาพลักษณ์ว่าภูมิใจไทยมีศักยภาพจะขึ้นเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลและผลักดันให้นายอนุทินก้าวสู่เก้าอี้นายกรัฐมนตรี ขณะที่อีกด้านหนึ่ง นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรักษาการนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาโต้กลับทันที โดยชี้ว่าเป็นเพียง “ฝันกลางวัน” และเป็นการโฆษณาชวนเชื่อเกินจริง เนื่องจากพรรคประชาชนยังไม่ได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าพร้อมจะร่วมกับภูมิใจไทยหรือไม่
แม้จะถูกมองว่าขยับช้ากว่า แต่พรรคเพื่อไทยเองก็ไม่ได้อยู่นิ่ง หากแต่เลือกใช้วิธีการเจรจาในแบบ “หลังบ้าน” อย่างที่นายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ยอมรับว่ามีการพูดคุยกับพรรคประชาชนแล้วในหลายประเด็น โดยเฉพาะข้อเสนอสำคัญ 3 ข้อที่ทางพรรคประชาชนยื่นมา เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ ซึ่งพรรคเพื่อไทยเห็นว่าเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ เพียงแต่ต้องคำนวณเวลาและความเป็นไปได้ทางการเมืองอย่างรอบคอบ
พรรคเพื่อไทยย้ำว่าจะไม่รับปากแบบเลื่อนลอยเพียงเพื่อรักษาอำนาจ แต่ต้องมั่นใจว่าทุกคำมั่นสัญญาจะสามารถปฏิบัติได้จริง นี่คือการเดินเกมที่แตกต่างจากภูมิใจไทย ซึ่งมุ่งเน้นตัวเลขและการสร้างภาพล่วงหน้า
สิ่งที่ทำให้เกมนี้น่าจับตามากยิ่งขึ้น คือสายสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและเครือญาติที่เข้ามามีบทบาท นายสุริยะ และนายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ จากพรรคเพื่อไทย ถูกมองว่าเป็นสะพานเชื่อมสำคัญที่สามารถทำให้การเจรจากับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้นำจิตวิญญาณของพรรคประชาชนเป็นไปได้ง่ายขึ้น
ขณะเดียวกันก็ยังมีเงาของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่แม้จะไม่ได้มีตำแหน่งทางการเมือง แต่ชื่อของนายทักษิณยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในทุกดีล ความสัมพันธ์ในอดีตระหว่างนายทักษิณกับนายธนาธรถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง และถูกมองว่าอาจกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความไว้วางใจ และโน้มน้าวให้พรรคประชาชนหันกลับมาจับมือกับเพื่อไทย
ท่ามกลางสถานการณ์นี้ พรรคประชาชนกลายเป็น “กุญแจทอง” ของสมการทางการเมือง เพราะไม่ว่าจะตัดสินใจเลือกข้างไหน ผลลัพธ์ก็จะเปลี่ยนสมดุลของเกมทันที ถ้าพรรคประชาชนร่วมกับภูมิใจไทย ตัวเลข 280 เสียงที่อนุทินประกาศไว้ก็จะกลายเป็นจริงในพริบตา และจะเปิดทางให้เขาขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ทว่า หากพรรคประชาชนเอนเอียงมาทางเพื่อไทย เกมก็จะพลิกกลับ โดยเพื่อไทยสามารถอ้างความชอบธรรมจากเครือข่าย ความต่อเนื่องทางประวัติศาสตร์ และสายสัมพันธ์เดิมได้เหนือกว่า การรอจังหวะและการยังไม่ประกาศจุดยืนชัดเจนของพรรคประชาชน ยิ่งทำให้พรรคประชาชนกลายเป็นศูนย์กลางความสนใจและถือไพ่เหนือกว่าพรรคการเมืองใหญ่ทั้งสองฝ่าย
คำพูดที่สวนทางกันของแกนนำสองพรรคยิ่งทำให้เห็นภาพชัดเจน ภูมิใจไทยเลือกยุทธศาสตร์ “ชิงลงมือ” เพื่อสร้างแรงศรัทธาล่วงหน้า ขณะที่เพื่อไทยเลือกกลยุทธ์ “สายสัมพันธ์และน้ำเดียวกัน” โดยพยายามชี้ให้เห็นว่าเพื่อไทยและพรรคประชาชนมีรากฐานทางอุดมการณ์เดียวกัน เพียงแต่ถูกการเมืองในอดีตบังคับให้แยกออกจากกัน
สถานการณ์นี้จึงไม่ได้เป็นเพียงเกมของตัวเลขในสภา แต่คือเกมของความเชื่อใจ ความไว้วางใจ และกลยุทธ์การเมืองที่แยบยล ทั้งยังสะท้อนให้เห็นว่าการจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้ คือศึกชิงอำนาจที่เต็มไปด้วย “ดีลซ้อนดีล” เบื้องหน้าคือการแข่งขันกันระหว่างเพื่อไทยกับภูมิใจไทยเพื่อดึงพรรคประชาชน แต่เบื้องหลังกลับเต็มไปด้วยเครือข่ายเก่า ความสัมพันธ์ส่วนบุคคล และการต่อรองเชิงจิตวิทยาที่ซับซ้อนกว่าที่ปรากฏ
ดังนั้น พรรคประชาชนจึงไม่ใช่เพียงผู้เล่นธรรมดา แต่คือผู้ถือกุญแจอนาคตการเมืองไทย ว่าจะเปิดประตูให้ใครได้เป็นนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลใหม่จะมีเสถียรภาพมากน้อยเพียงใด ศึกครั้งนี้ไม่ใช่แค่การแย่งชิงเก้าอี้ แต่คือการชิงความชอบธรรม และการนิยามอนาคตของระบอบการเมืองไทย
ประชาชนทั้งประเทศจึงต้องจับตา ว่าดีลซ้อนดีลครั้งนี้จะเขียนประวัติศาสตร์การเมืองไทยหน้าใหม่ หรือเป็นเพียงหมากการเมืองชั่วคราวที่พร้อมสลายหายไปกับแรงกดดันในสภาและท้องถนน
#การเมืองไทย #พรรคเพื่อไทย #พรรคภูมิใจไทย #พรรคประชาชน #ทักษิณ #อนุทิน #ธนาธร #ข่าวการเมือง #จัดตั้งรัฐบาล #ศึกชิงนายก