แด่…อาจารย์ ‘ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์’
ไปซะแล้วอีกราย!!!…อาจารย์ ดอกเตอร์ ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์ นักคิด นักวิชาการ ระดับ ห้าดาว จากเยอรมนี จะไม่เขียนถึง ไม่คิดอุทิศเนื้อที่นี้เพื่อการรำลึก คงไม่น่าจะถูกเรื่องกันซักเท่าไหร่นัก เพราะด้วยความคุ้นเคย ใกล้ชิด สนิทสนม ระหว่างกันและกันอยู่พอสมควร เรียกว่า…ในบรรดา ดอกเตอร์ ที่คบหาสมาคมกันมานาน ไม่ว่า ดร. สุธี ประศาสน์เศรษฐ ผู้เพิ่งวายชนม์ไปไม่นาน ดร. ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ ที่เพิ่งสมคบคิดวางแผนอะไรต่อมิอะไรเมื่อไม่กี่เดือนมานี้เอง หรือ ดร. วิวัฒน์ชัย อัตถากร ที่ยังหาโอกาสเจอะเจอแทบไม่ได้ในช่วงหลังๆ ดูๆ…จะเป็น ดร. ปรีชา รายนี้นี่แหละ ที่ออกจะสนิทที่สุด…
คือไม่ใช่แค่ในเรื่องความคิด-ความอ่าน การร่วมวิเคราะห์-สังเคราะห์ โน่นๆ นี่ๆ เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังค่อนข้างใกล้ชิดกันในทาง สันทนาการ หรือการบันเทิง เริงรมย์ ในช่วงที่ อันตัวข้าพเจ้าเอง ยังพอมีกำลัง วังชา ยังมีเรี่ยว มีแรง พอที่จะ ยกแก้ว อย่างมิมีวันรู้เบื่อ และอาจเป็นเพราะอาจารย์ท่านจบปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอกจากเยอรมนี ดินแดนที่เต็มไปด้วย ไส้กรอกและเบียร์ การพบปะ เจอะเจอ โดยมีน้ำอมฤตชนิดนี้เป็นตัวประสาน จึงทำให้สัมพันธภาพออกจะระเบิดเถิดเทิงยิ่งขึ้นไปใหญ่ ยิ่งในช่วงที่ร่วมด้วย-ช่วยกัน ตามหา ตามล่า พันเอกมนูญ หรือพลตรี มนูญกฤต รูปขจร ที่แอบไปพำนักที่เยอรมนี หลัง กบฏเมษาฮาวาย อันนั้น…ต้องเรียกว่าต่างคนต่าง แอ่นระแน้ ตั้งแต่เช้า-ยันค่ำไปด้วยกันทั้งคู่…
ตั้งแต่ลงมาถึงสนามบินแฟรงก์เฟิร์ตช่วงเช้าๆ ก็เร่ไป เบรกฟาสต์ อยู่แถวๆ ร้านรถเข็นขายไส้กรอก โดยมีกระป๋องเบียร์ติดมือคนละสี่ซ้า-ห้ากระป๋อง จากนั้นระหว่างจับรถไฟไปเมืองบีเลอเฟล สถานที่พำนักของ พันเอกมนูญ ก็หนีไม่พ้นต้อง สุรามาเป็นระยะ มัชชปมา ทัฏฐานา เวรมณี ขณะฆ่าเวลาดูวิวสวยๆ สองข้างทาง อีกไม่ต่ำกว่าสี่ซ้า-ห้ากระป๋องยาวๆ อย่างมิอาจปฏิเสธ แม้จะไม่เจอตัว พันเอกมนูญ ที่เผ่นไปไหนซะแล้วก็มิอาจรู้ได้ เลยต้องระบายความผิดหวังด้วยเบียร์ดำ-เบียร์ขาว แต่ละชนิด แต่ละท้องถิ่นของเยอรมนี จนร่างกาย กระเพาะและเม็ดเลือดของแต่ละราย น่าจะบรรจุไปด้วยปริมาณเบียร์ไม่ต่ำกว่าคนละ 12 หรืออาจถึงขั้น 24 ขวด เป็นอย่างน้อย…
นี่…อันนี้นี่แหละที่เลยทำให้ความใกล้ชิด สนิทสนม ค่อยๆ เพิ่มพูนขึ้นมาตามลำดับ หรือตามปริมาณเบียร์ที่ถูกบรรจุเข้าไปในร่างกายในแต่ละช่วง แต่ละระยะ แม้ว่าแรกๆ…อาจารย์ท่านอาจปักหลักจิบไป-จิบมา อยู่ภายในบ้านที่อยู่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยาซะเป็นส่วนใหญ่ มีอิเล็กโทนหนึ่งตัวไว้ช่วยขับลำนำระหว่างยกระดับอารมณ์จากโรแมนติกไปสู่ขั้นคลาสสิก แต่หลังจากถูกเคี่ยวเข็ญ บีบบังคับโดย อันตัวข้าพเจ้าเอง ให้ลองเปลี่ยนบรรยากาศดูมั่ง ขนาด หัวโต-สมศักดิ์ เจียมฯ ยังสามารถบังคับให้เปิดบริสุทธิ์ ให้แอ่นเบียร์มาแล้วจนได้ อาจารย์ท่านก็เลยต้องเปลี่ยนบรรยากาศไปแอ่นแถวๆ พัฒน์พงศ์ อันเป็นแหล่งที่ อันตัวข้าพเจ้าเอง คุ้นเคยมาโดยตลอด จนหลังๆ ท่านชักติดหรือชักจะกลายเป็น เจ้าพ่อพัฒน์พงศ์ ไปโดยปริยาย…
แต่ก็นั่นแหละ…คงไม่ใช่แค่สัมพันธภาพด้าน สันทนาการ เท่านั้นเป็นหลัก เพราะในช่วง ติดคุก ด้วยข้อหาการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์เมื่อหลายสิบปีที่แล้ว ก็ติดด้วยกัน เพียงแต่อยู่กันคนละห้อง ด้วย สายใย ที่แน่นเหนียวหนึบหนับ ในแต่ละเรื่อง แต่ละกรณีนี่เอง เลยทำให้อดไม่ได้ที่จะรู้สึก หวิวๆ เมื่อได้เห็นข่าวคราวการลา-ละ-สละไปจากโลกใบนี้ ทาง เฟซบุ๊ก ของใครต่อใครเมื่อไม่กี่วันมานี้ แม้ว่าในช่วงหลังๆ อาจเป็นเพราะการ หักดิบ ของตัวเองไม่คิดจะ สุรา…มาเป็นระยะ มัชชปมา อีกต่อไปแล้ว ก็เลยอาจจะห่างๆ ไปจากกันและกัน ไม่ได้เจอหน้า เจอตามาร่วมๆ สิบปี-ยี่สิบปี เห็นจะได้ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกผูกพัน ห่วงใย ลดน้อยถอยลงไปเลยแม้แต่น้อย…
ยังพอจำบทกลอน หรือโคลงเก่าๆ ที่ตัวเราได้เคยแต่งให้ท่าน ในระหว่างฉลองวันเกิดขณะที่ยังอยู่ในคุก แม้ว่าจะไม่ได้จดบันทึกเอาไว้เป็นลายลักษณ์อักษร คือเขียนไว้ว่า… “ปรีชา-ชื่อนี้ชัด-เชิงชาญ/เปี่ยม-บุรุษสำราญ-เลิศแก้ว/พงศ์-พันธุ์ ล้วนอภิบาล-เบื้องราษฎร์/สานติ-ชี้ชัดแล้ว-แน่แท้-สืบสานต์” นั่นคือ…อารมณ์-ความรู้สึกที่ อันตัวข้าพเจ้าเอง มีต่อนักคิด นักวิชาการ ระดับ ห้าดาว รายนี้ ไม่ว่าในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ หรือได้ลา-ละ-สละจากโลกใบนี้ไปแล้ว จันโทปัณณะระโส ยะถา…มณีโชติระโส ยะถา ขอให้สวรรค์ชั้นฟ้า ชั้นหนึ่ง-ชั้นใด ยังพอมีเบียร์ดำ-เบียร์ขาวเอาไว้บริการ ผู้ที่พร้อมจะเสียสละอะไรต่อมิอะไรเพื่อเสรีภาพและสันติภาพของมวลมนุษย์ทั้งหลาย ด้วยเทอญ.