โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ในวันที่ไทยยังนิ่ง? 50 ปีหลังไฟสงคราม เวียดนามเดินหน้าสู่ ‘เสือเศรษฐกิจเอเชีย’ ด้วยแผนปฏิรูปประเทศครั้งประวัติศาสตร์

THE STANDARD

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
ในวันที่ไทยยังนิ่ง? 50 ปีหลังไฟสงคราม เวียดนามเดินหน้าสู่ ‘เสือเศรษฐกิจเอเชีย’ ด้วยแผนปฏิรูปประเทศครั้งประวัติศาสตร์

หัวข้อในเนื้อหานี้

  • การปฏิวัติมหัศจรรย์
  • เมื่อถึงเวลาโด่ยเหมยจะผลิบานเอง
  • ยุคสมัยแห่งความรุ่งโรจน์
  • หากคิดจะบินขึ้นฟ้า
  • ‘ซิลิคอนเบย์-ฮับการเงิน’ ที่ดานัง
  • ยักษ์ 250 ตน
  • ความท้าทายสู่เสือเศรษฐกิจเอเชีย

รูปถ่ายของเด็กผู้หญิงตัวนิดเดียววิ่งร้องไห้กระจองอแงในร่างกายเปลือยเปล่าไร้อาภรณ์ ถูกเพลิงนรกจากระเบิดนาปาล์มที่ปูพรมถล่มหมู่บ้านของเธอที่ได้รับการขนานนามภาพว่า ‘Napalm Girl’ คือภาพจำที่แสนเจ็บปวดที่ชัดเจนที่สุดจากสงครามเวียดนามที่แสนโหดร้าย

แต่จากวันแห่งความมืดมนอนธการ เวลาผ่านล่วงมาถึง 50 ปีแล้ว ถึงภาพความทรงจำที่เจ็บปวดนั้นแม้จะไม่มีวันถูกลบเลือน แต่เวียดนามเดินทางมาไกลแสนไกลแล้วจากวันนั้น

หลักฐานคือความเจริญที่รุดหน้าอย่างรวดเร็วของพวกเขา โดยในปี 2024 อัตราการเจริญเติบโตของจีดีพีเวียดนามสูงกว่าในปี 1994 หรือ 30 ปีที่แล้วถึง 51 เท่า และเป็นชาติในอาเซียน (ASEAN) ที่มีอัตราการเติบโตของจีดีพีสูงที่สุด

สูตรไม่ลับของความสำเร็จในระดับพลิกโชคชะตาของชาติคือนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ ‘โด่ยเหมย’ (Doi Moi) ซึ่งถูกเสนอให้มีการใช้ตั้งแต่ปี 1986 และต้องใช้เวลาเกือบสิบปีกว่าความพยายามนั้นจะลงรากฝังลึกเป็นไม้ใหญ่ที่เริ่มผลิดอกออกผลเป็นความกินดีอยู่ดีของคนในชาติ

อย่างไรก็ดีเวลานี้เวียดนามไม่คิดที่จะหยุดแค่นี้ พวกเขากำลังเตรียมพร้อมสำหรับการก้าว ไม่สิ บางทีต้องเรียกว่าการทะยานในแบบของชาติที่มีความทะเยอทะยานทางเศรษฐกิจ

จากโด่ยเหมยที่เป็นความมหัศจรรย์ครั้งแรกในวันนั้น เวียดนามกำลังจะสร้างความมหัศจรรย์ครั้งใหม่เพื่อการเป็น ‘เสือเศรษฐกิจ’ ตัวใหม่ของเอเชีย

เวียดนาม เสือเศรษฐกิจใหม่

การปฏิวัติมหัศจรรย์

ในงานเลี้ยงฉลองที่นครโฮจิมินห์เมื่อวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมา โต เลิม (To Lam) เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ต่อหน้าแขกผู้มีเกียรติ

“ขอให้เราได้ก่อร่างสร้างตัวจากจิตวิญญาณของชัยชนะอันยิ่งใหญ่ในฤดูใบไม้ผลิของปี 1975 และคุณค่ากับชัยชนะตลอด 40 ปีที่ผ่านมาภายใต้โด่ยเหมย”

คำว่าโด่ยเหมยมีความหมายว่า ‘การปฏิรูป’ หรือ ‘นวัตกรรม’ ซึ่งเป็นนโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจที่ถอดแบบมาจากนโยบายของรัฐบาลคอมมิวนิสต์ประเทศจีนในยุคของเติ้งเสี่ยวผิง พญามังกรผู้ยิ่งใหญ่ที่ใช้นโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจนำทางประเทศจีนมาตั้งแต่ปี 1978

สำหรับเวียดนาม นโยบายโด่ย เหมย ถูกประกาศเป็นครั้งแรกในการประชุมสมัชชาแห่งชาติครั้งที่ 6 ในปี 1986 และได้เริ่มอย่างจริงจังในยุคของนายกรัฐมนตรี หวอ วัน เกียต (Vo Van Kiet) ในระหว่างปี 1991-1997 ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญอย่างยิ่ง

แม้ว่าจะต้องใช้เวลายาวนานถึง 40 ปีจากก้าวแรก และ 50 ปีจากวันที่ไม่มีคำว่าเวียดนามเหนือและใต้ก็ตาม

เมื่อถึงเวลาโด่ยเหมยจะผลิบานเอง

จากประเทศที่เจ็บปวดและบอบช้ำจากสงคราม เวียดนามค่อยๆพลิกฟื้นผืนดินทุกตารางของประเทศ ผ่านการค่อยๆเปิดประตูทีละบาน เริ่มจากการยกเลิกการคว่ำบาตรสินค้าเวียดนามของสหรัฐอเมริกาในปี 1994 ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ไม่ต่างอะไรจากการเปิดประตูและกล่าวคำว่า ‘ซินจ่าว’ (สวัสดี) ต้อนรับการหลั่งไหลของทุนจากชาติตะวันตก

ก่อนที่เวียดนามจะเข้าร่วมเป็นหนึ่งในชาติสมาชิกของอาเซียนในปี 1995 ทำให้ได้สิทธิ์ในการเป็นสมาชิกองค์กรการค้าโลก (WTO) ในปี 2007 และการตั้งโรงงานขนาดยักษ์ของ Samsung เพื่อผลิตโทรศัพท์มือถือในปี 2009 ซึ่งใช้เงินลงทุนมากถึง 2.32 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (7.56 แสนล้านบาท)

และนับจากปี 2010 เป็นต้นมาเวียดนามได้กลายเป็นชาติผู้ผลิตที่สำคัญของโลกจากการที่แรงงานในประเทศจีนมีค่าแรงที่สูง จนเวียดนามเป็นผู้นำของเทรนด์ ‘China Plus 1’ ซึ่งไม่ได้มีเพียงแค่ Samsung เท่านั้นที่เข้ามา แต่รวมถึง Apple ที่นับจากปี 2012 เป็นต้นมีการจ้างซัพพลายเออร์จากเวียดนามมากถึง 35 รายในปัจจุบัน ซึ่งมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มากกว่าไทยที่มีซัพพลายเออร์ 24 ราย

ขณะที่ภาคการส่งออกของเวียดนามมีการเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะกับสหรัฐฯ และจีน สองชาติมหาอำนาจ โดยเวียดนามส่งออกสินค้าไปจีนในปี 2024 ด้วยอัตราที่เติบโตจากปี 2012 ถึง 4 เท่า ซึ่งสูงกว่าไทยหรือมาเลเซีย

ส่วนสหรัฐฯ ซึ่งเป็นชาติที่เวียดนามทำรายได้จากการส่งออกสูงที่สุดเป็นอันดับหนึ่งนั้นในปี 2024 มีการเติบโตจากปี 2012 มากถึง 6 เท่า ซึ่งเป็นผลจากการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติในยุคของประธานาธิบดี บารัค โอบามา (2009-2017) และทำให้เป็นชาติที่ส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ สูงที่สุดเป็นอันดับที่ 4 ของโลกต่อจากจีน, สหภาพยุโรป และเม็กซิโก

ถึงอย่างนั้นเวียดนามกลับไม่ได้มัวแต่หลงใหลและชื่นชมกับความสวยงามทางตัวเลขเศรษฐกิจ

ในทางตรงกันข้ามพวกเขาตระหนักว่านี่คือโอกาสสำคัญที่จะนำพาชาติไปสู่ความเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น

ยุคสมัยใหม่กำลังจะมาถึงแล้ว

เวียดนาม เสือเศรษฐกิจใหม่

ภาพ : AFP PHOTO/HOANG DINH Nam / AFP PHOTO / HOANG DINH NAM

ยุคสมัยแห่งความรุ่งโรจน์

โต เลิม ประกาศในช่วงปลายเดือนเมษายนถึงเส้นทางต่อไปที่เวียดนามจะก้าวเดิน หมุดหมายใหม่ที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศหลังจากผ่านพ้นการรวมชาติมาครบ 50 ปี และ 40 ปีของการปฏิรูปโด่ยเหมย

“เวียดนามกำลังเข้าสู่ยุคสมัยแห่งความรุ่งโรจน์ของชาติ” คำประกาศจากผู้นำสร้างความฮึกเหิมให้แก่คนในชาติได้อย่างมาก

ยุคสมัยแห่งความรุ่งโรจน์ (Era of National Rise) นั้นคาดว่าจะมีการเปิดฉากในช่วงการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งชาติครั้งที่ 14 ของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ซึ่งจะจัดขึ้นในช่วงต้นปี 2026 ที่กำลังจะถึงนี้ โดยที่มีเป้าหมายหลายประการด้วยกัน

เริ่มจากอย่างแรกคือการทำให้ประชาชนมั่งมี ประเทศชาติมั่นคง รักษาไว้ซึ่งระบอบสังคมนิยม และยืนหยัดทัดเทียมชาติมหาอำนาจของโลกในทวีปทั้ง 5 ให้ได้

ภายในปี 2030 ซึ่งจะครบรอบ 100 ปีของการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม พวกเขาจะต้องเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่มีความก้าวหน้าทางภาคอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีทันสมัย ปากท้องของประชาชนต้องดี ต้องมีรายได้ปานกลางระดับสูง

ภายในปี 2045 ซึ่งจะครบรอบ 100 ปีของการก่อตั้งประเทศเวียดนาม พวกเขาจะต้องเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่ประชากรมีรายได้สูง

นี่คือความทะเยอทะยานที่น่ายกย่อง เพียงแต่เวียดนามเองก็ตระหนักดีว่าการจะไปให้ถึงจุดหมายนี้ไม่ง่าย มีสิ่งที่พวกเขาต้องทำอีกมากมาย

หนึ่งในนั้นคือการตัดสินใจที่สำคัญและทำได้ยากยิ่ง เพราะพวกเขาต้องรื้อบ้านใหม่ในระดับ ‘โครงสร้าง’

เวียดนาม เสือเศรษฐกิจใหม่

หากคิดจะบินขึ้นฟ้า

“เราต้องไม่ปล่อยให้หน่วยงานรัฐกลายเป็นที่หลบภัยของคนขี้เกียจ” คือคำประกาศกร้าวของ เหงียน ฮวา บินห์ (Nguyen Hoa Binh) รองนายกรัฐมนตรีแห่งเวียดนามในการประชุมกระทรวงมหาดไทยเมื่อปลายปีที่แล้ว

ปัญหาของเวียดนามไม่ต่างจากอีกหลายประเทศที่ระบบราชการที่ควรจะเป็นระบบในการขับเคลื่อนประเทศกลับมีส่วนในการฉุดรั้งไม่ให้ประเทศก้าวไปข้างหน้าได้อย่างที่ควรจะเป็นเพราะมีข้าราชการ คนทำงานที่มากเกินไป และไม่ได้ทำงานกันอย่างเต็มประสิทธิภาพ เป็นองค์กรที่มีความอุ้ยอ้ายเทอะทะ และสิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือเรื่องปัญหาคอร์รัปชั่นที่เป็นมะเร็งกัดกินประเทศ

หากคิดจะบินขึ้นฟ้า ใยจะมาห่วงสัมภาระข้าวของที่ไม่จำเป็นกัน

การปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์จึงเกิดขึ้น โดยจะมีการลดจำนวนกระทรวงและหน่วยงานรัฐ พร้อมปลดข้าราชการกว่า 1 แสนคน มุ่งกำจัดระบบราชการที่ซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงในภูมิภาค

หน่วยงานระดับกระทรวงในเวียดนามจะลดลงจาก 19 กระทรวงเหลือเพียง 14 กระทรวง และ 3 องค์กรเทียบเท่าระดับกระทรวง ขณะที่หน่วยการปกครองระดับจังหวัดจะถูกควบรวมและปรับลดจาก 63 หน่วย เหลือเพียง 34 หน่วย หรือเทียบง่ายๆคือจะจาก 63 จังหวัดจะเหลือแค่ 34 จังหวัดเท่านั้นโดยมีแค่จังหวัดสำคัญ 11 แห่งที่คงสถานะเดิม เช่น ฮานอย, โฮจิมินห์, เว้, ฮอยอัน

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากแผนการปฏิรูปโครงสร้างครั้งใหญ่นี้คือการที่จะมีข้าราชการและคนทำงานจำนวนมากที่ตกงานในระดับแสนคน ไม่นับในเรื่องของความสับสนวุ่นวายของการปฏิบัติงานที่ต้องปรับเข้ากับโครงสร้างการทำงานแบบใหม่

แต่ทั้งหมดก็เพื่อการก้าวไปสู่อนาคตข้างหน้า ที่เวียดนามไม่หวังจะก้าวเดิน แต่ต้องการจะทะยานไปให้ไกลกว่าชาติอื่นในอาเซียน

‘ซิลิคอนเบย์-ฮับการเงิน’ ที่ดานัง

อีกหนึ่งสิ่งที่สะท้อนถึงความทะเยอทะยานของเวียดนามคือการเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของเมืองสำคัญใหม่

ดานัง เมืองตากอากาศริมทะเลในฝันที่หลายคนที่อยากจะไปเยือนและมีโอกาสได้เหยียบหาดทรายขาวละเอียด (และสะพานมือสีทอง) สักครั้งกำลังจะถูกพัฒนาให้ไปในรูปโฉมใหม่สู่การเป็นเมืองที่เป็นทั้งศูนย์กลางเทคโนโลยี การค้า และการเงินแห่งใหม่ไม่ใช่แค่ของประเทศ แต่เป็นของภูมิภาคเลยทีเดียว (อ่านเพิ่มเติม ดานังทุ่มสุดตัวปั้น ‘Silicon Bay’ สร้างแล็บ 2 พันล้าน-ดึงบริษัทชิประดับโลก พร้อมเสนอยกเว้นภาษี 5 ปีดึงคนเก่ง ปูทางฮับ ‘การเงิน-การค้า-เทคโนโลยี’ ของเวียดนาม)

เรื่องนี้เลือง เหวียน มินห์ เจียต ประธานคณะกรรมการประชาชนเมืองดานัง ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ Nikkei Asia ถึงแผนการจัดตั้งศูนย์กลางการเงินระหว่างประเทศ (IFC) เพื่อดึงดูดเงินทุนมาสนับสนุนเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ โดย IFC ของดานังจะมุ่งเน้นไปที่การเงินสีเขียว (green finance) ฟินเทค และสินทรัพย์ดิจิทัล

โดยมี ‘หัวใจ’ 2 ดวงในแผนการนี้

หัวใจดวงแรกอยู่ที่ศูนย์กลางการเงินสำนักงานใหญ่ในโครงการ Danang Software Park 2 ซึ่งเป็นอาคารสูง 22 ชั้น พร้อมทั้งโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุนเพิ่มเติมบนคาบสมุทรเซินจ่า และยังมีการสำรวจความเป็นไปได้ในการสร้างเกาะเทียมในอ่าวดานังอีกด้วย

และเพื่อเมืองสามารถส่งเสริมเศรษฐกิจที่เปิดกว้างมากขึ้น โดยผสมผสานทั้งการผลิต อีคอมเมิร์ซ โลจิสติกส์ และนวัตกรรมเข้าไว้ด้วยกัน ดานังจึงได้รับอนุมัติให้จัดตั้งเขตการค้าเสรี (FTZ) แห่งแรกของเวียดนาม บนพื้นที่เกือบ 1,900 เฮกตาร์ ซึ่งจะช่วยให้

หัวใจอีกดวงคือ Software Park 2 พื้นที่ขนาด 93,000 ตารางเมตร ที่ถูกจัดสรรไว้สำหรับบริษัทในอุตสาหกรรม AI และเซมิคอนดักเตอร์โดยเฉพาะ ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันมหาศาลเพื่อให้ดานัง กลายเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยี

จากเมืองชายหาด ดานังจะเป็น ‘Silicon Bay’ โดยเวียดนามเองก็กำลังลงทุนสร้างห้องปฏิบัติการประดิษฐ์ (Fabrication lab) มูลค่าเกือบ 70 ล้านดอลลาร์ (ราว 2.27 พันล้านบาท) และศูนย์ข้อมูลระดับภูมิภาค เพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับอุตสาหกรรมดิจิทัลของประเทศ

เพื่อสร้างแรงดึงดูดใจที่รุนแรง ดานัง เป็นเมืองแรกในเวียดนามที่เสนอยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นเวลา 5 ปีสำหรับบุคลากรในภาคเซมิคอนดักเตอร์และ AI รวมถึงการมอบเงินสนับสนุนพิเศษสำหรับนักวิทยาศาสตร์, เงินรางวัลสำหรับสิ่งประดิษฐ์ทางเทคโนโลยี และการสนับสนุนที่พัก

นอกจากนี้ยังมีการเร่งสร้างบุคลากรขึ้นเพื่อรองรับงานจำนวนมากในอนาคตโดยในปีที่แล้วมหาวิทยาลัย 19 แห่งในเมืองได้เปิดรับนักศึกษาในสาขาเซมิคอนดักเตอร์ถึง 600 คน และตั้งเป้าจะเพิ่มเป็น 1,000 คนในปี 2025 ซึ่งจะส่งผลให้จำนวนบริษัทในกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นถึงสามเท่าจากปี 2023

สิ่งเหล่านี้จะทำให้เวียดนามมีอาวุธครบมือมากขึ้นในเรื่องเศรษฐกิจ และไม่หวังพึ่งพาแค่เรื่องของการส่งออก การลงทุนจากต่างชาติ ไปจนถึงการท่องเที่ยวเหมือนที่ผ่านมาอีกต่อไป

เวียดนาม เสือเศรษฐกิจใหม่

ยักษ์ 250 ตน

เป้าหมายที่ท้าทายในระยะสั้นของเวียดนามยังมีเรื่องของการทำให้ตัวเลขจีดีพีของประเทศไปให้ถึง 8% ในปี 2025 และทะยานไปให้ถึงเลข ‘2 หลัก’ ในปี 2026

เรื่องนี้เป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่มาก และนั่นนำมาสู่การประกาศเดินหน้าลงทุนครั้งใหญ่ของรัฐบาลในโครงการขนาดยักษ์ที่เรียกว่า ‘เมกะโปรเจกต์’ ด้วยจำนวนเงินมากถึง 1.28 ล้านล้านดอง หรือกว่า 1.6. ล้านล้านบาท

จำนวนโครงการที่จะมีการลงทุนอยู่ที่ราว 250 โครงการซึ่งแบ่งออกเป็นโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นการตัดถนน การขยายเส้นทางรถไฟ ระบบรถไฟ โดยเฉพาะโครงการสำคัญอย่างสะพาน Rach Mieu 2 ที่จะเชื่อมการเดินทางในตอนใต้ของประเทศได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ยังมีการสร้างสนามบินแห่งใหม่ที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดด่งนายทางตอนใต้ของประเทศเพื่อทดแทนสนามบินแห่งเดิมในนครโฮจิมินห์ โดยคาดว่าจะเปิดใช้ภายในสิ้นปี 2025 นี้ และโครงการอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ซึ่งจะเป็นการลงทุนของทั้งของรัฐบาลเองและแหล่งเงินทุนจากต่างประเทศด้วย

ในด้านเทคโนโลยียังมีการสร้างศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) แห่งใหม่ของบริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติ Viettel ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญที่การพัฒนาอุปกรณ์ที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัย เซมิคอนดักเตอร์ ไปจนถึงปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) และศูนย์ข้อมูล

เมกะโปรเจกต์เหล่านี้จะไม่ใช่เป็นเพียงแค่แรงผลักดันที่สำคัญของเวียดนาม แต่ยังดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศให้เข้ามามากยิ่งขึ้นด้วย

ความท้าทายสู่เสือเศรษฐกิจเอเชีย

สุดท้ายเป้าหมายใหญ่ของเวียดนามคือการไปสู่การเป็น ‘เสือเศรษฐกิจ’ ตัวใหม่ของเอเชียให้ได้ภายในปี 2045 ที่ประเทศต้องเจริญรุ่งเรือง ประชาชนมีรายได้สูงอยู่ดีกินดี

อย่างไรก็ดีการจะไปให้ถึงจุดนั้นเองเวียดนามต้องเผชิญกับความท้าทายอีกมาก เพราะการทำนั้นยากกว่าแค่การพูดเสมอ

ในเดือนเมษายน IMF ได้มีการปรับการคาดการณ์เกี่ยวกับการเติบโตของจีดีพีเวียดนามภายในเดือนตุลาคมปีนี้จาก 6.1% ลงมาที่ 5.2% ซึ่งแม้จะสูงกว่าจีดีพีของไทยที่คาดว่าจะเติบโตที่ 1.2% มาก แต่ก็ยังห่างไกลจาก 8% ที่เวียดนามตั้งเป้าหมายเอาไว้

ขณะที่ในภาคอุตสาหกรรมการผลิต แม้เวียดนามจะถูกมองว่าเป็นรายใหญ่ของโลกแต่ปัญหาที่ถูกคาดว่ากำลังจะมาถึงและไม่อาจหลีกเลี่ยงได้คือการติดกับดักรายได้ปานกลาง โดย The Economist (ซึ่งถูกทางการเวียดนามแบนในเวลาต่อมา) คาดว่าภายในปี 2029 ค่าแรงของเวียดนามที่เคยเป็นแรงจูงใจสำคัญจะเพิ่มไปถึง 49% ทำให้ค่าแรงสูงขึ้นแต่ยังขาดความช่ำชองทางเทคโนโลยีทำให้ไม่สามารถผลิตสินค้ามูลค่าสูงได้

ปัญหาอื่นๆ ยังมีอีกไม่น้อย เช่น การเริ่มขาดแคลนแรงงานจากชนบท และแรงงานที่ศึกษาในมหาวิทยาลัยมีเพียงแค่ 10% ของแรงงานทั้งหมด หรือแม้กระทั่ง ‘ภาษีทรัมป์’ มาตรการภาษีการค้าของสหรัฐอเมริกา ที่คาดว่าอาจจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตในระยะยาวของประเทศถึง 2.5%

อย่างไรก็ดี ด้วยเสถียรภาพทางการเมือง และความมุ่งมั่นตั้งใจในการปฏิรูปประเทศอย่างจริงจัง ปฏิเสธไม่ได้ว่ายุทธการเศรษฐกิจครั้งใหม่ที่รัฐบาลเวียดนามประกาศทำให้เป็นที่จับตามองของนานาประเทศ ไม่เพียงแต่ประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะไทยซึ่งกำลังถูกมองว่าโดนเวียดนามแซงไปเรียบร้อยแล้วหลังประเทศชะงักงันมาร่วม 20 ปี แต่รวมถึงนานาประเทศที่เริ่มสนใจและมองเวียดนามในมุมที่แตกต่างไปจากเดิม

ที่แน่ๆ คือเวียดนามเป็นชาตินักสู้ ผู้กลับมาจากความเจ็บปวดเจียนตายได้อย่างน่ามหัศจรรย์จากสงครามเมื่อ 50 ปีที่แล้ว

ควันไฟ รอยเลือด คราบน้ำตา การสูญเสียในวันนั้นอาจจางลงแล้ว แต่มันยังเป็นพลังสำคัญในการไปสู่ความฝันที่จะเปลี่ยนเวียดนามให้เป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต

ไม่ว่าในปี 2035 และ 2045 พวกเขาจะไปถึงจุดไหน จะทำได้อย่างที่ฝันไว้หรือไม่ แต่เชื่อได้ว่าอย่างน้อยถ้าตั้งใจแล้วมันต้องดีกว่าในปี 2025 อย่างแน่นอน

ภาพปก : danefromspain / Getty Images

อ้างอิง:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก THE STANDARD

ภูมิธรรมยืนยันยังเป็นรัฐบาล แม้ภูมิใจไทยอ้างรวมเสียงได้ 280 เสียง พร้อมเดินหน้าคุยพรรคประชาชน

47 นาทีที่แล้ว

อนุทินเดินสาย เข้าพบ ‘กล้าธรรม’ ด้านนฤมลขอฟังความเห็นสมาชิกพรรคก่อนเดินหน้าต่ออย่างไร

58 นาทีที่แล้ว

วิดีโอแนะนำ

ข่าวและบทความทั่วไปอื่น ๆ

ระทึกทั้งคัน หนุ่มรัวหมัด เตะก้านคอลุงบนรถเมล์ ผู้โดยสารหนีวุ่น

TNews

ตกใจ! งูเหลือมรัดตัวเงินตัวทองจะลากไปกินในรู แต่ติดท่อลงไม่ได้ โทร.1677 อาสาร่วมด้วยรีบเข้าช่วยเหลือ

INN News

9 ทันโลก : ส่องการปลดผู้นำโลก

สำนักข่าวไทย Online

'บิ๊กเล็ก' เชื่อมั่นเปลี่ยนรัฐบาลไม่กระทบประชุม GBC ยิ้มรับหากมีคนที่เหมาะสมกว่ามารับตำแหน่งต่อ

Manager Online

เร่งหาสาเหตุ เด็กนักเรียน 30 ราย ป่วยเข้าโรงพยาบาลพร้อมกัน

TNews

“อนุทิน” โว เสียงโหวตนายกฯ พอแล้ว ไม่ต้องพึ่งงูเห่า ชี้ เงื่อนไข ภท.ตรงใจ ปชน.มากกว่า เพราะมุ่งยุบสภา

Manager Online

กทม. ไล่กวาด 'แผงร้านค้า’ บนสกายวอล์กห้าแยกลาดพร้าว อ้างจ่ายเทศกิจแล้ว

Khaosod

มหกรรมแก้หนี้ สร้างวิถีแห่งความเป็นธรรม ปีที่2 ยกระดับยุติธรรมทางเลือก

TNN ช่อง16

ข่าวและบทความยอดนิยม

ปิดฉากเส้นทางการเมืองนายกรัฐมนตรีคนที่ 31 ของไทย เศรษฐกิจยังมีหวังอยู่ไหม จะไปต่ออย่างไร?

THE STANDARD

สภาพัฒน์มอง ศาล รธน.ถอดถอน ‘แพทองธาร’ กระทบเศรษฐกิจไทยไม่มาก

THE STANDARD

‘พิชัย’ เปิดแผนลดขาดดุลงบประมาณเหลือ 3% เชื่อเศรษฐกิจไทยโต 4-5% ได้ไม่ยาก

THE STANDARD
ดูเพิ่ม
Loading...
Loading...
Loading...
รีโพสต์ (0)
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...