เมื่อ “สตรี-สตางค์” เขย่าศรัทธาสงฆ์ มหาเถรฯ ต้องฝ่าวิกฤติกู้คืนศรัทธาชาวพุทธ
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแวดวงคณะสงฆ์ในช่วงที่ผ่านมา ไล่ตั้งแต่กรณี อดีตเจ้าคุณแย้ม วัดไร่ขิง ทุจริตยักยอกเงินจากบัญชีธนาคารของวัดไร่ขิง เข้าบัญชีส่วนตัว เพื่อนำไปเล่นพนันออนไลน์ผ่านทาง “สีกาเก็น”
เมื่อ "สตรี" และ "สตางค์" ทำลายศรัทธา
จนมาถึงจักรวาล “สีกากอล์ฟ” ที่เข้าไปมีความสัมพันธ์กับพระชั้นผู้ใหญ่มากถึง 13 รูป (ในจำนวนนี้มีบางรูปถูกดำเนินคดีข้อหายักยอกเงินวัดด้วย) ทำให้แต่ละรูปต้องสึกออกจากการเป็นพระ ประกอบด้วย
1.อดีตพระเทพวชิรปาโมกข์ วัดตรีทศเทพ 2.อดีตพระครูปลัดสุรพล อิทธิเตโช วัดพรหมเกษร จ.พิษณุโลก 3.อดีตพระเทพวชิรธีราภรณ์ วัดพระพุทธฉาย จ.สระบุรี 4.อดีตพระเทพวชิรธีรคุณ วัดปากน้ำ 5.อดีตพระมหาบุญเลิศ อินฺทปญฺโญ วัดใหม่ยายแป้น 6.อดีตพระครูสิริวิริยธาดา วัดโสธรวราราม จ.ฉะเชิงเทรา
7.อดีตพระปริยัติธาดา วัดกัลยาณมิตร 8.อดีตพระเทพพัชราภรณ์ วัดชูจิตธรรมาราม จ.พระนครศรีอยุธยา 9.อดีตพระเทพวัชรสิทธิเมธี วัดท่าหลวง จ.พิจิตร 10.อดีตพระเทพปวรเมธี วัดประยุรวงศาวาส 11.อดีตพระราชรัตนสุธี เจ้าคณะจังหวัดพิษณุโลก 12.อดีตพระครูศรีรัตนวิเชียร วัดท่าบัวทอง จ.พิจิตร และ 13.อดีตพระมหาทิวากร วัดใหญ่จอมปราสาท จ.สมุทรสาคร
ต่อด้วยกรณีของ อดีตพระธรรมวชิรธีรคุณ วัดนครสวรรค์ กรณีการทุจริตสร้างพุทธอุทยานนครสวรรค์ และล่าสุด อดีตหลวงพ่ออลงกต วัดพระบาทน้ำพุ ข้อหาทุจริตยักยอกเงินวัด และยังพบการปลอมแปลงประวัติ นำเลข 13 หลักของผู้อื่นมาใช้ในการบวช เพื่อหนีการเกณฑ์ทหาร
จะเห็นได้ว่าในแต่ละเรื่องที่เกิดขึ้น ล้วนมีสาเหตุมาจาก “สตรี” และ “สตางค์” ทั้งสิ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่พระผู้ใหญ่ในคณะสงฆ์คอยตักเตือนทุกครั้งในการประชุมพระสังฆาธิการ และแม้จำนวนพระสงฆ์ที่ทำให้เกิดข่าวเสื่อมเสียจะมีเพียงไม่กี่รูปหากเทียบกับจำนวนพระภิกษุสามเณรทั่วประเทศ จากฐานข้อมูลของ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ที่พบว่า มีวัดทั่วประเทศ 44,076 วัด เป็นพระอารามหลวง 311 แห่ง วัดราษฎร์ 43,765 แห่ง วัดร้าง 5,682 แห่ง มีพระภิกษุจำนวน 245,978 รูป สามเณร 32,273 รูป
แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าข่าวที่เกิดขึ้นในแวดวงคณะสงฆ์ขณะนี้ กระทบกับความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนเข้าอย่างแรง เพราะแต่ละรูปล้วนเป็นเคยเป็นพระชั้นผู้ใหญ่ เป็นที่รู้จักของประชาชนจำนวน โดยเฉพาะอดีตหลวงพ่ออลงกต วัดพระบาทน้ำพุ
มส. เดินหน้า “แก้ไข-ป้องกัน-กอบกู้ศรัทธา”
แน่นอนว่าเกิดเรื่องร้อนๆ ในคณะสงฆ์ขนาดนี้ องค์กรปกครองสูงสุดอย่าง “มหาเถรสมาคม” หรือ มส. ย่อมอยู่เฉยไม่ได้ จึงได้มีมติในการประชุมวาระพิเศษ ออก แนวทางดำเนินการกรณีพระภิกษุกระทำผิดและถูกล่าวหาว่ากระทำผิดพระธรรมวินัยประเภทครุกาบัติ ให้มีความรวดเร็วมากขึ้น
ทั้งเห็นชอบร่างกฎมหาเถรสมาคมว่าด้วยการลงนิคหกรรม ฉบับที่2 (พ.ศ. 2568) โดยหากพบว่ามีหลักฐานชัดเจนในเรื่องความผิดวินัยต้องอาบัติปาราชิกในข้อการเสพเมถุน จะต้องดำเนินการวินิจฉัยให้ปาราชิกภายใน 10 วัน โดยที่ไม่มีขั้นตอนอุทธรณ์ ฎีกา อีกต่อไป ทั้งยังเห็นชอบร่างกฎมหาเถรสมาคม ว่าด้วยการให้พระภิกษุสละสมณเพศ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2568) หากพระสงฆ์ที่ละเมิดพระธรรมวินัยเป็นอาจิณ หรืออาบัติรุนแรงแต่ไม่ถึงขั้นปาราชิก เช่น ความผิดครุกาบัติ สังฆาทิเสส หากไม่สละสมณเพศจะทำให้เกิดความเสียหาย เสื่อมเสียแก่คณะสงฆ์ ให้สละสมณเพศได้
ขณะที่แนวทางในการจัดการทรัพย์สินของวัด มส. ก็ได้มีมติออก แนวปฏิบัติการเปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร การเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารของวัด และแนวทางการจัดทำบัญชีรายรับ บัญชีรายจ่าย รายงานเงินคงเหลือของวัด หรือระบบบัญชีมาตรฐานของวัด โดยให้ปฏิบัติตาม กฎกระทรวง การดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ. 2564 ซึ่งกำหนดให้มีเงินสดอยู่ที่วัดได้ไม่เกิน 1 แสนบาท* ทั้งให้วัดทุกวัดจัดทำบัญชีรายรับรายจ่ายของวัดและบันทึกบัญชีทุกครั้ง พร้อมทั้งให้สรุปเป็นรายเดือน และรวบรวมบัญชีรายรับรายจ่ายของวัดเป็นรายเดือน จำนวน 12 เดือน ส่ง สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด ภายในวันที่ 20 ม.ค. ของปีถัดไป โดยให้วัดทุกวัดพิจารณาใช้ระบบบัญชีมาตรฐานสำหรับวัดของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในการบันทึกบัญชีของวัด และที่สำคัญยังให้วัดทุกวัดพิจารณาใช้ ระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ (e-Donation) มาใช้สำหรับรองรับข้อมูลการรับบริจาคตามความเหมาะสมของวัด โดยให้ดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2568 เป็นต้นไป*
นอกจากนี้ทาง กรมสรรพากร ยังได้มีประกาศออกมาอีกว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569 ผู้ที่บริจาคเงินให้วัดจะต้องบริจาคผ่านระบบ e-Donation เท่านั้น จึงจะสามารถนำมาใช้ในการหักลดหย่อนภาษีได้ นั่นหมายความว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569 เป็นต้นไป ใบอนุโมทนาบัตร ไม่สามารถนำมาใช้ในการหักลดหย่อนภาษีได้แล้ว
ตรวจประวัติเข้มข้นสกัดสวมรอยบวช
ส่วนกรณีป้องกันการสวมชื่อคนอื่นมาบวชแบบกรณีของอดีตหลวงพ่ออลงกต ที่มีการสวมชื่อผู้อื่นมาบวชเพื่อหนีการเกณฑ์ทหารนั้น ในปัจจุบันคงเกิดขึ้นได้ยากแล้ว เนื่องจากตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา มส.ได้กำหนดแนวทาง สำหรับผู้มีความประสงค์ขอบรรพชาอุปสมบทต้องผ่านการตรวจสารเสพติด ตรวจโรคติดต่อร้ายแรง และรับรองผลการตรวจจากโรงพยาบาลของรัฐ ต้องได้รับการรับรองความประพฤติจากผู้ปกครองท้องที่ (นายอำเภอ, ผู้ใหญ่บ้าน, กำนัน หรือตำแหน่งอื่นๆ ที่มีอำนาจในการรับรองบุคคล) ผู้ขอบรรพชาอุปสมบท ต้องได้รับการรับรองประวัติบุคคลจากเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อตรวจประวัติบุคคล ป้องกันผู้ที่จะหนีคดีเข้ามาบวช และเมื่อได้รับการบวชแล้ว จะมีการระบุเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก ไว้ในหนังสือสุทธิด้วย
ทั้งหมดทั้งมวล คือ มาตรการต่างๆ ของ มส. ที่ออกมา เพื่อหวังฟื้นคืนศรัทธาของพุทธศาสนิกชน และกำจัด “เหลือบ” ที่มาอาศัยผ้าเหลืองหากิน แต่จะสำเร็จหรือไม่ อีกส่วนสำคัญที่มองข้ามไม่ได้ คือ ตัวของพระสงฆ์เอง ที่หากประพฤติปฏิบัติอยู่ในพระธรรมวินัยแล้ว เชื่อมั่นได้เลยว่า จะสามารถกู้คืนศรัทธาของพุทธศาสนิกชนกลับคืนมาได้อย่างแน่นอน