“มานิจฟาร์ม” ดันพันธุ์สัตว์ไทยสู่โลก เป้าส่งออก 80 ล้านตัว/ปี ยอดจองทะลัก
ซึ่งขณะนี้มีประชากรเกือบ 350 ล้านคนทั่วโลกกำลังเผชิญกับความหิวโหยในรูปแบบที่รุนแรงและในจำนวนนี้ เกือบ 49 ล้านคนกำลังเผชิญกับภาวะอดอยาก ซึ่งไทยถือว่าโชคดีที่เป็นหนึ่งในประเทศที่ไม่มีปัญหาดังกล่าว ขณะที่ยังสามารถผลิตสินค้าอาหารส่งออก และเป็น “ครัวโลก” ที่สำคัญ ทั้งนี้ในส่วนของอาหารโปรตีนจากเนื้อไก่ และไข่ไก่ประเทศไทยสามารถพัฒนาถึงขั้นผลิตไก่ไข่ทวดพันธุ์ (GGp) ปู่ย่าพันธุ์ (GP) และไก่ไข่พ่อแม่พันธุ์ (PS) ได้เองแล้ว
“ฐานเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “ดร.มานิจ วิบูลย์พันธุ์” กรรมการผู้จัดการบริษัท สยามบรีดส์อินโนเวชั่น จำกัด เจ้าของมานิจฟาร์ม อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ดำเนินกิจการผลิตและพัฒนาสายพันธุ์ไก่เนื้อ ไก่ไข่ เป็ดเนื้อ เป็ดไข่ และไก่พื้นเมือง เพื่อทดแทนการนำเข้าจากสายพันธุ์ไก่จากต่างประเทศ ซึ่งนอกจากเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรในประเทศและสร้างรายได้จากการส่งออกสายพันธุ์ไก่จากเขตร้อนแล้ว ยังช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนอาหารโปรตีนได้ในอีกหลายประเทศ
ตั้งเป้าภายในปี 2576 จะส่งออกพ่อแม่พันธุ์ 80 ล้านตัว/ปี
ดร.มานิจ กล่าวว่า หลังจากที่บริษัทได้เปิดระดมทุนครั้งแรก เมื่อปลายปี 2566 แล้ว ได้นำเงินที่ได้ไปลงทุนสร้างโรงเรือนใหม่ และปรับปรุงโรงเรือนเก่า รวม 11 หลัง คาดว่าจะรองรับผลผลิตประมาณ 1 แสนตัว/สัปดาห์ เพื่อผลิตสายพันธุ์ไก่เนื้อ ไก่ไข่ เป็ดเนื้อ เป็ดไข่ และไก่พื้นเมือง ส่งให้กับลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยบริษัทตั้งเป้าส่งออกพันธุ์สัตว์ 80 ล้านตัวต่อปี โดยคิดราคาเฉลี่ย 200 บาทต่อตัว คิดเป็นยอดขาย 1.6 หมื่นล้านบาท แต่ถ้าขายทวดพันธุ์ (GGPs) ราคาจะสูงกว่านี้ เพราะหากลูกค้าซื้อไปแล้วกว่าจะซื้อใหม่ก็อีกนาน
“ล่าสุด มีการสั่งจองเข้ามาแล้วกว่า 10 ล้านตัว และผู้สั่งที่ได้วางเงินมัดจำ 30% ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในเบื้องต้นลูกค้ามีเป้าหมายเพื่อนำไปทดลองเลี้ยง ส่วนตลาดในประเทศไม่ได้ขายเชิงพาณิชย์ เหมือนกับ 16 บริษัทผู้นำเข้าที่จำหน่ายให้เกษตรกร แต่เราวางสถานะเป็นศูนย์วิจัยพันธุ์สัตว์ปีกไม่ได้มุ่งเน้นแข่งขันเชิงการค้า อย่างไรก็ดียอดจองยาวไปถึงปลายปี 2570 แล้ว คาดปีหน้าจะเห็นการทำกำไรมากขึ้น เนื่องจากปีนี้ส่วนใหญ่จะไปในลงทุนโรงเรือนใหม่ 4 หลัง รวมของเดิม ปัจจุบันมีถึง 11 โรง ที่จะรองรับผลผลิตทั้งหมดสัปดาห์ละ 1 แสนตัว”
ไม่ใช่ธุรกิจ แต่คือภารกิจ
ดร.มานิจ กล่าวอีกว่า การดำเนินธุรกิจของบริษัทในต่างประเทศ ได้รับการสนับสนับสนุนจากกระทรวงการต่างประเทศผ่านทูต ช่วยเจรจา ทำให้ทำงานง่ายขึ้น ซึ่งมีส่วนสำคัญที่จะไปช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศนั้น ๆ ซึ่งได้ออกแคมเปญการตลาดตามเป้าหมาย 4 ด้าน ได้แก่ 1. ช่วยแก้ปัญหาความหิวโหย 2.ไม่มีคนขาดโปรตีน เป็นสารอาหารจำเป็นต่อการเจริญเติบโต 3.ความมั่นคงอาหาร 4.คุณภาพชีวิตที่ดี และเมื่อออกแคมเปญไปก็ได้การตอบรับที่ดี เนื่องจากโปรตีนจากไก่เป็นโปรตีนที่สำคัญทั่วโลกบริโภค 77% ดังนั้นนั้นบริษัทจึงสามารถเข้าได้ทุกช่องทาง
“มานิจฟาร์มใช้เวลาในการวิจัยและพัฒนานานกว่า 20 ปี เพื่อให้เกิดความหลากหลายในรูปแบบการเลี้ยง ปริมาณและคุณภาพของไก่เนื้อ ไก่ไข่ ความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ สามารถปรับตัวได้ทุกสภาวะ ระบบย่อยถูกพัฒนาให้สามารถย่อยและใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบอาหารพื้นถิ่นได้หลากหลาย เช่น ข้าวเจ้า ข้าวสาลี มันสำปะหลัง ข้าวโพด รวมถึงอาหารพลังงานและโปรตีนชนิดอื่นๆ มีความสามารถต้านเชื้อแบคทีเรียได้หลายชนิด”
เช่น อหิวาต์ ซาลโมเนลล่า และแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคระบบทางเดินอาหารและทางเดินหายใจบางชนิด โดยการพัฒนา ได้แก่ ไก่ไข่ตระกูลซีบราวน์ ( Z-BROWN) พัฒนาถึง version ที่ 4 แล้ว หรือ Z-Brown MIM จะมีความแม่นยำในการคัดเพศ 100% ในรุ่นคอมเมอร์เชียล และเป็ดไข่พันธุ์ ไทยสแปร์โร่ จะมีขนลายและหน้าตาคล้ายนกกระจอก และตระกูลเปลือกไข่สีขาว อาทิ บางกอกไวท์ ที่กินอาหารน้อย แข็งแรง เรื่องให้ไข่ดก และฟองใหญ่ นอกจากนี้ยังมีพันธุ์ไก่ไข่อีกหลายสายพันธุ์ที่ถูกพัฒนาเตรียมไว้ และกำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่องตอบสนองความต้องการของตลาดทั้งไทยและต่างประเทศ จากการทำงานตลอด 24 ชั่วโมง/วันในรอบ 25 ปีที่ผ่านมา ทำให้ได้การเก็บข้อมูลแม่นยำ
พัฒนาตอบโจทย์ทุกความต้องการ
ดร. มานิจ กล่าวตอนท้ายว่า “ธุรกิจพันธุกรรมสัตว์ สัญชาติไทย มีสต็อกพันธุ์แท้ที่สามารถขยายเป็นพ่อแม่พันธุ์ได้ ไม่จำกัดตามความต้องการของตลาดได้ในอีก 100 ปีข้างหน้า ซึ่งเราได้พัฒนาสายพันธุ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองบริบทต่างๆ ที่เปลี่ยนไปในอนาคต สามารถปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศได้ดีกว่า โดยเฉพาะในเขตร้อนชื้น มีระบบย่อยอาหารที่มีประสิทธิภาพสามารถใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ได้หลากหลายมาก เช่นในประเทศ ได้ส่งพันธุ์ให้เกษตรกรได้นำไปเลี้ยงเพื่อทดสอบ โดยมอบให้เท่าที่จะมอบให้ได้”
หน้า 9 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจปีที่ 45 ฉบับที่ 4,127 วันที่ 31 สิงหาคม-3 กันยายน พ.ศ. 2568