นักวิเคราะห์มอง ตุลาการใช้อำนาจเกินขอบเขต? กรณี 'ปลดอิ๊งค์' พ้นนายกฯ
นักวิเคราะห์ไทยและต่างชาติ ให้สัมภาษณ์สื่อนอกทั้งอัลจาซีราและบลูมเบิร์ก หลังศาลรัฐธรรมนูญตัดสินปลดแพทองธาร ชินวัตร พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กังวลปลดอิ๊งค์ แสดงถึงตุลาการใช้อำนาจเกินขอบเขต มองการเมืองไทยเหมือนชุดควบคุมผู้ป่วยจิตเวช ด้านการลงทุนกระทบแน่!
ณพล จาตุศรีพิทักษ์ นักวิจัยแลกเปลี่ยน สถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ยูซุฟ อิสฮัค (ISEAS Yusof-Ishak Institute) ในสิงคโปร์ กล่าวกับอัลจาซีราว่า คำตัดสินนดังกล่าวเป็นกรณีล่าสุดที่แสดงให้เห็นถึงการใช้อำนาจตุลาการเกินขอบเขต
“คำตัดสินบ่งชี้ถึงรูปแบบที่น่ากังวล ซึ่งก็คือคณะตุลาการที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งมีอำนาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตทางการเมืองของประเทศ โดยไม่สนใจอำนาจตามระบอบประชาธิปไตยหรือความรับผิดชอบใดๆ ต่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง” เขากล่าว
ในขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์หลายรายกล่าวว่า กลุ่มอนุรักษนิยมของไทยอาจใช้อีกคดีของทักษิณเป็นข้ออ้างในการบีบให้พรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลผสมใหม่ ซึ่งอาจถูกลดสถานะลงเป็นพันธมิตรรองภายใต้การนำของพรรคอนุรักษนิยม
“พรรคเพื่อไทยอาจยอมรับข้อตกลงแบบนั้นได้ เนื่องจากทักษิณยังคงมีคดีติดค้างเรื่องการรักษาตัวในโรงพยาบาล” ณพลกล่าว และเสริมว่า “อนาคตยังคงไม่มีความชัดเจน”
“ไม่มีผู้สืบทอดตำแหน่งที่ชัดเจนต่อแพทองธาร และไม่มีโครงสร้างรัฐบาลผสมที่ชัดเจนที่ดูมีเสถียรภาพเพียงพอที่จะบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อเผชิญกับความท้าทายที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวพันกับข้อตกลงการค้าล่าสุดของไทยกับสหรัฐ และความขัดแย้งทางชายแดนที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขปัญหากับกัมพูชา” นักวิจัยจากสิงคโปร์กล่าว
ด้านผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยคนหนึ่งอธิบายว่า คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นความพยายามของกลุ่มอนุรักษนิยมที่ต้องการโค่นล้มตระกูลชินวัตร
“ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ นี่คือความเคลื่อนไหวเพื่อลบล้างตระกูลชินวัตรออกไปจากแผนที่ เพื่อให้พวกเขา [กลุ่มอนุรักษนิยม] ขึ้นสู่อำนาจ” ไพศาล จันทร์เพ็ญ วัย 52 ปี กล่าว
“ยังคงเชื่อมั่นในพรรคเพื่อไทยไม่ว่าใครจะเป็นหัวหน้าพรรค ข้อดีคือตอนนี้คนทั้งโลกรู้แล้วว่าคนทั้งเก้าคนนี้ [ผู้พิพากษา] มีอำนาจที่จะโค่นล้มผู้นำของเราได้”
การเมืองไทยไม่อยากก้าวหน้า?
ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ อาจารย์และนักวิจัยอาวุโส จากสถาบันความมั่นคงและการศึกษานานาชาติ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวอัลจาซีราว่า อนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย ดูเหมือนจะเป็นแคนดิเดตที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด
“พรรคภูมิใจไทยมี ส.ส. น้อยกว่าและมีขนาดเพียงครึ่งหนึ่งของพรรคเพื่อไทย แต่พรรคภูมิใจไทยดูเหมือนจะได้รับการสนับสนุนจากสถาบันและจากวุฒิสภา” ฐิตินันท์กล่าว
“อนุทินสามารถทำข้อตกลงที่พรรคเพื่อไทยยังคงสามารถเป็นรัฐบาลและควบคุมงบประมาณในคณะรัฐมนตรีได้ตามที่ต้องการ และหากพรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของอนุทิน ร่วมรัฐบาลผสมกับพรรคเพื่อไทย ก็มีความเป็นไปได้ที่จะสามารถยื้อเวลาไปจนถึงการเลือกตั้งครั้งต่อไปได้”
หากสมาชิกสภานิติบัญญัติไม่เห็นด้วยกับการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ อาจจำเป็นต้องมีการเลือกตั้งกะทันหัน
อย่างไรก็ตาม ฐิตินันท์ มองว่าการเลือกตั้งใหม่จะไม่สามารถแก้ปัญหาความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทยได้
อาจารย์อธิบายว่า การเมืองไทยเป็นเหมือน “straitjacket" หรือเสื้อแจ็กเก็ตมัดแขนเพื่อควบคุมผู้ป่วยจิตเวช (ในเชิงเปรียบเปรยหมายถึงปัจจัยที่จำกัดเสรีภาพในด้านต่างๆ เช่น ความคิด การกระทำ หรือการเติบโต) อาจารย์ให้เหตุผลว่าเนื่องจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งมักถูกโค่นล้ม ผ่านการบงการและการบ่อนทำลาย ในขณะที่อำนาจเผด็จการที่โค่นล้มรัฐบาลกลับไม่สามารถชนะเลือกตั้ง”
“เรื่องนี้เกิดขึ้นมาสองทศวรรษแล้ว คำถามสำหรับผมในวันนี้ไม่ได้เกี่ยวกับการปลดแพทองธาร แต่เป็นว่า ทำไมประเทศไทยถึงยังคงสั่งพักงานและปลดนายกรัฐมนตรีออกจากตำแหน่งอยู่เรื่อยๆ และคำตอบก็คือ ฝ่ายอนุรักษนิยมไม่ต้องการการปฏิรูปและความก้าวหน้า” ฐิตินันท์ กล่าว
หวั่นกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน
กลุ่มธุรกิจชั้นนำของไทยเตือนว่า ความปั่นป่วนทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจมูลค่า 550,000 ล้านดอลลาร์ และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยกล่าวกับบลูมเบิร์กว่า ความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่อาจส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายงบประมาณ และการเจรจาการค้ากับสหรัฐ รวมถึงการแก้ไขปัญหาชายแดนกับกัมพูชา
นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยสุทธิ 2.3 พันล้านดอลลาร์แล้วในปีนี้ เนื่องจากความไม่แน่นอนทางการเมืองที่แทบจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่เติบโตเฉลี่ย 2% ต่อปีในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาย่ำแย่ลง ทำให้ตามหลังประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอย่างอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์อยู่มาก
ทามารา แมสต์ เฮนเดอร์สัน นักเศรษฐศาสตร์จากบลูมเบิร์ก อีโคโนมิกส์ กล่าวว่า การเปลี่ยนผู้นำอาจช่วยเติมพลังขับเคลื่อนวาระเศรษฐกิจอีกครั้ง ทำให้สามารถดำเนินมาตรการที่แข็งแกร่งซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและปลดล็อกการเติบโตให้แข็งแกร่งขึ้นในระยะกลางถึงระยะยาว
“รัฐบาลชุดต่อไปมีแนวโน้มที่จะมองการณ์ไกลมากขึ้น เน้นการแจกจ่ายอย่างรวดเร็ว และคงแรงกดดันต่อธนาคารกลางให้คงนโยบายที่ผ่อนคลายมากกว่าควรจะเป็น” ทามาราระบุ
อ้างอิง: Al Jazeera, Bloomberg