ตลาดหุ้นประเมิน รอด หรือ ร่วง ศาลชี้ชะตา ‘แพทองธาร’
วันนี้ 29 สิงหาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญนัดชี้ขาดคำร้องที่ประธานวุฒิสภาส่งความเห็นของสมาชิกวุฒิสภา 36 คนที่ขอศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของ ‘แพทองธาร ชินวัตร’ นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัว
ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง(4) ประกอบมาตรา 160 (4)(5) กรณี ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง สืบเนื่องจากคลิปสนทนาระหว่างนางสาวแพทองธาร กับสมเด็จฮุนเซน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชา
ซึ่งการอ่านคำวินิจฉัยของศาลในวันนี้ จะทำให้ได้รู้ว่า ‘แพทองธาร’ จะ “รอด” หรือ “ร่วง” จากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แน่นอนว่าจะต้องกระทบต่อการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยอย่างแน่นอน มาดูดีกว่านักวิเคราะห์แต่ละคนมองประเด็นนี้ยังไงกันบ้าง
เริ่มที่ ‘กรภัทร วรเชษฐ์’ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) บอกว่า วันนี้ตลาดหุ้นไทยยังจับตาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดีคลิปเสียงนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางการเมืองและเศรษฐกิจในระยะถัดไป ความชัดเจนที่กำลังจะเกิดขึ้นอาจสร้างแรงเหวี่ยงต่อตลาดทั้งในเชิงบวกและลบ
โดยขึ้นอยู่กับสามปัจจัยหลัก คือ ระยะเวลาของรอยต่อทางการเมืองซึ่งหากยืดเยื้อก็จะกดดันบรรยากาศลงทุน ความเสี่ยงต่อร่างงบประมาณปี 2569 ที่อาจสะดุดและสร้าง Downside ต่อเศรษฐกิจ รวมถึงเสถียรภาพของรัฐบาลชุดใหม่หลังช่วงรอยต่อว่าจะมีความแข็งแรงมากน้อยเพียงใด
ในกรณีที่ศาลมีคำวินิจฉัยให้นายกฯ อยู่ต่อและร่างงบประมาณผ่านได้ตามกำหนด จะทำให้การเมืองไม่สะดุด เสถียรภาพยังพอมี และงบประมาณปี 2026 สามารถเดินหน้าได้ตามแผน ส่งผลบวกต่อตลาดหุ้นในลักษณะ Relief Rally
โดยดัชนีมีโอกาสทดสอบระดับ 1,280–1,300 จุด ขณะที่หุ้นในกลุ่ม Domestic play เช่น ค้าปลีก ธนาคาร สื่อสาร และสนามบิน มีแนวโน้มฟื้นแรงตามการลงทุนภาครัฐและการใช้จ่ายที่กลับมา
แต่หากศาลตัดสินให้นายกฯ ต้องพ้นตำแหน่ง จะเกิดรอยต่อทางการเมืองสั้นๆ ระหว่างการเลือกนายกฯ คนใหม่ งบประมาณอาจล่าช้าไปหนึ่งถึงสองเดือน ทำให้ตลาดหุ้นไทยเคลื่อนไหวแบบ Sideways ในกรอบ 1,220–1,270 จุด และกดดันหุ้นที่อิงเศรษฐกิจในประเทศ ขณะที่กลุ่ม Global play และพลังงานยังพอได้อานิสงส์จากกระแสการลงทุนต่างประเทศที่รอปัจจัยใหม่
แต่กรณีที่รุนแรงที่สุดคือหากศาลชี้ผิดและนำไปสู่การยุบสภาหรือเลือกตั้งใหม่ จะเกิดภาวะสูญญากาศทางการเมืองยาวนาน ร่างงบประมาณปี 2026 จะตกไปและต้องใช้กรอบงบชั่วคราวปี 2025 ส่งผลให้การลงทุนภาครัฐหยุดชะงัก ดัชนีตลาดหุ้นอาจถอยลงไปทดสอบบริเวณ 1,180–1,220 จุด
ขณะที่เงินทุนต่างชาติไหลออก กดดันค่าเงินบาทให้อ่อนลง และสร้างแรงขายในหุ้น Domestic play โดยรวม อย่างไรก็ดี ตลาดอาจได้แรงหนุนกลับมาบางส่วนจากความหวังต่อการเลือกตั้งใหม่ที่จะช่วยรีเฟรช Sentiment ในระยะถัดไป
ส่วนด้าน ‘วทัญ จิตต์สมนึก’ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์กลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) วิเคราะห์เหตุการณ์ในช่วงบ่ายนี้แบ่งเป็น 2 เหตุการณ์
(1) ดำรงค์ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อ หากเป็นกรณีนี้ก็ไม่น่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะ โดยรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่ต่อ งบประมาณ การกระตุ้นเศรษฐกิจก็จะมีความคืบหน้ามากขึ้น ตลาดหุ้นก็มีความเป็นไปได้จะตอบรับเชิงบวก นำโดยกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากความคาดหวังเศรษฐกิจ อาทิ รับเหมาก่อสร้าง ค้าปลีก ธนาคาร
(2) ศาลตัดสินให้หลุดจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สภาก็จำเป็นจะต้องเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งตามแคนดิเดตประกอบไปด้วย
- อนุทิน ชาญวีรกูล
- ชัยเกษม นิติสิริ
- พีรพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค
- ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ทั้งนี้หากศาลตัดสินให้หลุดจากตำแหน่ง ระยะสั้นตลาดอาจตอบรับเชิงลบ อย่างในช่วงที่คุณเศรษฐาหลุดจากตำแหน่ง SET ปรับลงเล็กน้อย 0.4% และพอได้นายกรัฐมนตรีท่านใหม่ ตลาดก็ฟื้นกลับมาได้
โดยสรุปตลาดอาจย่อตัวระยะสั้นหากหลุดจากตำแหน่ง แต่หากไม่หลุดจากตำแหน่งก็มีโอกาสที่ SET จะตอบรับเชิงบวกในระยะสั้น จากนั้นก็จะกลับไปพิจารณาเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียน
ฝั่งทาง ‘บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสเอ็กซ์ จำกัด’ ให้มุมมองว่าผลการตัดสินใจของศาล จะเป็นตัวแปรหลักต่อความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยในวันนั้น ทำให้เป็นประเด็นสำคัญที่นักลงทุนรอติดตามกันอยู่
โดยหากผลของศาลออกมาว่า “ไม่รอด” อาจทำให้ดัชนี SET หลุดระดับแนวรับ 1245/1230 จุด แต่ตรงกันข้าม หากผลออกมา “ไม่รุนแรง” หรือเป็นบวก หรือ “รอด” ตลาดอาจรีบาวด์กลับขึ้นมาที่แนวต้าน 1260/1268 จุดได้