ทองขึ้นเงินเดือนไม่ขึ้นตาม! ย้อนดู10ปี จะซื้อทอง1บาทต้องทำงานกี่เดือน?
ทองคำถือเป็นสินทรัพย์ที่ได้รับความนิยมมายาวนานในฐานะ “สินทรัพย์ปลอดภัย” ที่มักมีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา แต่ช่วงนี้ทองคำกลับมาเป็นประเด็นพูดถึงอีกครั้ง หลังจากมีการเผยแพร่เทปสัมภาษณ์ วิน ภาสวิน เด็กวัย 14 ปี และคอนเทนต์ครีเอเตอร์เจ้าของช่อง win_phassawin ซึ่งมียอดวิวคลิปหลักล้าน ในรายการ มนุษย์ต่างวัย Talk กับ ประสาน อิงคนันท์ (EP.38) โดยวินตั้งเป้าเก็บออมทองให้ได้ปีละ 1 บาท ถือเป็นแนวคิดที่น่าชื่นชมอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อมาจากเยาวชนที่อายุน้อย
สำหรับใครที่ได้ฟัง อาจเกิดแรงบันดาลใจอยากเริ่มเก็บทองตามบ้าง แต่เมื่อหันมามองเงินเก็บในบัญชี ความจริงก็อาจไม่ง่ายเช่นนั้น เพราะในขณะที่ราคาทองคำพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว รายได้ของหลายคนกลับไม่ได้ขยับตาม ทำให้การกันเงินมาลงทุนกลายเป็นเรื่องท้าทาย บางคนเมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วอาจแทบไม่เหลือเงินเก็บเลย ไม่ต้องพูดถึงการจะซื้อทองคำหนึ่งบาทที่ปัจจุบันมีมูลค่ากว่า 50,000 บาท
ในบทความนี้ SPOTLIGHT จึงอยากชวนผู้อ่านมาสำรวจไปพร้อมกันว่า หากเปรียบเทียบค่าแรงเฉลี่ยรายเดือนของแรงงานไทยกับราคาทองคำในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมาแล้ว ทั้งสองเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ และห่างกันมากเพียงใด อีกทั้งถ้าแรงงานทั่วไปอยากเก็บเงินซื้อทองหนึ่งบาท ต้องทำงานแบบไม่ต้องกินต้องใช้เป็นระยะเวลากี่เดือนจึงจะสามารถซื้อทองได้สำเร็จ
เงินเดือนนิ่ง ทองไม่หยุด วิ่ง 10 ปี แรงงานซื้อทองยากขึ้นแค่ไหน
ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา เมื่อเทียบ “รายได้แรงงานเฉลี่ยต่อเดือน” ของแรงงานไทยในทุกช่วงอายุ และระดับการศึกษา จากธนาคารแห่งประเทศไทย และ “ราคาทองคำหนักหนึ่งบาท” จากสมาคมค้าทองคำพบว่าค่าแรงของคนทำงานไทยปรับขึ้นเพียงเล็กน้อย ขณะที่ราคาทองทะยานสูงขึ้นหลายเท่าตัว สะท้อนว่าในขณะที่สินทรัพย์ในการลงทุนราคาสูงขึ้น รายได้ของคนไทยกลับไม่พอในการลงทุนในสินทรัพย์ ในการเพิ่มความมั่งคั่งให้ตัวเอง
ในปี 2559 ค่าแรงเฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 13,963 บาท ขณะที่ราคาทองอยู่ระหว่าง 18,200-22,800 บาท หากแรงงานต้องการซื้อทองหนึ่งบาท จะต้องทำงานราว 1 เดือน 9 วัน ถึง 1 เดือน 19 วันเท่านั้น แต่เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2560 แม้รายได้ขยับเป็น 13,971 บาท ราคาทองก็ขยับขึ้นเป็น 19,250-21,200 บาท ทำให้เวลาที่แรงงานต้องทุ่มลงไปขยับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 1 เดือน 11 วัน ถึง 1 เดือน 15 วัน
ช่วงปี 2561-2562 ภาพยังใกล้เคียงกัน รายได้เฉลี่ยขยับขึ้นทีละน้อยจาก 14,048 บาทเป็น 14,238 บาท แต่ราคาทองก็ขยับขึ้นเช่นกัน ทำให้แรงงานต้องทำงานอย่างน้อย 1 เดือนครึ่งจึงจะซื้อทองได้หนึ่งบาท จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2563 เมื่อราคาทองคำพุ่งทะยานแตะระดับสูงถึง 30,400 บาทต่อบาททอง ขณะที่ค่าแรงเฉลี่ยอยู่ที่ 14,620 บาทต่อเดือน ผลคือแรงงานต้องใช้เวลาทำงานนานถึง 2 เดือนหรือมากกว่า เพื่อสะสมเงินให้เพียงพอ
หลังจากนั้นสถานการณ์ก็ไม่ได้ดีขึ้นนัก ปี 2564 ค่าแรงเฉลี่ยเพิ่มเป็น 14,892 บาท แต่ราคาทองยังอยู่สูงที่ 24,450-28,950 บาท เวลาที่ต้องทำงานอยู่ในช่วง 1 เดือน 19 วัน ถึง 1 เดือน 28 วัน ปี 2565 รายได้เฉลี่ยกระเตื้องเป็น 15,416 บาทต่อเดือน แต่ราคาทองขยับขึ้นเป็น 28,250-32,100 บาท ทำให้แรงงานต้องใช้เวลา 1 เดือน 25 วัน ถึง 2 เดือน 2 วันเพื่อซื้อทองหนึ่งบาท ปี 2566 รายได้เฉลี่ยแทบไม่เปลี่ยนแปลงนัก อยู่ที่ 15,382 บาทต่อเดือน แต่ราคาทองกลับพุ่งต่อไปที่ 29,650-34,400 บาท ส่งผลให้ต้องทำงานนานขึ้นเป็น 1 เดือน 28 วัน ถึง 2 เดือน 7 วัน
สถานการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้นในปี 2567 รายได้แรงงานเฉลี่ยอยู่ที่ 15,737 บาท แต่ราคาทองคำพุ่งขึ้นไปถึง 33,400-44,550 บาท ระยะเวลาที่แรงงานต้องใช้ในการสะสมเงินเพื่อซื้อทองขยายไปถึง 2 เดือน 4 วัน ถึง 2 เดือน 25 วัน และล่าสุดในปี 2568 ไตรมาสสอง รายได้เฉลี่ยเพิ่มเล็กน้อยเป็น 15,977 บาทต่อเดือน แต่ราคาทองกลับพุ่งแรงแตะระดับ 42,500-54,800 บาท ส่งผลให้แรงงานไทยต้องทำงานนานที่สุดในรอบสิบปี คือ 2 เดือน 20 วัน ถึง 3 เดือน 13 วัน
หากมองภาพรวมทั้งทศวรรษ รายได้แรงงานไทยเพิ่มขึ้นเพียง 14.4% หรือไม่ถึงสองพันบาทตลอดสิบปี ขณะที่ราคาทองเพิ่มขึ้นมากกว่า 130% หรือกว่า 20,000-30,000 บาทต่อบาททอง ความแตกต่างนี้ชี้ชัดว่าอำนาจซื้อของแรงงานในด้านการสะสมสินทรัพย์ปลอดภัยกำลังถดถอยลงอย่างต่อเนื่อง การซื้อทองหนึ่งบาทที่เคยใช้เวลาทำงานเพียงเดือนกว่า กลายเป็นภาระที่กินเวลาสามเดือนหรือมากกว่าในปัจจุบัน
ความจริงเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนเพียงความแตกต่างของตัวเลข แต่ยังบอกเล่าถึงความเปราะบางทางเศรษฐกิจของครัวเรือนไทย เมื่อรายได้โตช้ากว่าราคาสินทรัพย์ แรงงานจึงถูกบีบให้ปรับพฤติกรรมการออม เปลี่ยนไปหาสินทรัพย์ทางเลือกอื่น หรือแม้แต่ละทิ้งการออมระยะยาวบางส่วน ขณะที่ผู้มีรายได้สูงยังคงเข้าถึงทองได้โดยไม่ยาก ความเหลื่อมล้ำเชิงทรัพย์สินจึงมีแนวโน้มถ่างกว้างขึ้นเรื่อย ๆ
การออมทอง ทางเลือกซื้อทองของคนไม่มีเงินก้อน
แม้ทองคำหนัก 1 บาทอาจยังเป็นเป้าหมายที่ดูไกลสำหรับมนุษย์เงินเดือนทั่วไป แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีได้เปิดโอกาสให้เข้าถึงทองคำได้โดยไม่ต้องใช้เงินก้อน ผ่านการออมทอง ซึ่งหมายถึงการซื้อทองสะสมทีละเล็กละน้อย โดยร้านทองแต่ละแห่งจะกำหนดขั้นต่ำแตกต่างกัน ส่วนมากเริ่มต้นที่ 500–1,000 บาท นักลงทุนจะได้รับประโยชน์จากการที่ราคาทองปรับขึ้นในอนาคต หรือสามารถนำทองที่สะสมครบตามเงื่อนไขไปแลกรับเป็นทองคำแท่งได้
ข้อดีของการออมทองคือ ใช้เงินลงทุนน้อยกว่าการซื้อทองคำแท่งหรือทองรูปพรรณ โดยสามารถเริ่มเพียงครั้งละ 1,000 บาท จะลงทุนรายวันหรือรายเดือนก็ได้ ทำให้ใคร ๆ ก็เข้าถึงการลงทุนในทองคำได้โดยไม่ต้องใช้เงินจำนวนมาก อีกทั้งยังเป็นการลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน (DCA) ที่ช่วยลดผลกระทบจากอารมณ์และความผันผวนของราคา หากมีวินัยในการลงทุนสม่ำเสมอ ก็มีโอกาสได้ต้นทุนเฉลี่ยที่ต่ำลงและสร้างกำไรระยะยาว
อีกข้อได้เปรียบคือสามารถแลกรับทองคำจริงได้ที่ร้าน เมื่อออมครบตามเงื่อนไขที่กำหนด ผู้ลงทุนเพียงนำหลักฐานไปแลกทองคำแท่งมาเก็บสะสมไว้ได้ทันที ทำให้ม่นใจได้ว่าเงินที่ลงทุนไปนั้นผลิดอกออกผลเป็นทองที่จับได้จริง ไม่ใช่การลงเงินลอยๆ เข้าไปในระบบ
สำหรับช่องทางการออมทอง ปัจจุบันส่วนใหญ่ดำเนินการผ่านแอปพลิเคชันของผู้ให้บริการ ซึ่งโดยมากเป็นผู้ประกอบการที่มีธุรกิจซื้อขายทองอยู่แล้ว ความนิยมที่เพิ่มขึ้นทำให้เกิดแอปออมทองหลากหลายแพลตฟอร์ม นักลงทุนจึงควรเลือกใช้งานเฉพาะผู้ให้บริการที่มีความน่าเชื่อถือและมีมาตรฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้เริ่มต้นที่กำลังมองหาจุดเริ่มต้นในการออมทอง ตัวอย่างเช่น
1. Gold Now – ร้านทองฮั่วเซ่งเฮง
- เริ่มต้นลงทุน 1,000 บาท
- ซื้อขายง่าย ผ่านการตัดบัญชีธนาคาร
- ขายทองเมื่อใด ได้รับเงินทันที
- แลกรับทองจริงได้เมื่อสะสมครบ 3.811 กรัม (1 สลึง)
2. MTS GOLD – ร้านทองแม่ทองสุก
- เริ่มต้นเพียง 150 บาท
- ใช้ระบบ Blockchain เจ้าเดียวในไทย มีความปลอดภัยสูง
- ชำระเงินได้ผ่าน KPlus หรือพร้อมเพย์
- ออมได้ไม่จำกัดจำนวนครั้งต่อวัน
- แลกรับทองจริงได้เมื่อออมครบ 1 กรัม
3. YLG GOLD INVESTMENT – บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
- เริ่มต้นเพียง 100 บาท
- แลกรับทองจริงได้เมื่อออมครบ 1 กรัม
- ชำระผ่าน QR Code ได้ทุกธนาคาร
- ไม่มีค่าธรรมเนียมซื้อขายผ่านระบบออมทอง
4. Ausiris – บริษัท ออสสิริส จำกัด
- เริ่มต้นลงทุน 1,000 บาท
- มีโปรแกรมออมแบบเฉลี่ยซื้อทองทุกวันทำการ เหมาะกับการออมระยะยาว
- แลกรับทองจริงได้เมื่อออมครบ 1 กรัม
- ซื้อขายง่าย ผ่านการตัดบัญชีธนาคาร
5. GCAP – บริษัท จีแคป จำกัด
- เริ่มต้นที่ 500 บาท
- แลกรับทองจริงได้เมื่อออมครบ 3.811 กรัม (1 สลึง)
- มีโปรแกรมออมรายเดือน ตัดผ่านบัญชีอัตโนมัติ
ทั้งหมดนี้ถือเป็นทางเลือกที่เปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่มีเงินก้อนใหญ่สามารถเริ่มต้นออมทองได้ตามกำลังของตนเอง อีกทั้งยังช่วยสร้างความมั่นคงทางการลงทุนในระยะยาว หากทำอย่างมีวินัยและต่อเนื่อง ก็อาจสะสมทองได้ปีละหนึ่งบาทเช่นเดียวกัน โดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินก้อนใหญ่ตั้งแต่แรก เรียกได้ว่าเป็นการลงทุนที่เข้าถึงได้และยั่งยืนสำหรับคนทำงานทั่วไป