โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยุทธศาสตร์สู้ศึก UNCLOS: การปะทะผ่านนิติสงคราม

THE STANDARD

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
ยุทธศาสตร์สู้ศึก UNCLOS: การปะทะผ่านนิติสงคราม

ความขัดแย้งเรื่องพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเล หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า พื้นที่ OCA (Overlapping Claims Area) ระหว่างไทยกับกัมพูชา เป็นเรื่องที่ยืดเยื้อมานานกว่า 50 ปี พื้นที่ขนาด 26,000 ตารางกิโลเมตรในอ่าวไทยนี้ (ขนาดพื้นที่ใหญ่กว่าจังหวัดเชียงใหม่) เต็มไปด้วยขุมทรัพย์พลังงาน โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติมูลค่ามหาศาลที่ถูกแช่แข็งไว้เพราะยังตกลงเรื่องเส้นเขตแดนกันไม่ได้

ประเด็นสำคัญ

  • 1. รู้จักอาวุธในสมรภูมิ: UNCLOS มาตรา 298 คืออะไร?
  • 2. บทวิเคราะห์มาตรา 298
  • 3. เปิดโปงแผนลวง 50 ปี: เส้นอ้างสิทธิของกัมพูชาขัดกฎหมายโลกอย่างไร?
  • 4. ยุทธศาสตร์สู้ศึก: พิมพ์เขียวพลิกเกมเพื่อชัยชนะของประเทศไทย
  • 5. บทสรุป: ชัยชนะบนความถูกต้องและการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ

แต่เมื่อไม่นานมานี้ สมรภูมินี้ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง นี่ไม่ใช่ยุคของการส่งเรือรบไปยิงปะทะกัน แต่เป็นยุคของ “นิติสงคราม” (Lawfare) หรือการใช้ช่องว่างของกฎหมายระหว่างประเทศเป็นอาวุธโจมตีกันในเวทีโลก

เกมพลิกครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อกัมพูชาตัดสินใจเข้าเป็นภาคี อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (United Nations Convention on the Law of the Sea – UNCLOS) และทำสิ่งที่มีเงื่อนงำทันที ด้วยการพยายามใช้กลไกของสหประชาชาติ “ลาก” ประเทศไทยเข้าสู่กระบวนการที่บังคับให้เราต้องไปเจรจาไกล่เกลี่ย โดยหวังจะใช้แรงกดดันจากชาวโลกมาบีบให้ไทยยอมแบ่งเค้กผลประโยชน์ทางทะเล

บทความชิ้นนี้จะพาคุณผู้อ่านไปเจาะลึก “คัมภีร์กฎหมายทะเล” ในภาษาที่เข้าใจง่ายที่สุด เพื่อให้คนไทยทุกคนมองเห็น “ความฉ้อฉล” ของเส้นที่กัมพูชาลากขึ้นมา และเข้าใจว่าประเทศไทยจะใช้ไม้เด็ดอะไรในกฎหมายฉบับเดียวกันนี้ เพื่อคว่ำยุทธวิธีของกัมพูชา ปกป้องอธิปไตยของเกาะกูด และประกาศให้โลกรู้ว่าใครกันแน่ที่พยายามจะฮุบสมบัติของคนอื่นมาโดยตลอด

1. รู้จักอาวุธในสมรภูมิ: UNCLOS มาตรา 298 คืออะไร?

ก่อนจะไปดูว่าเขาจะสู้กันอย่างไร เราต้องเข้าใจก่อนว่า UNCLOS (ยูเอ็นคลอส) คือ “กฎหมายทางทะเลระดับโลก” ที่ทุกประเทศใช้ร่วมกัน เพื่อบอกว่าใครมีสิทธิ์ทำอะไรได้แค่ไหนในมหาสมุทร

ในกฎหมายฉบับนี้ มีหมวดหนึ่งที่ว่าด้วยการแก้ปัญหาเวลาประเทศต่างๆ ทะเลาะกัน (เรียกว่า ภาค 15 ตอนที่ 2) ซึ่งกำหนดไว้ว่า ถ้าคุยกันไม่รู้เรื่อง ก็ต้องไปขึ้นศาลโลก หรือศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ เพื่อให้ผู้พิพากษาชี้ขาด เปรียบเหมือนการถูกบังคับขึ้นศาล

แต่กฎหมายก็เปิดช่องไว้ เพราะเรื่องบางเรื่องมันละเอียดอ่อนเกินไป เช่น เรื่องความมั่นคงหรือเรื่องเขตแดน รัฐบาลแต่ละประเทศจึงมีสิทธิ์ยื่นเอกสารบอกว่า “ฉันขอไม่ร่วมกระบวนการบังคับขึ้นศาลในเรื่องเหล่านี้นะ” ช่องทางนี้ถูกเขียนไว้ใน มาตรา 298 (Article 298) ของ UNCLOS (เนื้อหาส่วนต่อจากนี้เป็นคำแปลของมาตรา 298 โดยกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ โดยกรมฯ ใช้เป็นคำว่า ข้อ 298 สำหรับคุณผู้อ่านที่ไม่ต้องการอ่านข้อกฎหมายซึ่งมีความซับซ้อนทางภาษา สามารถข้ามไปอ่าน ในส่วนที่ 2 บทวิเคราะห์ได้เลย)

ข้อ 298 ข้อยกเว้นที่เลือกได้ในการใช้ตอนที่ 2 (Article 298 Optional exceptions to applicability of section 2)

  • เมื่อลงนาม ให้สัตยาบัน หรือภาคยานุวัติอนุสัญญานี้ หรือในเวลาใดหลังจากนั้น รัฐอาจประกาศเป็นหนังสือ โดยไม่เป็นการเสื่อมเสียต่อพันธกรณีที่เกิดขึ้นตามตอนที่ 1 ว่าตนไม่ยอมรับวิธีดำเนินการวิธีหนึ่งวิธีใดหรือหลายวิธีที่บัญญัติไว้ในตอนที่ 2 ในส่วนที่เกี่ยวกับข้อพิพาทประเภทหนึ่งหรือหลายประเภทดังต่อไปนี้

(a)(i) ข้อพิพาทเกี่ยวกับการตีความหรือการใช้ข้อ 15, 74 และ 83 ที่เกี่ยวกับการกำหนดขอบเขตของเขตแดนทางทะเล หรือที่เกี่ยวข้องกับอ่าวประวัติศาสตร์หรือสิทธิทางประวัติศาสตร์ โดยมีเงื่อนไขว่า รัฐซึ่งได้ประกาศเช่นว่านั้นต้องยอมรับการเสนอเรื่องนั้นตามการร้องขอจากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดในข้อพิพาท เข้าสู่การประนอมตามภาคผนวก 5 ตอนที่ 2 เมื่อข้อพิพาทเช่นว่านั้นเกิดขึ้นหลังจากที่อนุสัญญานี้มีผลใช้บังคับ และในกรณีที่ฝ่ายต่างๆ ไม่ได้บรรลุความตกลงในการเจรจาภายในระยะเวลาอันสมควร โดยมีเงื่อนไขนอกจากนั้นว่า ข้อพิพาทใดๆ ซึ่งจำเป็นต้องเกี่ยวพันกับการพิจารณาที่ยังดำเนินอยู่ในเวลาเดียวกันของข้อพิพาทที่ยังไม่ระงับใดๆ เกี่ยวกับอธิปไตยหรือสิทธิอื่นๆ เหนืออาณาเขตทางบกซึ่งเป็นทวีปหรือเกาะต้องไม่รวมอยู่ในการเสนอเช่นว่านั้น

(a)(ii) หลังจากคณะกรรมการประนอมได้เสนอรายงานซึ่งจะให้เหตุผลที่ตนใช้เป็นพื้นฐานให้ฝ่ายต่างๆ เจรจาความตกลงบนพื้นฐานของรายงานนั้น หากการเจรจาไม่บรรลุซึ่งความตกลงให้ฝ่ายต่างๆ โดยความยินยอมร่วมกันเสนอปัญหานั้นเข้าสู่วิธีดำเนินการหนึ่งในบรรดาที่บัญญัติไว้ในตอนที่ 2 เว้นแต่ฝ่ายต่างๆ จะตกลงกันเป็นอย่างอื่น

(a)(iii) อนุวรรคนี้ไม่ใช้บังคับกับข้อพิพาทเกี่ยวกับเขตแดนทางทะเลซึ่งยุติไปแล้วโดยข้อตกลงระหว่างฝ่ายต่างๆ หรือไม่ใช้บังคับกับข้อพิพาทเช่นว่านั้นซึ่งจะต้องระงับตามข้อตกลงทวิภาคีหรือพหุภาคีซึ่งผูกพันฝ่ายต่างๆ เหล่านั้น

(b) ข้อพิพาทเกี่ยวกับกิจกรรมทางทหาร รวมทั้งกิจกรรมทางทหารโดยเรือและอากาศยานรัฐบาลซึ่งใช้ในงานที่มิใช่การพาณิชย์ และข้อพิพาทเกี่ยวกับกิจกรรมในการบังคับใช้กฎหมายในเรื่องการใช้สิทธิอธิปไตยหรือเขตอำนาจที่ไม่รวมอยู่ในเขตอำนาจของศาลหรือคณะตุลาการตามข้อ 297 วรรค 2 หรือ 3

(c) ข้อพิพาทซึ่งคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติกำลังใช้อำนาจหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายโดยกฎบัตรสหประชาชาติ เว้นแต่คณะมนตรีความมั่นคงจะวินิจฉัยถอนเรื่องนั้นออกจากระเบียบวาระการประชุม หรือเรียกร้องให้ฝ่ายต่างๆ ระงับข้อพิพาทนั้นโดยวิธีที่บัญญัติไว้ในอนุสัญญานี้

  • รัฐภาคีซึ่งได้ประกาศตามวรรค 1 อาจถอนคำประกาศนั้นในเวลาใดก็ได้ หรืออาจตกลงให้เสนอข้อพิพาทซึ่งเป็นข้อยกเว้นที่ระบุไว้ในคำประกาศ เข้าสู่วิธีดำเนินการใดๆ ที่ระบุไว้ในอนุสัญญานี้
  • รัฐภาคีซึ่งได้ประกาศตามวรรค 1 จะไม่มีสิทธิที่จะเสนอข้อพิพาทกับรัฐภาคีอีกรัฐหนึ่งในประเภทข้อพิพาทที่ได้รับการยกเว้น เข้าสู่วิธีดำเนินการใดๆ ในอนุสัญญานี้โดยไม่ได้รับความยินยอมจากฝ่ายนั้น
  • ถ้ารัฐภาคีรัฐหนึ่งได้ประกาศตามวรรค 1 (a) รัฐภาคีอื่นใดอาจเสนอข้อพิพาทกับฝ่ายที่ประกาศซึ่งอยู่ในประเภทข้อพิพาทที่ได้รับการยกเว้น เข้าสู่วิธีดำเนินการที่ระบุไว้ในคำประกาศเช่นว่านั้นก็ได้
  • คำประกาศใหม่หรือการถอนคำประกาศ ไม่กระทบกระเทือนแต่ประการใดต่อการดำเนินคดีซึ่งค้างอยู่ในศาลหรือคณะตุลาการตามข้อนี้ เว้นแต่ฝ่ายต่างๆ จะตกลงกันเป็นอย่างอื่น
  • คำประกาศและหนังสือแจ้งการถอนคำประกาศตามข้อนี้ ต้องมอบไว้กับเลขาธิการสหประชาชาติผู้ซึ่งจะส่งสำเนาของคำประกาศและหนังสือแจ้งนั้นไปยังรัฐภาคี

2. บทวิเคราะห์มาตรา 298

เรามาแกะดูเนื้อหาของมาตรานี้กันทีละข้อในแบบที่เข้าใจง่ายที่สุดกันครับ:

วรรค 1: สิทธิ์ในการปฏิเสธการขึ้นศาลโลก เมื่อลงนาม ให้สัตยาบัน หรือเข้าเป็นภาคี… ประเทศต่างๆ สามารถเขียนหนังสือประกาศได้ว่า ตนเอง “ไม่ยอมรับ” กระบวนการบังคับขึ้นศาลหรืออนุญาโตตุลาการ ในข้อพิพาทต่อไปนี้…

  • ความหมายง่ายๆ: ข้อนี้เปรียบเหมือน “บัตรผ่านประตูยกเว้นคดี” ประเทศไทยเราได้ใช้สิทธิ์ตามข้อนี้ตั้งแต่วันแรกที่เข้าเป็นภาคี โดยเราประกาศชัดเจนว่า ถ้าเป็นเรื่องปักปันเขตแดนทางทะเล เรื่องทหาร หรือเรื่องความมั่นคง ไทยจะไม่ยอมรับอำนาจศาลโลกแบบบังคับเด็ดขาด ใครจะมาฟ้องบังคับให้เราขึ้นศาลเรื่องนี้ไม่ได้

วรรค 1 (a)(i): ช่องโหว่ที่กัมพูชาใช้โจมตี และ “เกราะป้องกัน” ของไทย

ข้อพิพาทเกี่ยวกับการตีความหรือการใช้ข้อ 15, 74 และ 83 ที่เกี่ยวกับการกำหนดขอบเขตของเขตแดนทางทะเล หรือที่เกี่ยวข้องกับอ่าวประวัติศาสตร์หรือสิทธิทางประวัติศาสตร์ โดยมีเงื่อนไขว่า รัฐซึ่งได้ประกาศเช่นว่านั้นต้องยอมรับการเสนอเรื่องนั้นตามการร้องขอจากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดในข้อพิพาท เข้าสู่การประนอมตามภาคผนวก 5 ตอนที่ 2 ( หรือ Compulsory Conciliation)

  • ความหมายง่ายๆ: กฎหมายบอกว่า โอเค… คุณมีสิทธิ์ปฏิเสธไม่ไปขึ้นศาลเพื่อตัดตัดสินแพ้ชนะได้ แต่คุณไม่มีสิทธิ์หนีการไกล่เกลี่ย! ถ้าอีกฝ่ายทำเรื่องร้องขอ คุณต้องยอมส่งตัวแทนมานั่งคุยต่อหน้า “คณะกรรมาธิการประนีประนอม” ของสหประชาชาติ เพื่อให้เขาช่วยออกใบเตือนหรือข้อแนะนำ (แม้ข้อแนะนำนั้นจะยังไม่มีผลบังคับทางกฎหมายให้ต้องทำตาม 100% แต่ก็มีผลกดดันทางการเมืองระหว่างประเทศสูงมาก) นี่คือสิ่งที่กัมพูชาแอบศึกษามา และพยายามใช้ช่องทางนี้ลากไทยไปนั่งเก้าอี้ไกล่เกลี่ย

แต่ช้าก่อน! ในวรรค 1 (a)(i) เดียวกันนี้ มีประโยคทองคำท้ายข้อที่เขียนไว้ว่า:

โดยมีเงื่อนไขนอกจากนั้นว่า ข้อพิพาทใดๆ ซึ่งจำเป็นต้องเกี่ยวพันกับการพิจารณาที่ยังดำเนินอยู่ในเวลาเดียวกันของข้อพิพาทที่ยังไม่ระงับใดๆ เกี่ยวกับอธิปไตยหรือสิทธิอื่นๆ เหนืออาณาเขตทางบกซึ่งเป็นทวีปหรือเกาะต้องไม่รวมอยู่ในการเสนอเช่นว่านั้น

  • ความหมายง่ายๆ (นี่คือไพ่ตายของไทย): กฎหมายทะเลบอกว่า การไกล่เกลี่ยภาคบังคับนี้จะทำได้ เฉพาะเรื่องน้ำและเรื่องพื้นทะเลเท่านั้น แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่ข้อพิพาทเรื่องทะเลนั้น มันลามไปเกี่ยวพันกับเรื่อง “เกาะ” หรือ “แผ่นดิน” ที่ยังเถียงกันไม่จบว่าตั้งอยู่บนแผ่นดินของใคร คณะกรรมาธิการของสหประชาชาติจะ หมดสิทธิ์ยุ่งทันที! กระบวนการไกล่เกลี่ยภาคบังคับจะถูกยกเลิกโดยอัตโนมัติ

วรรค 1 (a)(ii) และ (a)(iii): ขั้นตอนหลังไกล่เกลี่ยและสัญญาเก่า

  • ความหมายง่ายๆ: หากต้องเข้ากระบวนการไกล่เกลี่ยจริงๆ เมื่อกรรมาธิการเขียนรายงานเสร็จ ทั้งสองประเทศต้องเอาข้อแนะนำนั้นมาคุยกันต่อ ถ้ายังคุยไม่รู้เรื่องอีก ก็ห้ามมัดมือชกไปขึ้นศาล เว้นแต่จะจับมือยอมรับร่วมกันทั้งสองฝ่าย นอกจากนี้ สัญญาเก่าๆ ที่เคยทำไว้ในอดีตก็ยังคงศักดิ์สิทธิ์อยู่ ไม่สามารถใช้ช่องทางนี้มาล้มล้างได้

วรรค 1 (b) และ (c): คดีทหารและเรื่องของพี่ใหญ่ UN

  • ความหมายง่ายๆ: เรื่องที่เกี่ยวกับกองทัพเรือ กองทัพอากาศ หรือเรื่องที่พี่ใหญ่ระดับโลกอย่างคณะมนตรีความมั่นคงฯ กำลังควบคุมดูแลอยู่เพื่อไม่ให้เกิดสงคราม ศาลกฎหมายทะเลจะไม่เข้าไปก้าวก่าย

วรรค 2, 3 และ 4: เกมการเมืองเรื่อง “การถอนคำประกาศ”

  • ความหมายง่ายๆ: นี่คือจุดที่ทำให้เกิดเรื่องในปัจจุบัน เดิมทีทั้งไทยและกัมพูชาต่างก็ถือ “บัตรผ่านประตูยกเว้นคดี” ไว้ในมือเหมือนกัน ต่างฝ่ายต่างทำอะไรกันไม่ได้ แต่แผนเหนือเมฆของกัมพูชาคือ เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2026 นี้เอง พวกเขาแอบไปยื่นหนังสือ “ขอถอนประกาศยกเว้น” ของตัวเองออกไปเฉพาะข้อ (a) ส่งผลให้กัมพูชากลายเป็นผู้เล่นที่ยอมรับกฎกติกาการไกล่เกลี่ยของ UN ทันที และได้สิทธิตามวรรค 4 ในการเป็นโจทก์ยื่นคำร้องต่อสหประชาชาติ เพื่อบังคับลากประเทศไทยเข้ามาในกระบวนการประนีประนอมภาคบังคับนี้ โดยที่ไทยไม่ได้เต็มใจ

3. เปิดโปงแผนลวง 50 ปี: เส้นอ้างสิทธิของกัมพูชาขัดกฎหมายโลกอย่างไร?

หากเราจะไปสู้กับเขาในเวทีโลก ประเทศไทยต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ข้อพิพาทในพื้นที่ OCA นี้ไม่ได้เกิดจากความเข้าใจผิด แต่เกิดจาก “เจตนาที่จงใจลากเส้นเอาเปรียบ” ของกัมพูชามาตั้งแต่ทศวรรษ 1970 ซึ่งขัดต่อหลักการสากลอย่างสิ้นเชิงใน 3 ประเด็นหลัก:

ประเด็นที่ 1: การลากเส้นตัดผ่ากลาง “เกาะกูด”

ในปี ค.ศ. 1972 รัฐบาลกัมพูชาในขณะนั้นได้ลากเส้นประกาศเขตทะเลของตัวเอง โดยลากจากชายฝั่งตรงดิ่งมา ตัดผ่านกึ่งกลางของเกาะกูด ซึ่งนี่ขัดต่อข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และกฎหมายอย่างร้ายแรง เพราะตาม สนธิสัญญาฝรั่งเศส-สยาม ค.ศ. 1907 (ยุคที่ฝรั่งเศสปกครองกัมพูชาเป็นอาณานิคม) ฝรั่งเศสเป็นคนเขียนระบุไว้เองในสัญญาว่า ให้เกาะกูดเป็นของสยาม (ไทย) การที่กัมพูชามาลากเส้นแบ่งทะเลผ่ากลางเกาะของไทย จึงเป็นการละเมิดดินแดนของประเทศอื่นอย่างหน้าตาเฉย ซึ่งไม่มีกฎหมายสากลฉบับไหนในโลกยอมรับ

แผนที่อ่าวไทยแสดงพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชา 1

ประเด็นที่ 2: ปฏิเสธหลักเส้นกึ่งกลาง (Equidistance Principle)

ตามหลักการของ UNCLOS เวลาที่สองประเทศมีทะเลเอื้อต่อกันและอยู่ใกล้กัน วิธีที่ยุติธรรมที่สุดคือการหา “เส้นกึ่งกลาง” ที่วัดระยะห่างจากชายฝั่งของทั้งสองฝ่ายเท่าๆ กัน แต่กัมพูชากลับไม่ใช้หลักการนี้ พวกเขาลากเส้นเบี่ยงเข้ามาทางน่านน้ำไทยอย่างน่าเกลียด เพื่อฮุบเอาพื้นที่ทะเลที่เป็นแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติไปฝั่งตัวเองให้ได้มากที่สุด คิดเป็นพื้นที่ป่าราบทางทะเลของไทยที่ถูกล้ำเข้ามาถึง 26,000 ตารางกิโลเมตร

ประเด็นที่ 3: เกมชุบตัวในศตวรรษที่ 21

ที่ผ่านมา ประเทศไทยพยายามคุยด้วยหลักการผ่านข้อตกลง MOU 2544 (MOU 2001) โดยไทยยืนยันคำขาดว่า “ต้องคุยเรื่องการแบ่งเขตแดนทางทะเลให้จบ พร้อมๆ กับการคุยเรื่องแบ่งปันผลประโยชน์พลังงาน” เพราะถ้าไม่คุยเรื่องเขตแดนให้ชัดเจน ก็เท่ากับเรายอมรับเส้นที่ผิดกฎหมายของเขา

เมื่อกัมพูชาเห็นว่าไทยไม่ยอมหลงกล และไทยอาจจะยกเลิก MOU ฉบับนี้ กัมพูชาจึงรีบเปลี่ยนแผนทันที ด้วยการเข้าเป็นภาคี UNCLOS ในปี 2026 แล้วแอบถอนประกาศข้อยกเว้นของตัวเอง เพื่อจะใช้สหประชาชาติเป็นเครื่องมือสร้างภาพให้ตัวเองดูเป็น “ผู้ปฏิบัติตามกฎหมายสากล” และพยายามตราหน้าว่าไทยเป็นฝ่ายไม่ยอมร่วมมือ

4. ยุทธศาสตร์สู้ศึก: พิมพ์เขียวพลิกเกมเพื่อชัยชนะของประเทศไทย

เมื่อกัมพูชาส่งหมายแต่เพียงฝ่ายเดียวผ่านสหประชาชาติ สิ่งที่คนไทยหลายคนคิดคือ “งั้นเราก็ไม่ต้องไปสนใจ ไม่ต้องไปร่วมประชุมกับเขาซะก็สิ้นเรื่อง”

ในทางกฎหมายระหว่างประเทศ… คิดแบบนั้นไม่ได้เด็ดขาดครับ! เพราะกฎหมายของ UNCLOS เขียนไว้ชัดว่า หากฝ่ายหนึ่งเบี้ยวไม่ยอมมา คณะกรรมาธิการสามารถแต่งตั้งคนอื่นมาทำหน้าที่แทนฝ่ายไทย และเดินหน้าพิจารณาจนออกรายงานแนะนำฝ่ายเดียวได้ ซึ่งถ้าถึงจุดนั้น ประเทศไทยจะกลายเป็นผู้ร้ายในสายตาชาวโลกทันที (เหมือนเช่นกรณีที่ฟิลิปปินส์เคยนำประเด็นทะเลจีนใต้ขึ้นกระบวนการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยที่จีนไม่เข้าร่วมกระบวนการ ในปี 2014 และเมื่อมีคำตัดสินในปี 2016 แม้จะไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย แต่ในสายตาประชาคมโลก ฟิลิปปินส์ก็ได้แต้มต่อ)

ยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องของไทยไม่ใช่การ “หนี” แต่คือการ “เดินหน้าเข้าชนเพื่อล้มกระบวนการตั้งแต่ก้าวแรก” โดยใช้แผนยุทธศาสตร์ 4 ขั้นตอนดังนี้ครับ:

ขั้นตอนที่ 1: ยื่น “คัดค้านอำนาจกรรมาธิการ” (Preliminary Objections)

เมื่อไทยไปปรากฏตัว สิ่งแรกที่เราต้องทำไม่ใช่การไปเถียงเรื่องน่านน้ำ แต่เป็นการยื่นเอกสารตบโต๊ะว่า “พวกคุณ (คณะกรรมาธิการ) ไม่มีสิทธิ์มาพิจารณาเรื่องนี้ตั้งแต่แรก!” โดยใช้ข้อสู้อันทรงพลัง 2 ข้อที่ซ่อนอยู่ในมาตรา 298:

  • สู้ด้วยเรื่องเกาะกูด (The Island Sovereignty Bar): เราต้องชี้ให้กรรมาธิการดูแผนที่ว่า เส้นอ้างสิทธิของกัมพูชามันลากตัดผ่าเกาะกูด ซึ่งเป็นดินแดนของไทย ดังนั้น คดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเขตแดนทางทะเลเฉยๆ แต่เป็นเรื่อง “ข้อพิพาทอธิปไตยเหนือเกาะ” ซึ่งตามกฎหมายมาตรา 298 วรรค 1 (a)(i) ประโยคท้าย เขียนไว้ชัดเจนว่า ถ้าเกี่ยวกับเรื่องเกาะหรือแผ่นดิน ให้ยกเว้นจากการไกล่เกลี่ยภาคบังคับทันที ข้อนี้เปรียบเหมือนหมัดน็อคที่จะทำให้คณะกรรมาธิการต้องปิดแฟ้มคดีและยุติบทบาทลงทันที เพราะขัดต่อกฎของตัวเอง
  • สู้ด้วยเรื่องเวลา (Temporal Jurisdiction Bar): เราต้องแย้งว่าความขัดแย้งนี้เกิดจากการลากเส้นของกัมพูชาในปี 1972 ซึ่งเกิดก่อนที่กฎหมาย UNCLOS 1982 จะคลอดออกมาเสียอีก และตามมาตรา 298 วรรค 1 (a)(i) ระบุว่ากลไกนี้จะใช้ได้กับข้อพิพาทที่เกิดขึ้น ภายหลังจากที่อนุสัญญานี้มีผลบังคับใช้เท่านั้น เรื่องเก่ารุ่นคุณปู่ก่อนมีกฎหมาย จึงไม่อยู่ในอำนาจของกรรมาธิการชุดนี้

ขั้นตอนที่ 2: แฉพฤติกรรม “ไร้ความสุจริต” (Bad Faith) ในเวทีโลก

ในกฎหมายสากล มีหลักการสำคัญที่เรียกว่า “หลักความสุจริต” (Good Faith) หมายความว่าผู้ที่จะมาพึ่งพากฎหมายต้องทำตัวสะอาดและซื่อสัตย์ ไทยต้องแสดงหลักฐานให้คณะกรรมาธิการและชาวโลกเห็นว่า เส้นปี 1972 ของกัมพูชาเป็นเส้นที่ลากขึ้นมาเองอย่างไม่มีหลักวิชาการ เพื่อจงใจสร้างเรื่องขัดแย้ง (Manufactured Dispute) และการที่กัมพูชาเพิ่งมาสมัครเข้าภาคี UNCLOS ในปี 2026 แล้วรีบถอนข้อยกเว้นปุบปับเพื่อจะฟ้องไทย ถือเป็นพฤติกรรม “เล็งผลเลิศเลือกใช้ช่องว่างกฎหมายเพื่อเอาเปรียบ” (Forum Shopping) ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ของสหประชาชาติอย่างร้ายแรง

ขั้นตอนที่ 3: เปิดยุทธการ “สมุดปกขาว” ฉีกหน้ากัมพูชาผ่านสื่อโลก

นอกจากสู้ในห้องพิจารณาคดีแล้ว ประเทศไทยต้องเปิดเกมรุกทางสื่อสารมวลชนระดับโลก ด้วยการจัดทำ “สมุดปกขาว” (White Paper) เป็นภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส และจีน เพื่อกระจายข้อมูลไปยังสถานทูต สื่อมวลชน และมหาวิทยาลัยทั่วโลก โดยในสมุดปกขาวต้องแสดงหลักฐานเด็ด 2 อย่าง:

  • ภาพหลักฐานจากสนธิสัญญา ค.ศ. 1907 ที่บรรพบุรุษของกัมพูชา (ผ่านฝรั่งเศส) เคยเซ็นยอมรับเองว่าเกาะกูดเป็นของไทย
  • ภาพกราฟิกเปรียบเทียบทางเรขาคณิตที่แสดงให้เห็นว่า เส้นที่กัมพูชาลากขึ้นมานั้นมันบิดเบี้ยวและน่าตลกขบขันเพียงใดเมื่อเทียบกับหลักสากล

การทำแบบนี้เป็นการย้อนเกล็ดบดขยี้ภาพลักษณ์ของกัมพูชา จากที่พยายามจะโชว์ตัวเป็นพระเอกผู้รักษากฎหมาย ให้กลายเป็นประเทศที่ฉ้อฉลในสายตาของประชาคมโลกทันที

ขั้นตอนที่ 4: แสดงสิทธิ์ความเป็นเจ้าของในพื้นที่จริง (Effective Occupation)

ในขณะที่นักกฎหมายสู้กันด้วยกระดาษ ในพื้นที่จริงของอ่าวไทย ประเทศไทยต้องทำตัวเป็นเจ้าของบ้านที่เข้มแข็ง กองทัพเรือไทยและตำรวจน้ำต้องคงการลาดตระเวน ดูแลชาวประมง และบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่น่านน้ำของเราอย่างต่อเนื่องและสงบ (Continuous and Peaceful Display of Authority) เพราะในกฎหมายระหว่างประเทศ การเข้าไปบริหารจัดการและดูแลพื้นที่จริงอย่างสม่ำเสมอ เป็นหลักฐานที่แน่นหนาที่สุดในการยืนยันสิทธิ์ความเป็นเจ้าของที่แท้จริง

5. บทสรุป: ชัยชนะบนความถูกต้องและการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ

ศึกนิติสงคราม UNCLOS ครั้งนี้ แม้ดูเผินๆ เหมือนกัมพูชาจะเป็นฝ่ายรุกคืบ เดินเกมวางแผนมาอย่างดิบดีเพื่อหวังใช้เวทีสากลมากดดันไทย แต่เมื่อเรากล้าที่จะเปิดคัมภีร์กฎหมายมาตีความกันอย่างละเอียดทุกวรรค ทุกอนุข้อ โดยเฉพาะใน มาตรา 298 (a)(i) จะเห็นชัดเจนเลยว่า กัมพูชากำลังเดินตัวปลิวเข้ามาติดกับดักทางกฎหมายที่ตัวเองไม่ได้ศึกษาให้รอบคอบ

ประเทศไทยมีความชอบธรรมเต็มร้อย มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่หนาแน่น และมีข้อต่อสู้ทางกฎหมายที่คมกริบ การเข้าสู่กระบวนการเพื่อ “คัดค้านและคว่ำอำนาจ” ของกรรมาธิการในครั้งนี้ จะไม่เพียงแต่ปกป้องเกาะกูดและรักษาพื้นที่ทางทะเลอันเป็นสมบัติของชาติไว้ได้เท่านั้น แต่จะเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ไทยจะได้ “ฉีกหน้ากาก” แฉความจริงให้ชาวโลกได้ประจักษ์ถึงความไม่สุจริตของรัฐบาลกัมพูชาที่จ้องจะชิงพื้นที่ของไทยมาโดยตลอด

นี่คือศึกที่เราจะไม่เพียงแต่ชนะในทางกฎหมาย แต่เราจะชนะในแง่ของความถูกต้องและศักดิ์ศรีของความเป็นชาติในเวทีโลกอย่างภาคภูมิใจ!

ข้อสงวนสิทธิ์ (Disclaimer): ทัศนะและข้อวิเคราะห์ที่ปรากฏในบทความนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลของ รองศาสตราจารย์ ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ในฐานะรองศาสตราจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เท่านั้น มิได้เป็นการวิเคราะห์ แสดงความคิดเห็น หรือสะท้อนจุดยืนในฐานะหรือตำแหน่งงานอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) และมูลนิธิอาเซียน (ASEAN Foundation) แต่อย่างใด

Disclaimer: The views and analyses expressed in this article are solely those of Assoc. Prof. Dr. Piti Srisangnam in his personal capacity as an Associate Professor at the Faculty of Economics, Chulalongkorn University. They do not represent, reflect, or constitute the views or positions of any of his other roles related to ASEAN or the ASEAN Foundation.

ภาพ:zelvan via ShutterStock

แผนที่อ่าวไทยแสดงพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชา 2
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...