เห็นแก่เที่ยว หนีฟ้าปิดไปสัมผัสหมอก “บ้านอีต่อง” บนเทือกเขาตะนาวศรี
เมืองในหมอก — บ้านอีต่อง
ปลายฤดูฝน เราออกเดินทางมุ่งหน้าสู่เทือกเขาตะนาวศรี จุดหมายคือหมู่บ้านเล็ก ๆ บนภูเขาชายแดนไทย–เมียนมา“บ้านอีต่อง-เหมืองปิล็อก” อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี สถานที่ซึ่งผมเคยมาเที่ยวทุกฤดูกาล แต่ที่ชอบที่สุด เห็นจะเป็นช่วงฤดูฝนนี่ละ ทั้งเรื่องฝน หมอก มืดครึ้ม ตลอดทั้ง วันบรรยากาศ เลยออกไปทาง กุ๊กกู๋ วังเวง ทั้งวันทั้งคืน
หลังผ่านตัวอำเภอทองผาภูมิ ถนนเริ่มไต่ระดับสูงขึ้นเรื่อย ๆ โค้งแล้วโค้งเล่าพาเราลัดเลาะไปตามแนวภูเขา ยิ่งสูงขึ้น ท้องฟ้าก็ยิ่งมืดครึ้ม จากฝนเม็ดเล็ก ๆ กลายเป็นละอองบาง ๆ เกาะอยู่บนกระจกหน้ารถ ขณะที่สายหมอกเริ่มไหลข้ามถนนเป็นระยะ
เส้นทางช่วงนี้ต้องใช้ความระมัดระวัง ถนนบางช่วงแคบและมีโค้งต่อเนื่อง มองออกไปนอกหน้าต่างเห็นเพียงภูเขาสีเขียวที่เดี๋ยวปรากฏ เดี๋ยวหายเข้าไปในม่านหมอก
จนในที่สุด บ้านอีต่องก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า
หมู่บ้านเล็กๆ บ้านเรือนตั้งกระจายอยู่รอบอ่างเก็บน้ำ ท่ามกลางอากาศเย็นและหมอกสีขาวที่ลอยผ่านไปมา ที่นี่มีคำพูดติดปากว่า “ฝนแปด แดดสี่” เพราะฝนตกชุกจนบางช่วงแทบไม่ได้เห็นแสงแดด คนรุ่นก่อนถึงกับต้องนำสุ่มไก่มาครอบเตาถ่าน แล้วพาดเสื้อผ้าไว้ด้านบน ใช้ความร้อนช่วยให้ผ้าแห้ง วิธีนี้เรียกกันว่า “ย่างผ้า”
ฟังแล้วก็พอจะเข้าใจชีวิตของผู้คนบนภูเขาแห่งนี้ได้ดีขึ้น เพราะตลอดเวลาที่เราอยู่ที่อีต่อง แทบไม่รู้เลยว่าตอนนั้นเป็นเวลากี่โมง หากไม่หยิบนาฬิกาขึ้นมาดู ท้องฟ้าตั้งแต่สายจนถึงบ่ายแทบไม่แตกต่างกันนัก ทุกอย่างถูกคลุมด้วยสีเทาของเมฆ ฝน และหมอก
แต่สิ่งที่ดูเหมือนอุปสรรคกลับกลายเป็นเสน่ห์ของการเดินทางครั้งนี้
ช่วงเย็น เราออกมาเดินเล่นรอบหมู่บ้าน และวัดเหมืองแร่ปิล็อก เป็นวัดที่อยู่คู่กับหมู่บ้าน และมีการสร้าง บูรณะ เพิ่มเติม ในภายหลังหมอกเริ่มลงหนากว่าเดิม บางช่วงมองเห็นทางข้างหน้าเพียงไม่กี่เมตร บ้านพักหลายหลังที่เปิดรับนักท่องเที่ยว เคยเป็นบ้านของชาวเหมืองเก่า แสงไฟสีส้มสลัวจากหน้าต่างลอยอยู่กลางม่านหมอก ยิ่งเดินเข้าไปในบริเวณที่เงียบ เสียงฝีเท้าของตัวเองก็ยิ่งดังชัดขึ้น บรรยากาศวังเวงจนอดคิดอะไรหลอน ๆ ไม่ได้เหมือนกัน
เราเดินเลาะไปตามอ่างเก็บน้ำ ปลาคราฟหลากสีว่ายเข้ามาริมตลิ่ง ราวกับรู้ว่ามีนักท่องเที่ยวกำลังจะให้อาหาร ก่อนเดินต่อไปยังสะพานเล็ก ๆ ซึ่งมีร้านขายของที่ระลึกและร้านให้เช่าตะเกียง
ผมลองเช่าตะเกียงมาถือเดินเล่นดูบ้าง
ทันทีที่จุดไฟ แสงสีอุ่นจากตะเกียงตัดกับหมอกสีขาวรอบตัวอย่างสวยงาม เดินไปได้สักพัก น้องที่ร้านยังช่วยถ่ายภาพให้ ภาพคนถือตะเกียงยืนอยู่ท่ามกลางหมอกและแสงไฟสลัว ๆ ของหมู่บ้าน ดูแล้วก็เท่ดีครับ
บางทีความสนุกของการเดินทางก็เป็นเรื่องง่าย ๆ แค่นี้เอง
ฤดูฝนของที่นี้ เป็นตัวกำหนด สภาพอากาศ หมอกที่หนา บดบัง พระอาทิตย์ ได้ตลอดทั้งวัน นี้คือปรากฏการณ์ธรรมชาติ ละอองฝน มีทั้งวัน ผสมผสานกับหมอก จนแทบมองอะไรไม่เห็น
และนั่นแหละคือบ้านอีต่องในแบบที่เราอยากเจอ
การมาอีต่องช่วงฤดูฝนต้องเตรียมตัวและตรวจสอบสภาพอากาศให้ดี โดยเฉพาะเส้นทางขึ้นภูเขา หากเจอฝนตกหนักหรือลมแรง การหยุดหรือถอยกลับย่อมดีกว่าฝืนเดินทางต่อ เพราะเส้นทางภูเขามีความเสี่ยงจากดินสไลด์และถนนปิดได้
ทริปนี้เราเลือกใช้เวลาอยู่เพียงบ้านอีต่อง ไม่ได้ออกไปผจญภัยไกลกว่านั้น ทั้งที่บริเวณใกล้เคียงยังมีน้ำตกจ๊อกกระดิ่นและเขาช้างเผือกรออยู่ สำหรับคนที่ต้องการเพิ่มดีกรีความลุย
แต่สำหรับผม แค่ได้นั่งรถผ่านถนนคดเคี้ยวขึ้นภูเขา เดินเล่นท่ามกลางละอองฝนกับสายหมอก สูดอากาศเย็น และถือตะเกียงหายเข้าไปในหมอกยามค่ำ ก็เพียงพอแล้วสำหรับการเดินทางครั้งนี้
บางครั้งเราไม่จำเป็นต้องรอให้ฟ้าเปิดจึงค่อยออกเดินทาง
เพราะในวันที่มองไม่เห็นภูเขาไกล ๆ เราอาจได้พบความงดงามอีกแบบ…ที่ซ่อนอยู่ในสายหมอก