โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาหาร

“ซูชิหน้าโทโร่” ในสมัยเอโดะถูกมองว่าเป็นของอัปมงคล!?

conomi

อัพเดต 19 มิ.ย. เวลา 18.51 น. • เผยแพร่ 22 มิ.ย. เวลา 12.00 น. • conomi.co

เมื่อพูดถึงหน้าซูชิยอดนิยมที่ครองใจผู้คนทั่วโลก ชื่อของ “ปลาทูน่า” หรือ “ซูชิหน้าโทโร่” ย่อมติดอันดับต้น ๆ อย่างไม่ต้องสงสัย ด้วยรสชาติที่เข้มข้น เนื้อสัมผัสที่นุ่มละมุนลิ้น และความหลากหลายของเนื้อในส่วนต่าง ๆ ที่สามารถมอบประสบการณ์การรับประทานที่แตกต่างกันออกไปได้ในแต่ละคำที่ลิ้มรส ได้ทำให้ปลาทูน่ากลายเป็นวัตถุดิบที่ทั้งชาวญี่ปุ่นและนักชิมจากทั่วโลกต่างหลงใหล

ซูชิหน้าโทโร่

แต่รู้หรือไม่คะว่าในอดีตปลาทูน่ากลับไม่ได้ถูกมองว่าเป็นอาหารหรือวัตถุดิบชั้นเลิศเหมือนในปัจจุบัน เป็นเพียงแค่ “ปลาสามัญ” ที่ชาวบ้านหรือผู้คนทั่วไปต่างบริโภคกันอย่างแพร่หลายเท่านั้น แล้วอะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ปลาชนิดนี้ก้าวขึ้นสู่สถานะของวัตถุดิบระดับพรีเมียม จนมีมูลค่าสูงและกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของวัฒนธรรมซูชิญี่ปุ่น? บทความในครั้งนี้เราจะมาพาคุณย้อนรอยเรื่องราวของปลาทูน่า ตั้งแต่วันที่ยังเป็นอาหารธรรมดาของชาวบ้านทั่วไป ไปจนถึงการก้าวขึ้นเป็น “ราชาแห่งหน้าซูชิ ที่ได้รับความนิยมและมีราคาสูงอย่างที่เห็นในปัจจุบันกันค่ะ!

ในสมัยก่อนถือว่าได้รับความนิยมพอสมควร…แต่ดันมีปัญหาเรื่องการเก็บรักษา?

คนญี่ปุ่นรู้จักและรับประทานกินปลาทูน่ากันมาตั้งแต่สมัยโบราณ เห็นได้จากการมีหลักฐานสำคัญในการขุดค้นพบกระดูกปลาทูน่าในกองเปลือกหอยโบราณที่มีอายุตั้งแต่สมัยยุคโจมง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้คนในญี่ปุ่นบริโภคปลาชนิดนี้มานานหลายพันปีแล้ว นอกจากนี้ ใน “โคะจิกิ” (Kojiki = 古事記) ซึ่งเป็นบันทึกประวัติศาสตร์และตำนานที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น ยังปรากฏชื่อบุคคลผู้หนึ่งนามว่า “ชิบิโนะโอมิ” (Shibinoomi = 志毘臣) ผู้มีเรื่องขัดแย้งกับจักรพรรดิเคนโซเกี่ยวกับหญิงสาวคนหนึ่ง ที่น่าสนใจก็คือคำว่า “ชิบิ” (Shibi = 志毘) นั้นเป็นชื่อเรียกปลาทูน่าในสมัยโบราณ สะท้อนให้เห็นว่าปลาทูน่าเป็นปลาที่ผู้คนต่างรู้จักและคุ้นเคยมาตั้งแต่ยุคแรกเริ่มของประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นเลยทีเดียว

ซูชิหน้าโทโร่

เมื่อพิจารณาจากตัวอย่างต่าง ๆ ที่ปรากฏในสมัยโบราณเหล่านี้ หากปลาทูน่าเป็นอาหารที่ไม่เป็นที่นิยม ก็คงไม่พบซากกระดูกในแหล่งโบราณคดียุคโจมง และยิ่งไม่น่าเป็นไปได้ที่ชื่อเรียกของปลาชนิดนี้จะถูกนำมาใช้เป็นชื่อของขุนนางผู้รับใช้ราชสำนักยามาโตะ อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่งก็ไม่สามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่าปลาทูน่าเป็นปลาที่ได้รับความนิยมสูงมากนัก เหตุผลก็คือ “วิธีการถนอมหรือการเก็บรักษาในสมัยนั้นมีค่อนข้างจำกัด” โดยในยุคที่ยังไม่มีตู้เย็น วิธีเก็บรักษาปลานั้นมีทั้งการหมักเกลือ การตากแห้ง หรือการนำไปทำเป็นปลาแห้งแบบคัตสึโอะบุชิ แต่ไม่ว่าจะใช้วิธีใดก็ตามปลาทูน่าก็ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นปลาที่อร่อยมากนักเมื่อผ่านการถนอมอาหารเหล่านี้

ซูชิหน้าโทโร่

ในหนังสือบันทึกเหตุการณ์และเรื่องราว “เคโจเคนมงชู” (Keichokenmonshu = 慶長見聞集) ซึ่งถูกรวบรวมขึ้นในช่วงต้นยุคสมัยเอโดะ ได้มีการบันทึกไว้ว่า ชื่อเรียกอีกชื่อของปลาทูน่าคือ “ชิบิ” (Shibi = シビ) ซึ่งพ้องเสียงกับคำว่า “วันตาย” (Shibi = 死日) จึงถูกมองว่าเป็นลางไม่ดี ทำให้ผู้คนในชนชั้นซามูไรซึ่งให้ความสำคัญกับเรื่องโชคลาง ต่างพากันรังเกียจปลาทูน่าที่มีชื่อพ้องกับคำว่า “ความตาย”

ซูชิหน้าโทโร่

นอกจากนี้จากหนังสือการคำนวณเงินตราในสมัยเอโดะ ของคุณยามาโมโตะ ฮิโรฟุมิ ได้ระบุไว้ว่า “ปลาทูน่าขนาดเล็กหนึ่งตัวขายกันในราคาเพียงแค่ 200 มง (หรือประมาณแค่ 6,000 เยนในปัจจุบัน) เท่านั้น…” แสดงให้เห็นว่าปลาทูน่าในสมัยก่อนนั้นจัดว่าเป็นปลาที่มีราคาถูกมาก ด้วยเหตุนี้ ปลาทูน่าที่ถูกมองว่ามีค่าต่ำจึงกลายเป็นอาหารของชาวบ้านธรรมดาที่มีเงินไม่มาก ใช้เป็นแหล่งโปรตีนราคาถูก หรือที่เรียกว่า “ปลาชั้นล่าง”

ผู้กอบกู้ปลาทูน่าคือ “โชยุ”? ในที่สุดปลาทูน่าก็กลายเป็นพระเอกแห่งวงการอาหาร!

ซูชิหน้าโทโร่

ปลาทูน่าที่เคยผ่านช่วงเวลาถูกมองข้ามอยู่ตลอดเวลา ได้เปลี่ยนมาได้รับความนิยมเมื่อมีการถือกำเนิดขึ้นของเครื่องปรุงยุคใหม่ นั่นก็คือ โชยุ (ซอสถั่วเหลืองญี่ปุ่น) นั้นเองค่ะ โดยมีการนำเนื้อปลาทูน่าไปหมักในโชยุเพื่อถนอมอาหาร ที่เรียกว่า “ซึเกะ” (Zuke = ヅケ) และต่อมาก็ได้มีการนำปลาทูน่าหมักโชยุนี้มาใช้ทำ “ซูชิแบบปั้นมือ” หรือ “นิกิริซูชิ” จนกลายมาเป็นเมนูยอดนิยมในที่สุด

ซูชิหน้าโทโร่

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ได้รับความนิยมในเวลานั้นมีเพียงปลาทูน่าส่วนเนื้อแดงหรือ “อากามิ” (Akami = 赤身) เท่านั้น เพราะมีรสชาติเข้มข้นและกินง่าย ส่วน “โทโร่” (Toro = トロ) ซึ่งในปัจจุบันถือเป็นวัตถุดิบระดับพรีเมียมนั้น กลับถูกมองว่าเลี่ยนเกินไป อีกทั้งยังเก็บรักษาได้ยาก เพราะไขมันในเนื้อปลาทำให้โชยุไม่ซึมเข้าเนื้อเมื่อนำไปหมัก จนถูกเรียกว่า “เนโกะมาตางิ” (Neko Matagi = 猫跨ぎ) หรือ “แย่จนแมวยังไม่กิน” ในสมัยนั้น โทโร่จึงมีทางเลือกเพียงนำไปทำเป็นหม้อไฟเนงิมะ หรือไม่ก็ทิ้งไปเสียเท่านั้น เมื่อมองจากมุมมองของคนในสมัยยุคปัจจุบันแบบเราแล้ว ก็ถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากจริง ๆ เลยนะคะ

*เกร็ดความรู้*

(1) หนังสือบันทึกเหตุการณ์และเรื่องราว “เคโจเคนมงชู” (Keichokenmonshu = 慶長見聞集)

เป็นบันทึกที่รวบรวมเรื่องราวและเหตุการณ์ซึ่งผู้เขียนได้รับรู้จากการพบเห็นด้วยตนเองหรือจำมาจากคำบอกเล่าของผู้อื่น ในช่วงสมัยเคโจ (Keicho = 慶長 หรือช่วงปี ค.ศ. 1596 – ปี ค.ศ. 1615) ซึ่งเป็นช่วงสมัยต้นยุคเอโดะของญี่ปุ่น อันเป็นยุคเปลี่ยนผ่านที่สำคัญจากความวุ่นวายของยุคสมัยเซ็งโงกุ (ปี ค.ศ. 1467 – ปี ค.ศ. 1615) สู่การสถาปนาระเบียบการปกครองภายใต้รัฐบาลโชกุนโทกูงาวะ โดยเนื้อหาของหนังสือจะครอบคลุมประเด็นที่หลากหลาย ตั้งแต่เหตุการณ์ทางการเมือง การทหาร และความเคลื่อนไหวของชนชั้นปกครอง ไปจนถึงเรื่องเล่าที่สะท้อนถึงวิถีชีวิต ความเชื่อ และมุมมองของผู้คนในสังคม ด้วยเหตุนี้ หนังสือนี้จึงนับเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยให้เข้าใจบรรยากาศทางสังคมและวัฒนธรรมของญี่ปุ่นในช่วงต้นยุคเอโดะได้อย่างลึกซึ้ง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นบันทึกเหตุการณ์ซึ่งผู้เขียนได้รับรู้จากการพบเห็นหรือจำมาจากคำบอกเล่าของผู้อื่น เนื้อหาบางส่วนจึงอาจจะสะท้อนมุมมองหรือความเชื่อของคนในยุคนั้นมากกว่าข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์โดยตรง ดังนั้นนักวิชาการจึงมักนำข้อมูลจากหนังสือเล่มนี้ไปใช้เปรียบเทียบกับหลักฐานร่วมสมัยประเภทอื่น ๆ เพื่อประกอบการวิเคราะห์และตรวจสอบข้อมูลให้เกิดความถูกต้อง มากกว่าจะนำไปใช้อ้างอิงเป็นแหล่งข้อมูลเลยทันที

(2) สำนวน “เนโกะมาตางิ” (Neko Matagi = 猫跨ぎ)

เป็นสำนวนภาษาญี่ปุ่นที่มีความหมายว่า “อาหารที่ไม่น่าอร่อยจนแม้แต่แมวยังเดินข้ามไปโดยไม่กิน” โดยคำนี้ประกอบด้วยคำภาษาญี่ปุ่น 2 คำ ด้วยกัน คือ “แมว” หรือ “เนโกะ” (Neko = 猫) กับคำว่า “การก้าวข้าม” หรือ “มาตางิ” (Matagi = 跨ぎ) แต่เดิมใช้เรียกอาหารหรือปลาที่มีรสชาติไม่ดี แม้กระทั่งแมวซึ่งเป็นสัตว์ที่ใคร ๆ ต่างก็รู้กันว่าชื่นชอบในการกินปลาเป็นอย่างมาก ยังเมินไม่สนใจ แต่ทั้งนี้ในบางภูมิภาคหรือบางบริบทในภาษาญี่ปุ่นอาจใช้ในเชิงประชดประชัน เสียดสีหรือมีความหมายเฉพาะกับปลาบางชนิดค่ะ

ความนิยมของซูชิหน้าโทโร่เริ่มต้นขึ้นในยุคโชวะ!

ถ้าจะให้พูดแล้วความอร่อยของซูชิหน้าปลาโทโร่หรือหน้าปลาทูน่าเริ่มแพร่หลายสู่คนทั่วไปในช่วงทศวรรษที่ 1960 หรือในช่วงปีโชวะที่ 35–44 ซึ่งเป็นช่วงที่เทคโนโลยีการแช่แข็งได้รับการพัฒนาไปเป็นอย่างมาก ทำให้สามารถนำมาใช้เนื้อปลาทูน่าดิบมาใช้เป็นวัตถุดิบในการกินสดได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้ปลาทูน่ามีการซื้อขายในราคาที่สูงมากขึ้น กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ปลาทูน่าที่กลายเป็น “ปลาชั้นสูง” แท้จริงแล้วเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้เอง

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความนิยมในการบริโภคปลาทูน่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายประเทศ ส่งผลให้ปลาทูน่ากลายเป็นวัตถุดิบระดับพรีเมียมที่ได้รับความต้องการสูงขึ้น ในขณะเดียวกันอุตสาหกรรมปลาทูน่ายังต้องเผชิญกับความท้าทายสำคัญ ทั้งปัญหาการทำประมงเกินขนาด ความพยายามด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล และการพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงปลาทูน่า ซึ่งล้วนทำให้สถานการณ์และสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับปลาทูน่าเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา แม้ประเด็นเหล่านี้จะมีความซับซ้อน แต่สิ่งสำคัญคือการสร้างสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์และการอนุรักษ์ เพื่อให้ “วัฒนธรรมปลาทูน่า” อันเป็นมรดกที่สืบทอดกันมายาวนาน ยังคงดำรงอยู่และส่งต่อไปสู่คนรุ่นต่อไปได้อย่างยั่งยืนนัันเองค่ะ แล้วผู้อ่านทุกคนละคะชอบกินซูชิหน้าโท่โร่หรือหน้าปลามากูโร่นี้กันไหมคะ? มีร้านอะไรดีแวะมาบอกต่อด้วยนะคะ!

สรุปเนื้อหาจาก: mag.japaaan

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...