ทรัมป์อ้างเจรจาคืบหน้า ประกาศพักโจมตี 5 วัน อิหร่านปัดข่าวปลอม
อิหร่าน ปฏิเสธอย่างแข็งกร้าวว่าไม่มีการเจรจาใด ๆ กับ สหรัฐอเมริกา หลังจาก โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาเปิดเผยว่าได้มีการหารือเชิงลึกกับเจ้าหน้าที่อิหร่าน ซึ่งมีความคืบหน้าอย่างมีนัยสำคัญ จนทำให้เขาตัดสินใจ “ชะลอ” แผนโจมตีโครงข่ายพลังงานของอิหร่านออกไปเป็นเวลา 5 วัน
ท่าทีของทรัมป์สะท้อนความเชื่อมั่นต่อกระบวนการเจรจาที่เขาระบุว่าเกิดขึ้นจริง โดยเขาโพสต์ผ่าน Truth Social ว่า การพูดคุยดังกล่าวเป็นไปอย่าง “ดีมาก และมีประสิทธิผล” (very good and productive) และมีเป้าหมายเพื่อบรรลุ “การยุติความเป็นปรปักษ์อย่างสมบูรณ์ในตะวันออกกลาง”
ต่อมา ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวเพิ่มเติมก่อนเดินทางจากรัฐฟลอริดาไปยังเมืองเมมฟิส โดยย้ำว่า
-การหารือมีความ “เข้มข้นอย่างยิ่ง” (very, very strong talks)
-ทั้งสองฝ่ายมี “จุดที่เห็นพ้องต้องกันจำนวนมาก” และถึงขั้นกล่าวว่า “แทบจะทุกประเด็น”
-การเจรจาครั้งนี้แตกต่างจากที่ผ่านมา เพราะ “อิหร่านเอาจริง” (they mean business)
ทรัมป์ยังระบุด้วยว่า บุคคลที่ทำหน้าที่เจรจาในนามสหรัฐ ได้แก่ สตีฟ วิทคอฟฟ์ และ จาเร็ด คุชเนอร์ ซึ่งทั้งสองได้พบปะกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านอย่างต่อเนื่องจนถึงช่วงค่ำวันอาทิตย์ และยังคงเดินหน้าหารือต่อในวันถัดมา
เขายังกล่าวในลักษณะชี้นำว่า สหรัฐกำลังเจรจากับ “บุคคลที่มีอิทธิพลและได้รับความเคารพสูงสุด” ในอิหร่าน แม้จะไม่ได้เปิดเผยชื่อโดยตรงก็ตาม
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายอิหร่านตอบโต้ทันที โดย โมฮัมหมัด บาเกอร์ กอลิบาฟ ระบุว่าไม่มีการเจรจาใดเกิดขึ้น พร้อมเรียกคำกล่าวของทรัมป์ว่าเป็น “ข่าวปลอม” ที่มีเป้าหมายเพื่อบิดเบือนตลาดการเงินและราคาน้ำมัน
ขณะเดียวกัน กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ย้ำว่าคำกล่าวของทรัมป์เป็นเพียง “ปฏิบัติการทางจิตวิทยา” ที่ไม่มีผลต่อท่าทีของอิหร่าน พร้อมประกาศเดินหน้าโจมตีเป้าหมายของสหรัฐต่อไป
แหล่งข่าวยุโรประบุว่า แม้ไม่มีการเจรจาโดยตรง แต่มีประเทศตัวกลาง เช่น อียิปต์ ปากีสถาน และรัฐอ่าวอาหรับ ทำหน้าที่ส่งสารระหว่างกัน และมีความเป็นไปได้ที่จะจัดการเจรจาโดยตรงในกรุงอิสลามาบัดภายในสัปดาห์นี้
ด้าน เบนจามิน เนทันยาฮู เปิดเผยว่า อิสราเอล จะยังคงปฏิบัติการทางทหารใน เลบานอน และอิหร่านต่อไป แต่ยอมรับว่าทรัมป์มองเห็นโอกาสใช้ “ความได้เปรียบทางทหาร” เพื่อผลักดันไปสู่ข้อตกลงทางการเมือง
ในมิติพลังงาน อิหร่านยังคงควบคุม ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งมีสัดส่วนการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติราว 20% ของโลก โดยยืนยันว่าจะไม่เปิดเส้นทางดังกล่าว จนกว่าสหรัฐและอิสราเอลจะยุติการโจมตี
ความเคลื่อนไหวของทรัมป์ส่งผลต่อตลาดโลกทันที โดยราคาน้ำมันปรับตัวลดลงต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และตลาดหุ้นฟื้นตัว หลังจากก่อนหน้านี้เผชิญแรงกดดันจากความเสี่ยงสงคราม
ทั้งนี้ ความขัดแย้งที่เริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 2,000 ราย และยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อเสถียรภาพด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป