ทวงคืน ‘สัตว์หน้าดินพื้นทะเล’ สิ่งเล็ก ๆ ที่ยิ่งใหญ่ ในห่วงโซ่ระบบนิเวศ ที่หายไปจาก EHIA แลนด์บริดจ์!
เปิดข้อมูลหักล้าง EHIA ท่าเรือน้ำลึก ‘แลนด์บริดจ์’ นักวิทยาศาสตร์ทางทะเล- องค์กรด้านสิ่งแวดล้อม-ภาคประชาชน ร่วมทีมศึกษา ย้ำพบ ความหลากหลายสัตว์หน้าดินพื้นทะเล 447 ชนิด 1,884 ตัว ต่อ ตร.ม. ขณะที่ EHIA เจอแค่ 1 ชนิด 7 ตัว ต่อ ตร.ม. ชี้ ข้อมูลรัฐไม่สะท้อนความจริง จี้ทบทวน ฟังเสียงนักวิชาการ ชุมชน ดึงข้อมูลร่วมพิจารณา ก่อนตัดสินใจ
เมื่อวันที่ 10 พ.ค. 69 มูลนิธิเพื่อสันติภาพเขียว (กรีนพีช เอส อี เอ) ร่วมกับ ศูนย์เรียนรู้วิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW), Beach for Life และ ภาคใต้สีเขียว ร่วมศึกษาประชาคมสัตว์หน้าดินพื้นทะเล โดยเป็นการศึกษาด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของชาวบ้าน บริเวณโครงการพัฒนาท่าเรือระนองแห่งใหม่ แหลมอ่าวอ่าง และ ดอนตาแพ้ว อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง
พร้อมทั้งได้เปิดเผยผลการศึกษา ต่อประชาคมชาวจังหวัดระนอง ซึ่งมีตัวแทนภาคส่วนต่าง ๆ ทั้ง ประมงพาณิชย์, ประมงพื้นบ้าน, ชาวเล ผู้ประกอบการท่องเที่ยว ครู นักเรียน ที่สนใจในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม
เปิดข้อมูลหักล้าง EHIA แลนด์บริดจ์ :
พบ สัตว์หน้าดินพื้นทะเล มากกว่าใน EHIA กว่า 400 เท่า
ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง นายกสมาคมวิทยาศาสตร์ทางทะเลแห่งประเทศไทย และคณะ เปิดผลการศึกษาดังกล่าว จากการเก็บตัวอย่าง ค้นหาสัตว์ทะเลหน้าดินจากตะแกรงร่อน บริเวณ 10 สถานี (แหลมอ่าวอ่าง และดอนตาแพ้ว) ซึ่งพบกว่า 100 ชนิด และการเจาะลึกทะลวงชั้นนิเวศวิทยา เก็บตัวอย่างคัดกรองละเอียด จนถึงถอดรหัสลงลึกในห้องปฏิบัติการเพื่อประเมินความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ พบความหลากหลายของสัตว์หน้าดินพื้นทะเล 447 ชนิด 1,884 ตัว ต่อ ตร.ม.
ข้อมูลที่พบถือว่าหักล้างสิ่งที่ปรากฏในรายงาน การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หรือ EHIA โครงการแลนด์บริดจ์ชุมพร-ระนอง ที่พบเพียง 1 ตัว 7 ชนิด ต่อ ตร.ม. สะท้อนว่าข้อมูลรัฐไม่สะท้อนความจริง และ ความถูกต้องตั้งแต่แรก
“มันสะท้อนให้เห็นว่าเราไม่ได้ใช้ข้อมูลที่ถูกต้องในการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพราะต้นทางข้อมูลที่ได้มาไม่ถูกต้อง ซึ่งมันตรงข้ามกับสิ่งที่เราเห็นว่าที่นี่ไม่ใช่ผลกระทบน้อย ๆ นะ และที่นี่คือระบบนิเวศทางทะเลที่ดีที่สุดของประเทศเลย ตอนนี้กล้าพูดอย่างนี้เลย เพราะไม่มีงานวิจัยใดที่ศึกษาสัตว์หน้าดินพื้นทะเลที่มีความหลากหลาย และมีความสมบูรณ์ขนาดนี้ พื้นที่แห่งนี้ยังเป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญ เรียกว่าพื้นที่ชั้นครู หรือพื้นที่ครูบาอาจารย์ เขาศึกษามาเป็น 40 ปี สอนนิสิตนักศึกษาในหลายมหาวิทยาลัย”
ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง
สิ่งเล็ก ๆ ที่ยิ่งใหญ่ คุณค่า ‘สัตว์หน้าดินพื้นทะเล’
ความสมบูรณ์ระบบนิเวศ สู่ความมั่นคงทางอาหาร
อาจมีคำถามว่า การเจอสัตว์หน้าดิน พวกไส้เดือนทะเลเหล่านี้ กินไม่ได้ ขายไม่ได้ แล้วมันจะมีประโยชน์อะไรนักหนา ? เรื่องนี้ ศักดิ์อนันต์ อธิบายว่า ระบบนิเวศป่าชายเลน หรือระบบนิเวศปากแม่น้ำ เป็นระบบนิเวศที่สายใยอาหาร เริ่มต้นมาจากซากพืชซากสัตว์ ถูกตะกอนถูกพัดพามารวมกัน แล้วตัวไส้เดือนทะเลเหล่านี้ เป็นตัวที่กินซากพืชซากสัตว์ แปลงเอาสารอินทรีย์ที่ตกอยู่ใต้พื้นทะเลขึ้นมาเป็นเนื้อหนังของสิ่งมีชีวิต เนื้อหนังของไส้เดือนทะเล รวมถึงอีกหลากหลายชนิด แล้วก็กลายเป็นอาหารที่สำคัญ มันอาจไม่ใช่อาหารคน แต่เป็นอาหารของ กุ้ง หอย ปูปลาบริเวณนั้น ที่หากินตามหน้าดินตรงนั้น ไม่ได้มีหญ้าทะเล ไม่มีปะการัง เป็นพื้นโคลนปนทรายที่มีธาตุอาหาร แต่ที่นี่ คือ ที่อยู่ของไส้เดือนทะเลตัวเล็ก ๆ
กุ้ง หอย ปู ปลา ถึงได้ชุกชุมในบริเวณนั้น นั่นเป็นสาเหตุที่ตอนไปเก็บตัวอย่างภาคสนาม จึงเห็นเรือหางยาวเป็นร้อย ๆ ลำอยู่ตรงนั้น เพื่อไปเก็บกุ้งแชบ๊วย แต่ข้อมูลพวกนี้ไม่ได้อยู่ในรายงานการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมด้วยซ้ำ
“จริง ๆ ชาวประมงเยอะขนาดนั้น ทำการประมงบริเวณนั้น บริเวณที่จะทำท่าเรือน้ำลึก คือบริเวณที่เป็นดอนตาแพ้ว เป็นแหล่งประมง นั่นคือเหตุผลว่าทำไมถึงมีกุ้งแชบ๊วยเยอะ ทำไมถึงมีปูม้าเยอะ ก็เพราะว่ามีกลุ่มสัตว์ทะเลหน้าดินเหล่านี้เป็นอาหาร ถ้าสัตว์หน้าดินเหล่านี้ไม่เยอะขนาดนี้ พวกกุ้งหอยปูปลาก็จะไม่เยอะเหมือนที่เราเห็นกัน เพราะฉะนั้นระนองเป็นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศ เป็นบริเวณที่สนับสนุนสัตว์ทางเศรษฐกิจจำนวนมากจริง ๆ”
ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง
หากไปไล่ดูจริง ๆ นักวิชาการ ก็ย้ำว่า ยังมีข้อมูลที่ตกสำรวจ ที่ชาวบ้านจับปูม้าได้แล้วส่งกรุงเทพฯ เพราะหลังจากที่มีโอกาสคุยกับประมงชายฝั่งหลายเจ้า ที่มีระบบพ่อค้าคนกลางมาช่วยรวบรวม ต้มและส่งอาหารทะเลไปขายกรุงเทพฯ จำนวนมหาศาล ปูม้าสด ๆ มาจากที่นี่ กุ้งแชบ๊วยสด ๆ มาจากระนองทั้งนั้น
“ปลาที่อยู่ตามหน้าดินต่าง ๆ เยอะเลย ที่เห็นชัด ๆ อย่างปลากระดี่ ปลากระเบน ปลาทราย ปลาจวด ปลากะพง ปลาเก๋า พวกนี้อยู่ตามหน้าดินทั้งนั้น และจริง ๆ ไม่ใช่แค่ตัวปลาที่กินหนอนนอนทะเลโดยตรง คือ หนอนทะเลอาจจะโดนกินโดยปลาเล็ก แต่จริง ๆ ปลาใหญ่ กลุ่มปลาอินทรีย์ ก็เข้ามากินต่อเป็นอีกสายใยอาหาร อีกชั้นหนึ่งด้วยซ้ำ ปลาทะเลเกือบทุกชนิดที่ทางระนอง เป็นปลาที่กินสัตว์ทะเลหน้าดินเป็นอาหาร มันไม่ใช่ปลาที่อยู่ไกลจากทะเลชายฝั่งไปจะเป็นปลา ที่เรียกว่า ปลากลางน้ำ จะกินแพลงตอนพืช แพลงตอนสัตว์เป็นอาหาร แต่ปลาที่อยู่ใกล้ฝั่งเรา ส่วนใหญ่จะกินสัตว์ทะเลหน้าดินเป็นอาหารเกือบทุกชนิด ไม่ใช่เฉพาะพวกปูกับกุ้งแชบ๊วย คือทุกชนิดที่อยู่บริเวณนี้ กินสัตว์หน้าดิน”
ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง
สิ่งที่หายไปจากความจริงพื้นที่
สิ่งที่ควรรู้ แต่กลับไม่ถูกนำมาประกอบเป็นองค์ความรู้เพื่อมาใช้ในการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลย เป็นเรื่องของระบบนิเวศ แค่ใส่ใจกับมัน แล้วศึกษาหาความรู้ที่แท้จริง เพื่อไปใช้ในการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม คือสิ่งที่ ศักดิ์อนันต์ ย้ำ ให้เห็นถึงปัญหาการจัดทำ EHIA ท่าเรือแลนด์บริดจ์ เพราะยังมีอีกหลายเรื่องที่ไม่ได้พูดถึง และสะท้อนว่า ตกลงรัฐได้ข้อมูลจริงไหม ทั้งในมิติของลูกสัตว์น้ำวัยอ่อน เหล่านี้คือเชิงนิเวศ เรื่องกระแสน้ำการพัดผ่านตะกอน เรื่องของเส้นทางเดินเรือ
“อีกหลายเรื่องซึ่งมันทำให้เกิดข้อกล่าวหาว่าจริง ๆ แล้ว กำลังใช้องค์ความรู้ที่ครบถ้วนถูกต้องหรือเปล่ามาใช้ในการประเมินผลผลกระทบสิ่งแวดล้อม มันมีแต่ตัวเลขที่เป็นตัวเลขทางเศรษฐกิจที่คิดมา ก็ไม่มั่นใจเหมือนกันว่าคิดถูกหรือเปล่า ขนาดองค์ความรู้ที่ควรจะรู้ยังถูกนำมาพิจารณา แม้แต่ศักยภาพถ้าในเชิงเศรษฐกิจ ถ้าเรามองมิติทางเลือกอื่น ๆ ที่ไม่ใช่แลนด์บริดจ์ ทางเลือกของการนำเสนอเป็นพื้นที่มรดกโลก ซึ่งเราสามารถรักษาทรัพยากรเราไว้ได้เปิดโอกาสให้มีการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน สร้างรายได้ทางเศรษฐกิจทั้งมิติการประมงพื้นบ้าน ประมงพาณิชย์ การท่องเที่ยวโอกาสที่เราจะสร้างรายได้เท่าไหร่ ก็ไม่ถูกเอามาคิดเอามาพิจารณาชั่งน้ำหนักระหว่างสองด้าน ด้านหนึ่งเรารักษาระบบนิเวศชาวบ้านอยู่ได้ เศรษฐกิจสังคมอยู่ได้ กับอีกด้านหนึ่งทำลายเศรษฐกิจทรัพยากรที่ดีที่สุดของประเทศและของโลกด้วยซ้ำไป เพื่อไปสู่กิจกรรมอะไรสักอย่าง ที่ไม่รู้ ที่คนไทยก็ไม่ได้ถนัด อยู่ในมือต่างชาติทั้งนั้นเลย”
ศักดิ์อนันต์ ปลาทอง
ในมุมของ อัมรินทร์ สายจันทร์ นักกฎหมาย มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) ก็มองว่า การประเมินและมีข้อมูลในรายงาน EHIA แค่ 1 ชนิด 7 ตัว แน่นอนส่วนหนึ่งก็คงเป็นการประเมินเพื่อให้มันไปต่อได้แค่นั้น เพราะถ้าตัวเลขสูงมาก ๆ ก็อาจจะทำให้ต้องหยุดกันตั้งแต่เริ่มทำรายงานด้วยซ้ำ การที่ตัวเลขออกมาอย่างนี้ทำให้ข้อมูลการตั้งต้นที่นำไปถึงคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) ที่กำลังพิจารณาก็จะผิดเพี้ยนไปทั้งหมด
คำถามก็คือว่าเรากำลังจะเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ โดยเฉพาะท่าเรือฝั่งระนอง ไปบนพื้นฐานข้อมูลที่ข้อมูลเท็จที่ไม่เป็นความจริง แล้วจะประเมินมูลค่าความเสียหายมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จะต้องสูญเสียไป โดยบอกว่าโครงการพัฒนาก็ต้องมีความเสียหายต้องยอมแลก ที่กำลังพูดถึงตัวเลขหลักหน่วยหลักพัน หลักล้าน ที่ไม่ตรงกันเลย
“เพราะฉะนั้นสิ่งที่มันจะต้องเร่งทบทวนเมื่อข้อมูลตรงนี้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะแล้ว รัฐควรจะหยุดสิ่งที่กำลังพิจารณาอยู่ หยุดอ่านรายงานที่มันเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้องแล้วรับฟังข้อมูลของทั้งชุมชนนักวิชาการที่ได้ช่วยกันตรวจสอบแล้วตรงนี้ ถือเป็นโครงการที่เรียกว่าภาคประชาชนช่วยรัฐทำงานอยู่ ลงไปดำน้ำ ไปเก็บตัวอย่างมาวิเคราะห์ให้เรียบร้อยช่วยทาง คชก.อ่านรายงานกันทุกหน้า ว่ามันมีปัญหาอะไรบ้าง ทุกคนเป็นห่วงว่าไม่อยากให้ความสูญเสียมันเกิดขึ้น เพราะว่าเกิดขึ้นแล้วมันเป็นความสูญเสียที่ไม่สามารถย้อนกลับไปได้อีกอีกแล้ว”
อัมรินทร์ สายจันทร์
หวังคณะกรรมการฯ นำข้อมูลไปประกอบการพิจารณา ก่อนตัดสินใจ
นักกฎหมาย EnLAW ยังมองว่า ในส่วนคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์ ที่นายกฯ ตั้ง เอกนิติ นิติฑันฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กระทรวงการคลัง เป็นประธานนั้น ไม่ได้เป็นกระบวนการตามกฏหมายเสียทีเดียว หากไปอ่านดูก็เหมือนอาจจะเป็นการชะลอกระแสแรงคัดค้านหรือข้อมูลต่าง ๆ ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องโครงการแลนด์บริดจ์ แต่ก็ยังไม่แน่ใจ หรือเห็นถึงความจริงใจที่ข้อมูลจะถูกนำไปพิจารณา
ถ้ารัฐบาลเองหรือคณะกรรมการฯ ที่ตั้งขึ้นไปเปิดอ่านข้อมูลในเว็บไซต์โซเชียลต่าง ๆ มีคนให้ข้อมูลไว้เยอะแยะมากมาย นักวิชาการทางด้านทะเล ด้านโลจิสติกส์ ความมั่นคงต่าง ๆ ทุกเสียง ต่างให้ความเห็นตรงกันว่ามันเป็นโครงการที่ไม่คุ้มค่า และเป็นความสูญเสียที่รุนแรงมาก ๆ อาจไม่จำเป็นต้องตั้งคณะกรรมการฯ ให้เสียเวลาแล้วมันสามารถตัดสินเลยได้ด้วยซ้ำ
“เมื่อตั้งคณะกรรมการฯ ขึ้นมาพิจารณาแล้ว เราก็หวังว่าข้อมูลที่ภาคประชาชนนักวิชาการเปิดขึ้นมาแล้วจะถูกนำเข้าไปเพื่อพิจารณาอย่างตรงไปตรงมา รวมถึงในส่วนของกระบวนการที่กำลังดำเนินไป เช่น การพิจารณาของ คชก.ก็ควรที่จะต้องยุติ ชะลอระงับไว้ไม่ใช่คณะ 90 วัน ก็ทำไป คชก.ก็เดินหน้าอ่านรายงานไป ทั้ง ๆ ที่เป็นรายงานที่มีข้อมูลไม่ถูกต้องเยอะแยะจริง ๆ ไม่ใช่แค่เรื่องสัตว์หน้าดิน แต่การประเมินเรื่องมูลค่าประมงพื้นบ้าน ประมงพาณิชย์อะไรต่าง ๆ ผลกระทบเรื่องการท่องเที่ยวก็เขียนไว้แบบเบาบางมาก อ้างจะกระทบแค่เรื่องทัศนียภาพอะไรต่าง ๆ รวมถึงจริง ๆ รายงานฉบับนี้ประเมินผลกระทบแบบตัดตอน บอกว่าอันนี้ประเมินเฉพาะในช่วงที่จะมีการขุดลอกและถมดิน ถมเพื่อสร้างท่าเรือ แต่ยังไม่ได้ประเมินรวมถึงในช่วงของการทำท่าเรือและเดินเรือว่าผลกระทบระยะยาวเป็นยังไง”
อัมรินทร์ สายจันทร์
นอกจากนี้ การให้ข้อมูลจากภาคประชาชน ภาคส่วนต่าง ๆ ในพื้นที่ ได้ให้ข้อมูลที่หลากหลาย ถึงเรื่องการกัดเซาะชายฝั่ง การเปลี่ยนแปลงความเร็วของน้ำ หรือว่าการต้องขุดลอกร่องน้ำ ไม่ใช่แค่ทำปีละครั้งด้วยซ้ำ คนที่รู้จักพื้นที่ตรงนี้ บอกเลยว่า อาจจะต้องทุกเดือน หรือทุกสัปดาห์ด้วยซ้ำ เพราะว่าร่องน้ำการเดินเรือ ก็จะตื้นขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยสภาพของทะเลในพื้นที่เหล่านี้ข้อมูลเหล่านี้ชัดมากพอที่จะหยุดได้เลย
“เราคิดว่าคณะกรรมการฯ มีข้อมูลพอแล้ว ก็ตัดสินใจได้เลย อยากให้ทบทวนตรงนี้ แล้วก็กลับมาฟังคนในพื้นที่ เปิดพื้นที่เปิดข้อมูลที่เป็นข้อมูลข้อเท็จจริง ค่อยมาออกแบบร่วมกัน”
อัมรินทร์ สายจันทร์
- อ่านเพิ่ม : รายงานผลการศึกษาประชาคมสัตว์หน้าดินพื้นทะเล บริเวณโครงการพัฒนาท่าเรือระนองแห่งใหม่ แหลมอ่าวอ่าง และ ดอนตาแพ้ว อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง
Ranong_Benthic_Biodiversity_(2)ดาวน์โหลด