สีหศักดิ์แจงทูต ย้ำจุดยืนไทย ‘ไม่เห็นด้วย’ กรณีกัมพูชายื่นใช้กลไกประนอมภาคบังคับ
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวกรณีกัมพูชาเข้าสู่กลไกบังคับของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) เมื่อวานนี้ (5 มิถุนายน) หลังมีการบรรยายสรุปให้คณะผู้แทนสถานทูตต่างๆ ได้รับทราบ
สีหศักดิ์ระบุว่า ฝ่ายกัมพูชาได้ยื่นเรื่องเกี่ยวกับอาณาเขตทางทะเล เข้าสู่กระบวนการที่เรียกว่า ‘การประนอมภาคบังคับ’ (Compulsory Conciliation) ซึ่งเรื่องนี้ทางฝ่ายกัมพูชาได้ประกาศอย่างเป็นทางการในการแถลงข่าวของ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาที่กรุงพนมเปญ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมา ก่อนที่จะประกาศแจ้งทางฝ่ายไทยอย่างเป็นทางการ
เหตุผลที่ฝ่ายกัมพูชาอ้างในการที่จะเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับคือ ประเทศไทยได้ยกเลิก MOU 44 ทำให้ไม่มีช่องทางที่จะเจรจาทวิภาคีระหว่าง 2 ฝ่าย จึงมีความจำเป็นที่จะต้องไปสู่กระบวนการนี้ ซึ่งจุดยืนดังกล่าวทำให้ฝ่ายไทยประหลาดใจ โดยรองนายกฯ ระบุว่า ในการพูดคุยชี้แจงกับฝ่ายกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นระดับระหว่างนายกรัฐมนตรี หรือระดับระหว่างรองนายกฯ ที่เซบู ประเทศฟิลิปปินส์ ในช่วงการประชุมสุดยอดของผู้นำอาเซียนครั้งล่าสุด ฝ่ายไทยได้ชี้แจงเหตุผลอย่างชัดเจนว่า ที่ไทยยกเลิก MOU 44 นั้นก็เพราะว่าเป็นเวลา 20 กว่าปีที่ MOU ฉบับนี้ไม่มีความคืบหน้า ด้วยเหตุผลหลายประการด้วยกัน
อีกทั้งทางกัมพูชาก็เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล เพราะฉะนั้นทั้ง 2 ฝ่ายน่าที่จะพูดคุยเรื่องเขตแดนทางทะเลและไหล่ทวีป ภายใต้กติกาของ UNCLOS โดยพูดคุยกันแบบทวิภาคีก่อน ถ้าเราคุยกันแล้วไม่มีความคืบหน้า ค่อยมาดูว่ามีขั้นตอนต่อไปยังไงในกลไก UNCLOS บ้าง
รองนายกฯ ยังอธิบายว่า ก่อนที่จะไปสู่การประนอมภาคบังคับ ก็มีการประนีประนอมโดยสมัครใจที่ทั้ง 2 ฝ่ายมาพูดคุยกันว่าเงื่อนไข กติกาของการประนีประนอมนั้นจะเป็นอย่างไร แต่ฝ่ายกัมพูชากลับไปสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับเลย โดยอ้างว่า ไม่มีประตูหรือไม่มีลู่ทางที่จะเจรจาแล้ว ทั้งที่ฝ่ายไทยได้ชี้แจงไปว่า การยกเลิก MOU 44 นั้นก็เพื่อที่เราจะได้ ‘เริ่มต้นการเจรจาทวิภาคีในบริบทใหม่’ นี่คือ สิ่งแรกที่ฝ่ายไทย ‘ไม่เห็นด้วย’
ประการที่ 2 คือ สิ่งที่ฝ่ายไทยไม่เห็นด้วยกับ ‘ขอบเขตของกระบวนการประนอมภาคบังคับ’ ที่ฝ่ายกัมพูชาเสนอมา 2 ประการ ได้แก่ (1) ทำในเรื่องของการกำหนดเขตแดนทางทะเลและไหล่ทวีปตลอดแนวถ้าเป็นไปได้
(2) ถ้ายังไม่สามารถพูดคุยกันในเรื่องของเขตแดนทางทะเลได้ ก็เสนอให้มีมาตรการชั่วคราวในการทำการพัฒนาร่วมกัน (JDA) การแบ่งปันทรัพยากรน่านน้ำร่วมกัน ระหว่างที่ยังไม่มีข้อตกลงเกี่ยวกับเขตแดนทางทะเล
ซึ่งฝ่ายไทยเห็นว่า การไปสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับควรที่จะจำกัดเฉพาะเรื่องของเขตแดนทางทะเลและไหล่ทวีปให้ชัดเจน ถ้าทำดีที่สุดอาจจะไม่มีเขตทับซ้อน ไม่มีความจำเป็นต้องมี JDA แต่ว่าการจะคุยเรื่องการพัฒนาร่วมนั้น ขณะนี้ไม่ได้อยู่ในกรอบของกระบวนการประนอมภาคบังคับ เรื่องนี้ต้องคุยกันก่อนระหว่างไทยกับกัมพูชาว่า เราจะให้กระบวนการนี้มีหน้าที่ตรงนี้หรือไม่ นี่คือประเด็นที่ 2 ที่ฝ่ายไทย ‘ไม่เห็นด้วย’
รองนายกฯ ยังกล่าวถึงความไม่สบายใจ ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเจตนารมณ์ร่วมกันของทั้ง 2 ฝ่ายที่เคยหารือกันในระดับนายกรัฐมนตรีว่า จะฟื้นฟูความสัมพันธ์แบบค่อยเป็นค่อยไป สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ และเน้นกระบวนการพูดคุยระหว่างกันในทุกเรื่อง ที่เป็นปัญหาอุปสรรคต่อความสัมพันธ์ขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นเขตแดนทางทะเล เขตแดนทางบก หรือประเด็นเกี่ยวกับชายแดน
เพราะฉะนั้นการตัดสินใจของกัมพูชา ทางเลือกของกัมพูชาที่เสนอเรื่องไปสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับ รองนายกฯ จึงเห็นว่า ‘ไม่สอดคล้อง’ กับเจตนารมณ์ที่ผู้นำของทั้ง 2 ประเทศได้พูดคุยกัน ทำให้เรื่องต่างๆ ที่ฝ่ายไทยอยากจะคุยกับกัมพูชาในเรื่องของการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ เรื่องการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับชายแดนทั้งหลาย อาจจะต้องมีการกลับมาทบทวนพิจารณากันใหม่อีกครั้งหนึ่ง
สีหศักดิ์กล่าวโดยสรุปว่า ฝ่ายไทยต้องชี้แจงไปก่อนว่า ประเทศไทยมีความเห็นอย่างไรต่อการที่กัมพูชาได้ยื่นเรื่องเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับ
- ฝ่ายไทย ‘ไม่เห็นด้วย’ กับเหตุผลที่ฝ่ายกัมพูชาให้ว่าการเจรจามันจบแล้ว ซึ่งไม่ใช่ แต่เจตนาของฝ่ายไทยที่ยกเลิกก็เพื่อให้มีการเจรจาใหม่
- ฝ่ายไทย ‘ไม่เห็นด้วย’ กับขอบเขตอำนาจของกระบวนการประนีประนอม ซึ่ง ‘ควรจะจำกัด’ เฉพาะในเรื่องของเขตแดนทางทะเล ไม่ควรจะไปพูดคุยในเรื่องของการพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน
กระบวนการหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร
สีหศักดิ์ชี้แจงว่า หลังจากนั้นเมื่อเข้าสู่กระบวนการแล้ว ฝ่ายไทยก็คงจะต้องมีการเสนอชื่อผู้ประนีประนอม ภายใน 21 วัน โดยกัมพูชายื่นเรื่องแจ้งผู้ประนีประนอมของเขา 2 คน แล้วฝ่ายไทยก็ต้องแจ้งผู้ประนีประนอมของเราอีก 2 คน ซึ่งฝ่ายไทยก็มีชื่ออยู่แล้ว โดยเราได้พิจารณากันพร้อมแล้ว ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระหว่างประเทศที่มีประสบการณ์ มีชื่อเสียง และมีความเชี่ยวชาญ
เพราะฉะนั้นฝ่ายไทยก็พร้อมในขั้นต่อไปที่จะแจ้งรายชื่อของเรา หลังจากนั้นคณะผู้ประนีประนอมทั้ง 2 ฝ่าย (2 คนจากฝั่งกัมพูชา และ 2 คนจากฝั่งไทย) ก็ต้องมาคุยกันเพื่อหาคนที่ 5 ที่จะเป็นประธานและเป็นคนกลางพอเสร็จแล้วอาจจะใช้เวลาสัก 1 เดือนหรือเดือนกว่า คณะประนีประนอมก็จะทำหน้าที่พูดคุยกันเอง ทำหน้าที่พูดคุยกับประเทศที่เกี่ยวข้องนั่นคือ ไทยกับกัมพูชา
ส่วนคำถามที่ว่า กระบวนการนี้จะใช้เวลาเท่าไร กรณีที่ผ่านมาที่มีการดำเนินการภายใต้กระบวนการประนอมภาคบังคับคือ กรณีระหว่างติมอร์เลสเตกับออสเตรเลีย ใช้เวลา 2 ปีกว่า สำหรับกรณีของไทยกับกัมพูชานั้น เราก็ไม่รู้จะใช้เวลาเท่าไหร่ แต่สิ่งแรกคือ เราต้องแสดงความ ‘ไม่เห็นด้วย’ ของไทยต่อกระบวนการนี้ โดยเฉพาะเหตุผลที่ฝ่ายกัมพูชาใช้ในการยื่นเรื่องเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับ รวมถึงไทย ‘ไม่เห็นด้วย’ กับขอบเขตหน้าที่ของกระบวนการดังกล่าวนี้
อ้างอิง:กระทรวงการต่างประเทศ / Facebook LIVE