เจาะเทรนด์มัตฉะ! เพราะอะไรถึงกลายเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมของคนยุคนี้?
LSA Thailand
อัพเดต 17 มิ.ย. เวลา 14.15 น. • เผยแพร่ 17 มิ.ย. เวลา 07.15 น. • Lifestyle Asia Thailandผ่านมาไม่กี่ปีมัตฉะค่อยๆ ขยับจากเมนูทางเลือกในคาเฟ่มาเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่หลายคนตั้งใจออกไปดื่มโดยเฉพาะ จากมัตฉะลาเต้ธรรมดาวันนี้เรามีทั้งมัตฉะน้ำมะพร้าว มัตฉะสตรอว์เบอร์รี มัตฉะยูซุ มัตฉะครีม มัตฉะซอฟต์เสิร์ฟ ไปจนถึงขนมหวานแทบทุกชนิดที่มีเวอร์ชั่นมัตฉะเป็นของตัวเอง คำถามคือทำไมชาเขียวบดละเอียดจากญี่ปุ่นถึงกลายเป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่จำนวนมากยอมจ่ายแพงขึ้น รอคิวนานขึ้น และให้ความสนใจมากกว่าการเป็นแค่เครื่องดื่มหนึ่งแก้ว คำตอบอาจไม่ใช่แค่เพราะมัตฉะอร่อย แต่เพราะมัตฉะกำลังยืนอยู่ตรงกลางระหว่างอาหาร ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ ความสวยงาม และวัฒนธรรมโซเชียล
มัตฉะไม่ได้เป็นแค่ชา แต่กลายเป็นความรู้เรื่องรสชาติ
สิ่งที่ทำให้มัตฉะแตกต่างจากเครื่องดื่มยอดฮิตหลายเมนูคือมีเบสที่สามารถไปแปรรูปเป็นอย่างอื่นได้อย่างแนบเนียน ทั้งยังมีเรื่องราวที่ละเอียดและกระบวนการอันซับซ้อน มัตฉะไม่ได้เริ่มจากผงสีเขียวธรรมดาแต่โดยทั่วไปหมายถึงชาที่ทำจากใบชาที่ปลูกในร่มก่อนเก็บเกี่ยว ผ่านกระบวนการนึ่ง อบแห้งโดยไม่ม้วนใบ และบดเป็นผงละเอียด ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้มัตฉะต่างจากชาเขียวผงทั่วไป เมื่อผู้บริโภคเริ่มรู้เรื่องนี้มากขึ้น การดื่มมัตฉะจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่คำว่า “หวานน้อย” หรือ “ใส่นมอะไร” อีกต่อไป หลายคนเริ่มสนใจว่าใบชามาจากพื้นที่ไหน ใช้เกรดอะไร กลิ่นเป็นแบบไหน รสขมมากน้อยแค่ไหน และเหมาะกับการชงแบบไหน ทำให้มัตฉะกลายเป็นพื้นที่ให้คนรู้สึกว่าตัวเองกำลังเลือกอะไรบางอย่างอย่างมีรสนิยม
มัตฉะคือ Small Luxury ที่คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้
ปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้ว่าค่าครองชีพสูงขึ้นมาก หลายคนอาจไม่ได้ซื้อของชิ้นใหญ่ได้บ่อยเหมือนเดิมไม่ว่าจะบ้าน รถยนต์ หรือกระเป๋าแบรนด์เนม อาจกลายเป็นสิ่งที่ต้องคิดหนัก แต่เครื่องดื่มดีๆ หนึ่งแก้วยังเป็นความสุขที่สามารถจับต้องได้ในชีวิตประจำวัน นี่คือเหตุผลที่มัตฉะแก้วละหลักร้อยสามารถกลายเป็น Small Luxury ของคนเมืองได้อย่างไม่ยาก ที่แม้จะแพงกว่าเครื่องดื่มทั่วไป แต่ยังไม่แพงเกินกว่าจะซื้อให้ตัวเองในวันที่เหนื่อยล้าหรืออยากเติมความสดชื่นได้ สำหรับบางคนมัตฉะหนึ่งแก้วจึงไม่ใช่แค่ชา แต่เป็นรางวัลเล็กๆ หลังเลิกงาน เป็นช่วงพักระหว่างวัน หรือเป็นวิธีบอกตัวเองว่า “วันนี้ขอดูแลตัวเองหน่อย”
Wellness ทำให้มัตฉะมีความหมายมากกว่าเครื่องดื่ม
อีกเหตุผลที่ทำให้มัตฉะได้รับความนิยมคือการที่มันสอดคล้องกับวัฒนธรรม Wellness ของคนรุ่นใหม่ ผู้บริโภคจำนวนมากไม่ได้มองสุขภาพเป็นเรื่องของการรักษาตัวเมื่อป่วยเท่านั้น แต่เริ่มมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน สิ่งที่กิน สิ่งที่ดื่ม วิธีออกกำลังกาย การพักผ่อน และภาพลักษณ์ของการดูแลตัวเองกลายเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงกัน มัตฉะจึงถูกมองว่าเป็นเครื่องดื่มที่อยู่ระหว่าง “คาเฟอีน” และ “สุขภาพ” เพราะมันให้พลังงานแบบนุ่มนวลกว่าเครื่องดื่มบางประเภท มีภาพลักษณ์ที่สะอาด เป็นธรรมชาติ และดูเข้ากับไลฟ์สไตล์ที่ผู้คนอยากมี แต่ไม่ได้แปลว่ามัตฉะทุกแก้วจะดีต่อสุขภาพเสมอไป เพราะหลายเมนูอาจมีน้ำตาล นม หรือครีมในปริมาณสูง แต่ในเชิงภาพลักษณ์มัตฉะถูกวางอยู่ในพื้นที่ของการดูแลตัวเองมากกว่าเครื่องดื่มหวานทั่วไปจริงๆ และปัจจุบันที่ Wellness กลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตน มัตฉะจึงไม่ได้ขายแค่รสชาติ แต่ขายความรู้สึกว่าเรากำลังเลือกสิ่งที่ดีให้ตัวเอง
มัตฉะถ่ายรูปสวย และนั่นสำคัญกว่าที่คิด
ยิ่งพูดถึงโซเชียลมีเดียในยุคนี้เรื่องอาหารและเครื่องดื่มไม่ได้ถูกตัดสินจากรสชาติอย่างเดียว เพราะมันต้องส่งต่อความดูดีมาถึงฟี้ดและหน้าจอด้วย ซึ่งเมนูมัตฉะได้เปรียบมากในเรื่องนี้ด้วยสีเขียวของมัตฉะมีเอกลักษณ์ ชัดเจน และแตกต่างจากเครื่องดื่มทั่วไป เมื่อนำไปจับคู่กับนม สีขาว ครีม หรือผลไม้ สีของมันยิ่งดูเด่นขึ้นบนภาพถ่าย ยิ่งไปกว่านั้นขั้นตอนการชงมัตฉะเองก็ดูผ่านความพิถีพิถันและความละเมียดในการทำทั้งการตักผงชา การร่อนผง การตีด้วยแปรงไม้ไผ่ การเทลงบนนม หรือการแยกชั้นของเครื่องดื่ม ล้วนกลายเป็นคอนเทนต์ได้แทบทั้งหมดและโอกาสที่เมนูนี้จะถูกมองเห็นและกลายเป็นกระแสก็จะยิ่งสูงขึ้น
ความนิยมของมัตฉะสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของคาเฟ่
การเติบโตของเมนูมัตฉะยังสะท้อนว่าคาเฟ่ยุคใหม่ไม่ได้ขายกาแฟอย่างเดียวอีกต่อไป ร้านกาแฟจำนวนมากเริ่มพัฒนาเมนู Non-Coffee จริงจังมากขึ้น เพราะผู้บริโภคไม่ได้ต้องการเครื่องดื่มแบบเดียว บางคนไม่ดื่มกาแฟ บางคนอยากได้เครื่องดื่มที่ดูเบากว่า บางคนอยากได้รสชาติใหม่ๆ ที่ไม่ใช่ลาเต้หรืออเมริกาโน่ มัตฉะจึงเข้ามาเติมเต็มพื้นที่นี้ได้พอดี มีรสชาติซับซ้อนพอจะให้คนพูดถึง และยืดหยุ่นพอจะนำไปผสมกับวัตถุดิบอื่นๆ ได้หลากหลาย มัตฉะจึงกลายเป็นเมนูสำคัญในคาเฟ่ทั่วโลก
Note : The information in this article is accurate as of the date of publication.