โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘สรศักดิ์’ จี้รัฐบาลวางยุทธศาสตร์รับมือกระบวนการประนอมภาคบังคับ เตือนศึกษาโมเดล ติมอร์-ออสเตรเลีย หวั่นไทยเสียเปรียบเวทีโลก

THE STANDARD

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
‘สรศักดิ์’ จี้รัฐบาลวางยุทธศาสตร์รับมือกระบวนการประนอมภาคบังคับ เตือนศึกษาโมเดล ติมอร์-ออสเตรเลีย หวั่นไทยเสียเปรียบเวทีโลก

วันนี้ (6 มิถุนายน) สรศักดิ์ สมรไกรสรกิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้แสดงความคิดเห็นต่อกรณีที่ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้แถลงชี้แจงต่อคณะทูตานุทูตจาก 67 ประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ ภายหลังจากประเทศกัมพูชาได้ยื่นเรื่องเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation) ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS)

สรศักดิ์ ระบุว่า ถ้อยแถลงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่ระบุว่าฝ่ายไทยมีความมั่นใจและไม่ได้ถูกลากเข้าสู่กระบวนการนั้น อาจเป็นเพียงแนวทางการลดแรงกดดันทางการเมือง เนื่องจากในข้อเท็จจริงทางกฎหมายระหว่างประเทศ คำว่า ภาคบังคับ หมายถึงการที่ประเทศไทยไม่สามารถปฏิเสธกระบวนการดังกล่าวได้ และหากฝ่ายไทยไม่ดำเนินการแต่งตั้งผู้ประนอมภายในกรอบเวลา 21 วัน องค์การสหประชาชาติก็จะมีอำนาจแต่งตั้งตัวแทนให้แก่ประเทศไทยตามขั้นตอนอยู่ดี

ทั้งนี้ พรรคประชาชนได้ตั้งข้อสังเกตต่อประเด็นเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐบาลใน 3 ประเด็นสำคัญ ประกอบด้วย

  • ประเด็นที่ 1 กรอบการเจรจาทวิภาคี การที่ประเทศไทยประกาศยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU 44) ฝ่ายเดียว โดยอ้างว่าจะทำการเจรจาภายใต้บริบทใหม่ แต่กลับไม่มีการเสนอกรอบการทำงานที่เป็นรูปธรรม ส่งผลให้ฝ่ายกัมพูชาสามารถนำไปใช้สร้างความชอบธรรมในเวทีระหว่างประเทศ ว่าประเทศไทยเป็นฝ่ายยุติการเจรจาทวิภาคี
  • ประเด็นที่ 2 ขอบเขตของกระบวนการประนอม: ข้ออ้างของกระทรวงการต่างประเทศที่ว่ากระบวนการนี้จะจำกัดเฉพาะเรื่องเส้นเขตแดน โดยไม่รวมพื้นที่พัฒนาร่วม (JDA) นั้น ถือเป็นการมองข้ามข้อบัญญัติในอนุสัญญา UNCLOS มาตรา 74(3) และ มาตรา 83(3) ที่กำหนดให้รัฐภาคีต้องพยายามจัดทำความตกลงชั่วคราวที่มีลักษณะปฏิบัติ (Practical Arrangements) ในระหว่างที่ยังไม่สามารถตกลงเรื่องเส้นเขตแดนได้ ซึ่งครอบคลุมถึงแนวทาง JDA
  • ประเด็นที่ 3 กรอบระยะเวลาดำเนินงาน: ความเห็นที่ระบุว่ากระบวนการของสหประชาชาติจะใช้เวลาประมาณ 2 ปี แต่วิธีการเจรจาทวิภาคีอาจเสร็จสิ้นเร็วกว่านั้น ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่รัฐบาลเคยระบุว่า การเจรจาภายใต้ MOU 44 ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมาไม่มีความคืบหน้า จึงเกิดคำถามถึงความมั่นใจในการเจรจาแบบไม่มีกรอบการทำงานว่าจะสามารถบรรลุผลได้ภายใน 2 ปีได้อย่างไร

นอกจากนี้ สรศักดิ์ยังได้หยิบยกกรณีข้อพิพาทระหว่างประเทศติมอร์-เลสเตกับประเทศออสเตรเลีย ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศนำมาอ้างอิง โดยระบุว่าแม้ผลลัพธ์ของคณะกรรมการประนอมภาคบังคับจะไม่มีผลผูกมัดทางกฎหมาย (Non-binding) แต่เนื้อหารายละเอียดของคำตัดสินจะกลายเป็นบรรทัดฐานสากลและสร้างแรงกดดันจากประชาคมโลก จนสกัดกั้นให้ออสเตรเลียซึ่งเป็นประเทศใหญ่ยอมลงนามในข้อตกลงในที่สุด รัฐบาลไทยจึงจำเป็นต้องศึกษาบทเรียนดังกล่าวอย่างละเอียดรอบคอบ

พรรคประชาชนได้แสดงความคาดหวังต่อการที่ประเทศไทยจะต้องส่งรายชื่อนักกฎหมายระหว่างประเทศจำนวน 2 ราย เพื่อทำหน้าที่เป็นผู้ประนอมฝ่ายไทยภายในกรอบเวลา 21 วัน โดยเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาคัดเลือกบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในระดับสากล มีความรู้เท่าทันต่อพัฒนาการของกฎหมายทะเลสมัยใหม่ และต้องวางยุทธศาสตร์เชิงรุกทางการทูต เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติและบริหารจัดการงบประมาณแผ่นดินในกระบวนการต่อสู้ครั้งนี้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...