เมื่อ "Godzilla" ถึงเวลาอำลา ปิดฉากตำนาน Nissan GT-R (R35)
ข่าวการยุติสายการผลิตของนิสสัน จีที-อาร์ Nissan GT-R (R35) อาจทำให้ใครหลายคนรู้สึกใจหาย เพราะนี่ไม่ใช่แค่รถสปอร์ตธรรมดา แต่คือตัวแทนของความมุ่งมั่นและความบ้าคลั่งที่เคยท้าทายทุกข้อจำกัดในโลกยานยนต์ตลอด 17 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2007 จวบจนวันนี้ GT-R ได้สร้างนิยามใหม่ให้กับคำว่า "ซูเปอร์คาร์" ด้วยสูตรสำเร็จที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง
ก่อนที่ R35 จะถือกำเนิด โลกของซูเปอร์คาร์ถูกครอบงำด้วยแบรนด์จากอิตาลีและเยอรมนีที่เน้นความหรูหรา วิจิตรบรรจง และแน่นอนว่ามาพร้อมป้ายราคาที่สูงลิ่ว
แต่ Nissan เลือกที่จะเดินสวนทาง พวกเขาไม่ได้สร้างรถที่สวยงามที่สุดหรือแพงที่สุด แต่สร้างรถที่ "เร็วที่สุด" และ "มีประสิทธิภาพที่สุด" ในราคาที่ใครหลายคนสามารถเข้าถึงได้
หัวใจของ Godzilla ยุคใหม่คือเครื่องยนต์ VR38DETT V6 ทวินเทอร์โบ ขนาด 3.8 ลิตร ที่ถูกประกอบขึ้นด้วยมือของช่างฝีมือระดับ "Takumi" และที่สำคัญคือระบบขับเคลื่อน 4 ล้ออัจฉริยะ ATTESA E-TS ที่สามารถกระจายแรงขับเคลื่อนระหว่างล้อหน้าและล้อหลังได้อย่างชาญฉลาด ทำให้ GT-R ยึดเกาะถนนได้ราวกับถูกตอกตรึงอยู่กับพื้น
องค์ประกอบที่ทำให้มันเป็นที่กล่าวขวัญมากที่สุดคือระบบคลัตช์คู่ (Dual-clutch transmission) ที่เปลี่ยนเกียร์ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำจนแทบไม่รู้สึกถึงการกระตุก
ด้วยเทคโนโลยีเหล่านี้เองที่ทำให้ GT-R สามารถทุบสถิติเวลาในสนามแข่ง นูร์เบิร์กริง (Nürburgring) ได้อย่างต่อเนื่อง และกลายเป็นรถที่สามารถต่อกรกับรถยนต์ราคาหลายสิบล้านได้อย่างไม่เคอะเขิน จนได้รับสมญานามว่า "ซูเปอร์คาร์ในชีวิตประจำวัน (Everyday Supercar)"
ฉายานี้ไม่ได้มาจากรูปลักษณ์ที่ดุดัน แต่มาจากความสามารถในการ "ทำลายล้าง" ทุกสถิติในสนามแข่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรุ่น R32 ที่เคยลงแข่งขันในรายการ Japanese Touring Car Championship และ Australian Touring Car Championship โดยสามารถคว้าชัยชนะอย่างถล่มทลายจนคู่แข่งแทบจะไม่มีโอกาสเอาชนะได้เลย
ความเหนือชั้นของมันถึงขนาดที่ต้องมีการเปลี่ยนกฎการแข่งขันเพื่อจำกัดสมรรถนะของรถ จนในที่สุดก็ไม่สามารถลงแข่งได้
ตลอดช่วงชีวิตของ R35 แม้จะไม่มีการเปลี่ยนโฉมใหม่หมดจด แต่ Nissan ก็ไม่เคยหยุดพัฒนา พวกเขาปล่อยรุ่นปรับปรุง (Minorchange) ออกมาอย่างสม่ำเสมอ โดยเพิ่มพละกำลังเครื่องยนต์, ปรับปรุงระบบช่วงล่าง, และเสริมเทคโนโลยีอำนวยความสะดวกอย่างต่อเนื่อง ทำให้ GT-R ไม่เคยตกยุคไปจากสนามแข่งแห่งนวัตกรรม
ยิ่งไปกว่านั้น GT-R Nismo รุ่นพิเศษยังได้รับการปรับแต่งขั้นสูงสุดด้วยชิ้นส่วนคาร์บอนไฟเบอร์และเครื่องยนต์ที่ทรงพลังขึ้น ทำให้มันกลายเป็นสุดยอดรถที่พร้อมจะลงสนามแข่งได้ทันที
การยุติการผลิตของ GT-R (R35) ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนัก เมื่อพิจารณาจากปัจจัยหลายอย่าง ทั้งกฎหมายควบคุมมลพิษที่เข้มงวดขึ้น และแนวโน้มของอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มุ่งหน้าสู่พลังงานไฟฟ้า
อย่างไรก็ตาม การจากไปของ R35 ไม่ได้หมายถึงจุดจบของตำนาน "GT-R" เพราะมีข่าวลือที่บ่งชี้ว่า Nissan กำลังซุ่มพัฒนา GT-R รุ่นใหม่ที่อาจมาในรูปแบบไฮบริดหรือรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ (EV)
คำถามที่น่าสนใจก็คือ หาก GT-R รุ่นใหม่มาพร้อมกับระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า มันจะยังคงจิตวิญญาณและความรู้สึกแบบดิบๆ ของ Godzilla ได้หรือไม่? หรือมันจะกลายเป็นซูเปอร์คาร์ที่เร็วและเงียบที่สุดในโลกแทน?
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต Nissan GT-R (R35) ได้สร้างรอยจารึกที่ยากจะลบเลือนในประวัติศาสตร์ยานยนต์ มันคือรถที่สอนให้เราเห็นว่าความเร็วไม่ได้มาจากราคาที่สูงลิ่วเสมอไป แต่มันมาจากความมุ่งมั่น, นวัตกรรม, และความกล้าที่จะแตกต่าง Godzilla จะยังคงมีชีวิตอยู่ในใจของนักขับและคนรักรถทั่วโลกในฐานะผู้ท้าชิงบัลลังก์ที่ทำให้โลกของซูเปอร์คาร์ต้องหันกลับมามองตัวเองอีกครั้ง