เปิดแนวโน้ม GDP ประเทศเศรษฐกิจหลักของโลก ปี 2568 ยังซมวิกฤต
สำรวจแนวโน้มตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของประเทศเศรษฐกิจหลักใหญ่ ๆ ทั่วโลก ในปี 2568 รวบรวมโดย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. ล่าสุด ในเดือนสิงหาคม 2568 พบการรายงานข้อมูลว่า เศรษฐกิจโลก ในปี 2568 มีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลงจากปี 2567
ทั้งนี้เนื่องจากผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ รวมถึงมาตรการตอบโต้จากประเทศคู่ค้าที่สำคัญ ที่คาดว่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลกอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้การผลิตและการส่งออกสินค้ามีแนวโน้มปรับตัวลดลงนับตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ภายหลังที่ได้มีการเร่งตัวขึ้นของการส่งออกในช่วงครึ่งแรกของปีก่อนสิ้นสุดระยะเวลาผ่อนผันของการบังคับใช้มาตรการ ภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal tariffs) ระยะ 90 วัน
ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจโลกยังมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับความไม่แน่นอนของมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการปรับขึ้น อัตราภาษีรายสินค้าแบบเฉพาะเจาะจง (Product specific tariffs) เพิ่มเติมของสหรัฐฯ อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อากาศยาน
รวมถึงยาและเวชภัณฑ์ ซึ่งจะส่งผลต่อการส่งออกสินค้าดังกล่าวไปยังสหรัฐฯ ประกอบกับความไม่แน่นอนดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุน
นอกจากนี้ เศรษฐกิจโลกยังมีปัจจัยเสี่ยงจากความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภูมิภาคตะวันออกกลางที่อาจส่งผลต่ออุปทานพลังงาน รวมถึงต้นทุนระบบโลจิสติกส์และการขนส่งทางทะเล รวมทั้งความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยังคงมีแนวโน้มยืดเยื้อ ภายใต้แนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจในภาพรวมและการลดลงของแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ เนื่องจากแนวโน้มราคาสินค้าโภคภัณฑ์และราคาพลังงานที่ปรับตัวลดลง
ส่งผลให้คาดว่าในช่วงที่เหลือของปี ธนาคารกลางของประเทศหลักสำคัญ ๆ ส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อเนื่อง โดยระดับการผ่อนคลายจะมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับผลกระทบของมาตรการทางการค้าที่จะส่งผลต่อแรงกดดันด้านราคาและการขยายตัวของเศรษฐกิจในระดับที่แตกต่างกันออกไป
สำหรับการประมาณการในกรณีฐานครั้งนี้ อยู่ภายใต้สมมติฐานมาตรการกีดกันทางการค้าที่มีการบังคับใช้แล้วในปัจจุบัน (ณ วันที่ 8 สิงหาคม 2568) และประเมินว่าจะมีการบังคับใช้ในระดับปัจจุบันไปตลอดช่วงของการประมาณการ และคาดว่าความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์จะไม่ทวีความรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริงอย่างมีนัยสำคัญ
ส่งผลให้เศรษฐกิจ มีแนวโน้มขยายตัว 3% และปริมาณการค้าโลกมีแนวโน้มขยายตัว 2.7% ชะลอลงจาก 3.3% และ 3.5% ในปี 2567 ตามลำกับ โดยมีรายละเอียดแนวโน้มเศรษฐกิจรายประเทศ ดังนี้
เศรษฐกิจสหรัฐฯ
ในปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัว 1.8% ชะลอลงจาก 2.8% ในปีก่อนหน้า แต่เป็นการปรับเพิ่มจาก 1.7% ในสมมติฐานประมาณการครั้งก่อน โดยเศรษฐกิจในช่วงครึ่งแรกของปีขยายตัวดีกว่าที่คาดการณ์ ตามการขยายตัวของการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนก่อนที่จะมีการปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศคู่ค้าสำคัญ ประกอบกับระดับสินค้าคงคลังที่อยู่ในระดับสูง
ขณะที่คาดว่าเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปีมีแนวโน้มจะชะลอตัวลงตามการลดลงของภาคการผลิตและการค้าระหว่างประเทศเนื่องจากผลกระทบจากมาตรการขึ้นภาษีนำเข้า สะท้อนจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตในเดือนกรกฎาคมลดลงมาอยู่ที่ 49.8 จากระดับ 52.9 ในเดือนก่อนหน้า
เช่นเดียวกับการใช้จ่ายภาครัฐมีแนวโน้มชะลอตัวจากความพยายามในการปรับลดการขาดดุลการคลัง นอกจากนี้ ตลาดแรงงานเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว สะท้อนจากการจ้างงานนอกภาคการเกษตรเฉลี่ย 3 เดือนที่ปรับลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ภายใต้แนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจและตลาดแรงงาน
ส่งผลให้คาดว่าในช่วงที่เหลือของปี ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 1 ครั้ง ภายหลังเริ่มเห็นสัญญาณว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อเริ่มผ่อนคลายลง เพื่อบรรเทาผลกระทบของมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าต่อเศรษฐกิจ
เศรษฐกิจยูโรโซน
คาดว่าจะขยายตัว 1% เทียบกับ 0.9% ในปี 2567 และเป็นการปรับเพิ่มจาก 0.8% ในสมมติฐานการประมาณการครั้งก่อน ตามการขยายตัวที่ดีกว่าคาดของเศรษฐกิจในช่วงครึ่งแรกของปี รวมถึงอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากตลาดแรงงานที่ยังแข็งแกร่ง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการเพิ่มขึ้นของอัตราค่าจ้าง
ประกอบกับมาตรการสนับสนุนทางการคลัง และการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายอย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางยุโรปท่ามกลางแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลง อย่างไรก็ตามคาดว่าเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปีจะได้รับผลกระทบจากข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ ในวันที่ 27 กรกฎาคม 2568 ที่จะส่งผลต่อภาคการผลิตและการส่งออกให้ชะลอตัวลง
นอกจากนี้ เศรษฐกิจเยอรมนีซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจที่สุดในภูมิภาคมีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบรุนแรงจากมาตรการภาษีนำเข้าในหมวดยานยนต์ที่อัตรา 25% ที่จะส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตสำคัญของประเทศ
ทั้งนี้ ภายใต้แนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจจากผลกระทบของมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ และอัตราเงินเฟ้อที่ลดลงกลับเข้าสู่เป้าหมาย ส่งผลให้คาดว่าธนาคารกลางยุโรปจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 1 ครั้งในช่วงที่เหลือของปี
เศรษฐกิจญี่ปุ่น
คาดว่าจะขยายตัว 0.8% ฟื้นตัวจาก 0.2% ในปี 2567 และเป็นการปรับเพิ่มจาก 0.6% ในการประมาณการครั้งก่อนหน้า โดยได้รับแรงสนับสนุนหลักจากการขยายตัวของอุปสงค์ในประเทศ ตามการเพิ่มค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยและการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยว สะท้อนจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการในเดือนกรกฎาคมที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 53.6 จากระดับ 51.7 ในเดือนก่อนหน้า
ขณะที่ภาคการผลิตในช่วงที่เหลือของปีมีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีตอบโต้ทางการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ที่มีตลาดสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกหลัก โดยพบว่าดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคอุตสาหกรรมในเดือนกรกฎาคมปรับลดลงสู่ระดับ 48.9 จากระดับ 50.1 ในเดือนก่อนหน้า
สำหรับอัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นแม้จะยังอยู่ในระดับสูงกว่าเป้าหมาย แต่คาดว่ามีแนวโน้มที่จะลดลงอย่างต่อเนื่องตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจ ระดับราคาพลังงานที่ลดลงและการกลับมาดำเนินมาตรการอุดหนุนค่าไฟฟ้าให้กับครัวเรือนในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน 2568
ประกอบกับผลกระทบจากมาตรการ ทางการค้าของสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลต่อการปรับขึ้นค่าจ้างและชะลอการส่งผ่านต่ออัตราเงินเฟ้อ ทำให้คาดว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปี
เศรษฐกิจจีน
คาดว่าจะขยายตัว 4.6% ในปี 2568 ชะลอลงจาก 5% ในปี 2567 แต่เป็นการปรับเพิ่มขึ้นจาก 4% ในการประมาณการครั้งก่อน โดยเป็นผลมาจากการขยายตัวของการส่งออกสินค้าในเกณฑ์สูงในช่วงครึ่งแรกของปี ก่อนการสิ้นสุดการขยายระยะเวลาการระงับการจัดเก็บภาษีของสหรัฐฯ 90 วัน ณ วันที่ 12 สิงหาคม 256836 และล่าสุดเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ได้ตกลงที่จะขยายระยะเวลาการเจรจาออกไปเพิ่มเติมอีก 90 วัน จนถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568
โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าในเดือนกรกฎาคม 2568 ขยายตัว 7.2% และสูงสุดในรอบ 3 เดือน อย่างไรก็ตาม ภาคการผลิตของจีนมีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ สะท้อนจากสัญญาณของการชะลอตัวของภาคการผลิต โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคอุตสาหกรรม (Manufacturing : PMI) ในเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ระดับ 49.3 ลดลงจากระดับ 49.7 ในเดือนก่อนหน้า และต่ำสุดในรอบ 3 เดือน
ทั้งนี้การชะลอตัวลงของภาคการผลิตมีแนวโน้มที่จะซ้ำเติมสถานการณ์กำลังการผลิตส่วนเกินภายในประเทศจนเพิ่มความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจีนจะเข้าสู่ภาวะเงินฝืดมากขึ้น ทั้งนี้ธนาคารกลางจีนยังคงมีแนวโน้มที่จะดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ รวมถึงบรรเทาผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ
เศรษฐกิจอินเดีย
คาดว่าจะขยายตัว 6.2% ชะลอลงจาก 6.7% ในปีก่อนหน้า และเท่ากับประมาณการในครั้งก่อน โดยคาดว่าเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มชะลอลงตามภาคการผลิตและการส่งออกที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการบังคับใช้มาตรการภาษีตอบโต้ทางการค้าจากสหรัฐฯ ซึ่งประกาศว่าจะเรียกเก็บภาษีศุลกากรในการนำเข้าสินค้าจากอินเดียสูงถึง 50% โดยจะเริ่มบังคับใช้ ณ วันที่ 27 สิงหาคม 256839
อย่างไรก็ตาม อุปสงค์ภายในประเทศยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อที่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอินเดียล่าสุดในเดือนกรกฎาคม อยู่ที่ 1.8% ลดลงจาก 2.1% ในเดือนก่อนหน้า และเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 8 ปี ตามการลดลงของราคาอาหารและพลังงาน
นอกจากนี้ คาดว่าผลจากการดำเนินมาตรการการปฏิรูปภาษีระหว่างปีงบประมาณ 2568 - 2569 จะช่วยลดภาระภาษีให้กับประชาชนและภาคเอกชน และคาดว่าจะกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศในระยะต่อไป
เศรษฐกิจกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่ (NIEs)
ขยายตัวสูงกว่าที่คาดการณ์ ภายหลังจากที่เศรษฐกิจขยายตัวในเกณฑ์สูง จากการเร่งการส่งออกในช่วงครึ่งแรกของปี อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่มีแนวโน้มชะลอตัวลงในช่วงครึ่งหลังของปีภายหลังจากที่มาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อภาคการส่งออกและการผลิต
ทั้งนี้ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับแต่ละประเทศจะแตกต่างกันออกไปตามแต่อัตราภาษีนำเข้าที่ถูกสหรัฐฯ กำหนด และสัดส่วนการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ นอกจากนี้อัตราภาษีเฉพาะสินค้ามีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่
โดยคาดว่าในปี 2568 เศรษฐกิจไต้หวัน มีแนวโน้มขยายตัว 4.8% ชะลอลงจาก 4.8% ในปีก่อนหน้า ส่วนเศรษฐกิจฮ่องกง มีแนวโน้มขยายตัว 2% ชะลอลงจาก 2.5% ขณะที่เศรษฐกิจสิงคโปร์ มีแนวโน้มขยายตัว 3.4% ชะลอลงจาก 4.4% และเศรษฐกิจเกาหลีใต้ มีแนวโน้มขยายตัว 1% ชะลอลงจาก 2% ในปีก่อนหน้า ตามการเร่งการส่งออกในช่วงครึ่งแรกของปี
เศรษฐกิจอาเซียน
มีแนวโน้มชะลอลงจากปีก่อนหน้า เนื่องจากผลกระทบของมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ แต่มีแนวโน้มขยายตัว สูงกว่าที่คาดในประมาณการครั้งก่อน เนื่องจากการขยายตัวในเกณฑ์ดีในช่วงครึ่งแรกของปีรวมถึงการบรรลุข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ ที่ส่งผลอัตราภาษีตอบโต้ทางการค้าที่สหรัฐฯ เรียกเก็บอยู่ในระดับต่ำกว่าที่ประกาศ ณ เดือนเมษายน
อย่างไรก็ตาม มาตรการภาษีตอบโต้ทางการค้า รวมถึงการเรียกภาษีการส่งออกแบบถ่ายลำ (Transshipment) มีแนวโน้มที่จะส่งผลต่อภาคการส่งออกและการผลิตของภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญในช่วงครึ่งหลังของปี โดยคาดว่าเศรษฐกิจแต่ละประเทศจะขยายตัวดังนี้
- อินโดนีเซีย 4.8% ชะลอลงจาก 5%
- มาเลเซีย 4.2% ชะลอลงจาก 5.1%
- ฟิลิปปินส์ 5.3% ชะลอลงจาก 5.7%
- เวียดนาม 6.7% ชะลอลงจาก 7.1%
โดยประมาณการครั้งนี้อยู่ภายใต้แนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจและแรงกดดันด้านเงินเฟ้อของทุกประเทศส่วนใหญ่ที่อยู่ในระดับต่ำส่งผลให้ธนาคารกลางของประเทศอาเซียนมีแนวโน้มที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี