ศาลรัฐธรรมนูญ ลงมติ 6:3 ฟัน “แพทองธาร” พ้นนายกฯ คดีคลิปเสียง
วันที่ 29 ส.ค. ภายหลังองค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญประชุมเพื่อลงมติและจัดทำคำวินิจฉัยกลางกรณีที่ประธานวุฒิสภายื่นขอให้วินิจฉัยให้ความเป็นนายกรัฐมนตรีของน.ส.แพทองธาร สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา170วรรคหนึ่ง (4)ประกอบมาตรา160 (4)และ. (5) หรือไม่ จากกรณีคลิปเสียงคุยกับสมเด็จฮุนเซน ของกัมพูชา นานกว่า 5 ชั่วโมง ล่าสุด เวลา 15.00น. ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้ขึ้นบังลังค์อ่านคำวินิจฉัยกลาง
ศาลรัฐธรรมนูญยืนยันว่า มีอำนาจวินิจฉัยคำร้องนี้เนื่องจากเป็นการพิจารณาว่า เป็นการขาดคุณ สมบัติความเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ ไม่ใช่การพิจารณาการใช้ดุลยพินิจของผู้ถูกร้องแต่อย่างใด
ส่วนที่ผู้ถูกร้องอ้างว่าหลักฐานที่ยื่นไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า เมื่อศาลเปิดไต่สวนเพื่อให้ได้พยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงแล้ว อีกทั้งยังมีบทสัมภาษณ์ของผู้ถูกร้องที่ยอมรับว่า เป็นคลิปเสียงจริง โดยไม่มีการโต้แย้งว่าถูกบังคับขู่เข็นแต่อย่างใด
นอกจากนี้คลิปเสียงดังกล่าว ยังเป็นหลักฐานสำคัญที่จะพิสูจน์การกระทำว่าผู้ถูกร้องกระทำความผิดจริงหรือไม่ จึงถือเป็นประโยชน์มากกว่าเป็นโทษ ศาลจึงสามารถรับฟังคลิปเสียงดังกล่าวไว้เป็นหลักฐานได้
ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะต้องแสดงถึงความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ไม่ใช่แค่ความเข้าใจของตัวเองเท่านั้น แต่ต้องเป็นที่มองเห็นของสังคมด้วย เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ขณะที่ผู้ถูกร้องกับเจรจากับสมเด็จฮุนเซน จะอยู่ในช่วงสถานการณ์ขับขัน ดังนั้นเมื่อไม่ปรากฎข้อเท็จจริงว่า ผู้ถูกร้องได้ตอบรับข้อเสนอของสมเด็จฮุนเซน อีกทั้งการเจรจาดังกล่าวไม่สมผลต่อการดำรงตำแหน่งของแม่ทับภาค 2 ตลอดจนการเปิด-ปิดด่านตามแนวชายแดน
การเจรจาของผู้ถูกร้องเป็นการแสดงออกถึงความไม่นิ่งเฉย แต่รักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ขอชาติ การแสดงออกของผู้ถูกร้องจึงไม่เป็นการแสดงออกถึงความไม่ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์
ทั้งนี้ ตลอดการดำรงตำแหน่งของผู้ถูกร้องเสมือนมี 2 สถานะ คือ ในฐานะนายกรัฐมนตรี และในฐานะประชาชน ซึ่งการเจรจาดังกล่าวแม้จะเกิดขึ้นในเวลาเวลาส่วนตัว แต่เป็นการกระทำในฐานะนายกรัฐมนตรี
เมื่อพิจารณาบทสนทนาแล้ว การที่ผู้ถูกร้องใช้คำเรียกในลักษณะที่เป็นฝ่ายเดียวกับสมเด็จฮุน เซน ส่วนแม่ภาค2 เป็นฝ่ายตรงข้าม แสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอของฝ่ายการเมืองที่หากฝ่ายกัมพูชาทราบ จะใช้เป็นข้อมูลเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในได้ ซึ่งจากคำชี้แจงของผู้ถูกร้องเองที่ระบุว่า สมเด็จฮุนเซน เป็นผู้มีบทบาทสำคัญต่อการเมืองกัมพูชา การกระทำของผู้ถูกร้องทำให้วิญญูชนสามารถเข้าใจได้ ว่า ผู้ถูกร้องจะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม
อีกทั้ง การขอความเห็นใจจากสมเด็จฮุนเซน ไม่ใช่เทคนิคการเจรจา แต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยขาดความรอบคอบ และเมื่อผู้ถูกร้องมีประโยชน์ส่วนตนเข้าไปเกี่ยวข้องเรื่องคะแนนนิยมในขณะปฏิบัติหน้าที่ ไม่ยึดถือผลประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง การกระทำดังกล่าวเป็นการลดทอนเกียรติภูมิหรือเกียรติของนายกรัฐมนตรีหรือประเทศไทย ทำให้ประชาชนได้รับความเสียหายที่ขาดความภูมิใจและความไว้วางใจในนายกรัฐมนตรีที่เป็นผู้นำของประเทศ อันมีลักษณะไม่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของชาติ หรือเอาประโยชน์ส่วนตัวอยู่ประโยชน์ของชาติ อันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรม ซึ่งม.27 วรรค 1 ให้ถือว่ามีลักษะร้ายแรง นอกจากนี้แม้ผู้ถูกร้องจะชี้แจงว่าเป็นการเจรจาแบบส่วนตัว กับผู้นำประเทศคู่กรณีเพื่อแก้ไขปัญหาได้อย่างสงบสุขก็ตาม
แต่เมื่อการกระของผู้ถูกร้องส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์นายกฯ ทำให้สาธารณชนขาดความเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกร้องอันเป็นการเชื่อมเสียต่อการเกียรติศักดิ์ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
ดังนั้นการกระทำของผู้ถูกร้องเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงอันทำให้ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ
ศาลรัฐธรรมนูญ จึงมีมติ 6 ต่อ 3 วินิจฉัยว่าความเป็นนายกรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัว นับตั้งแต่วันที่ศาลสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ส่งผลให้คณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ โดยให้นำ ม.168 วรรค 1 มาใช้บังคับกับครม. ที่พ้นจากตำแหน่งต่อไป.