นักดาราศาสตร์ทั่วโลกยื่นคัดค้านโปรเจกต์ "กระจกยักษ์สะท้อนแสง" และ "ศูนย์ข้อมูล AI ล้านดาวเทียม" ชี้ทำลายท้องฟ้ายามค่ำคืน
วันที่ 22 มีนาคมที่ผ่านมา นักดาราศาสตร์และสถาบันวิจัยทั่วโลกกำลังลุกฮือประท้วงข้อเสนอโครงการอวกาศขนาดยักษ์สองโครงการที่กำลังรอการอนุมัติจากคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสารของสหรัฐฯ (FCC) ซึ่งผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าโครงการเหล่านี้จะทำลายทัศนียภาพของท้องฟ้ายามค่ำคืนอย่างที่เราเคยรู้จัก และบดบังทัศนวิสัยของกล้องโทรทรรศน์ทั่วโลก
โครงการแรกนำโดยบริษัท SpaceX ของอีลอน มัสก์ ที่ประกาศแผนเมื่อเดือนมกราคมในการส่ง ศูนย์ข้อมูล (Data Centers) จำนวน 1 ล้านเครื่องขึ้นสู่วงโคจร โดยให้เหตุผลว่าการย้ายโครงสร้างพื้นฐานการประมวลผลที่กินไฟสูงไปไว้ในอวกาศมีความจำเป็นต่อการปลดล็อกศักยภาพของปัญญาประดิษฐ์ AI อย่างเต็มรูปแบบ
โครงการที่สองมาจากบริษัทสตาร์ตอัปในแคลิฟอร์เนีย บริษัท Reflect Orbital ซึ่งก่อตั้งโดยอดีตนักศึกษาฝึกงานของ SpaceX ที่มีแผนจะส่งกระจกขนาดกว้าง 55 เมตร จำนวน 50,000 บาน ขึ้นสู่วงโคจร เพื่อสะท้อนแสงอาทิตย์กลับมายังโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนโลก
โรเบิร์ต แมสซีย์ (Robert Massey) รองผู้อำนวยการบริหารของสมาคมดาราศาสตร์อังกฤษ (Royal Astronomical Society หรือ RAS) ซึ่งเป็นสมาคมดาราศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ระบุว่าโครงการนี้ไม่อาจยอมรับได้ และถือเป็นการทำลายล้างมรดกสำคัญของมนุษยชาติ
โรเบิร์ต แมสซีย์ อธิบายว่า "หากมองกระจกเหล่านี้โดยตรง มันอาจจะสว่างกว่าดวงจันทร์เต็มดวงถึงหลายเท่า และแม้มองจากมุมเอียงก็ยังสว่างเทียบเท่าดาวศุกร์ ซึ่งเป็นวัตถุที่สว่างที่สุดในท้องฟ้ายามค่ำคืนรองจากดวงจันทร์"
นอกจากนี้ เขาประเมินว่ากระจกสะท้อนแสงของบริษัท Reflect Orbital อาจทำให้ท้องฟ้าสว่างขึ้นถึง 3 เท่า ซึ่งจะส่งผลกระทบไปทั่วโลก รวมถึงพื้นที่อนุรักษ์ท้องฟ้ามืด (Dark sky sanctuaries) อันห่างไกลซึ่งเป็นที่ตั้งของกล้องสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์
ในขณะเดียวกัน ศูนย์ข้อมูลนับล้านของบริษัท SpaceX แม้จะสว่างน้อยกว่าแต่ก็สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และด้วยขนาดที่มหาศาลของกลุ่มดาวเทียมเหล่านี้ จะทำให้เราเห็นจุดสว่างราวกับดวงดาวนับพันพาดผ่านข้ามท้องฟ้าอยู่ตลอดเวลา ผลกระทบต่อวงการวิทยาศาสตร์นั้นรุนแรงไม่แพ้กัน
โอลิวิเยร์ ไฮโนต์ (Olivier Hainaut) นักดาราศาสตร์จากหอดูดาวท้องฟ้าซีกใต้แห่งยุโรป (ESO) เปิดเผยว่า กล้องโทรทรรศน์ Very Large Telescope ในชิลี อาจสูญเสียพิกเซลในภาพถ่ายไปถึง 10% หากศูนย์ข้อมูล 1 ล้านเครื่องของบริษัท SpaceX ถูกส่งขึ้นไปจริง และอาจพุ่งสูงถึง 30% ในการสังเกตการณ์บางประเภท ซึ่งถือเป็นความสูญเสียที่มหาศาลเมื่อเทียบกับเกณฑ์ปกติที่รับความสูญเสียทางเทคนิคได้เพียง 3% และปัญหาจากสภาพอากาศที่ 10%
นอกจากนี้ ความสว่างที่เพิ่มขึ้นจากกระจกของบริษัท Reflect Orbital ยังจะบังคับให้นักดาราศาสตร์ต้องเพิ่มเวลาเปิดรับแสง (Exposure times) ถึง 3 เท่า ทำให้ไม่สามารถสังเกตวัตถุอวกาศที่จางๆ ได้อีกต่อไป ซึ่งโอลิวิเยร์ ไฮโนต์ระบุว่าจะเป็นความหายนะ
ด้านฟาบิโอ เฟลชี (Fabio Felchi) นักวิจัยด้านมลภาวะทางแสงจากอิตาลี ได้เรียกร้องให้มีการกำหนดนโยบายเส้นแดง (Red-line policy) เช่นเดียวกับมลพิษอื่น ๆ เพื่อจำกัดจำนวนดาวเทียมในวงโคจร ซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นทางเดียวที่จะรักษากลางคืนที่เต็มไปด้วยดวงดาวเอาไว้ได้
ขณะที่โนเอเลีย โนเอล (Noelia Noel) นักฟิสิกส์ดาราศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเซอร์เรย์ (Surrey) ในสหราชอาณาจักร เตือนว่าการกระทำที่ตั้งใจให้โลกสว่างขึ้นจากวงโคจรนั้น มีความเสี่ยงที่จะเปลี่ยนแปลงท้องฟ้ายามค่ำคืนอย่างถาวร ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งไม่เพียงแต่ต่อดาราศาสตร์ แต่ยังรวมถึงระบบนิเวศ มรดกทางวัฒนธรรม และความสัมพันธ์ของมนุษย์กับจักรวาล
สิ่งที่ทำให้นักวิชาการกังวลที่สุดในขณะนี้ คือ ท่าทีของหน่วยงาน FCC ที่ดูเหมือนจะเร่งรัดกระบวนการพิจารณา (Fast-tracking) โครงการเหล่านี้ โดยไม่คาดหวังให้บริษัทต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอย่างเต็มรูปแบบ ตามข้อสังเกตของจอห์น บาเรนไทน์ (John Barentine) ที่ปรึกษาซึ่งชี้ให้เห็นว่ากระบวนการเช่นนี้เป็นเรื่องที่น่าตกใจอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงผลกระทบอันใหญ่หลวงต่อทั้งดาราศาสตร์และสิ่งแวดล้อม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- นักดาราศาสตร์เตือนแผนศูนย์ข้อมูล AI บนอวกาศ 1 ล้านดวงของ SpaceX อาจทำลายวงการดาราศาสตร์
- อีลอน มัสก์ เผยจรวด Starship V3 ที่ทรงพลังที่สุดของ SpaceX เตรียมทดสอบบินครั้งแรกในอีก 4 สัปดาห์
- ทำความรู้จักนักบินอวกาศ 4 คน ภารกิจ ภารกิจ Crew-12 เดินทางขึ้นสู่สถานีอวกาศนานาชาติ (ISS)
- อีลอน มัสก์ ประกาศปรับโครงสร้าง xAI ครั้งใหญ่ หลังควบรวม SpaceX เตรียมสร้างโรงงานผลิตดาวเทียมบนดวงจันทร์
- อีลอน มัสก์ โฟกัสปักหมุดบนดวงจันทร์เปิดเบื้องหลังการปรับแผนภารกิจอวกาศของบริษัท SpaceX