จุดตายรัฐบาลสีน้ำเงิน ไม่ใช่เสียงในสภา แต่คือผลประโยชน์ทับซ้อน!
วันนี้ใครๆ ก็พูดกันว่ารัฐบาลสีน้ำเงินเป็นรัฐบาลที่แข็งแกร่งมาก
แข็งแกร่งทั้งในสภาล่าง สภาสูง องค์กรอิสระ มีเครือข่ายบ้านใหญ่ทางการเมือง มีความสัมพันธ์กับกลุ่มอำนาจในระบบราชการ และมีเครือข่ายทุนที่เชื่อมโยงกับการเมืองมาอย่างยาวนาน
เป็นรัฐบาลที่ดูเหมือนจะมีอำนาจอยู่ในมือแทบทุกทิศทุกทาง
เมื่อมีอำนาจมาก ก็ทำให้เกิดความรู้สึกว่าไม่มีใครสามารถทำอะไรตัวเองได้ง่ายๆ เลยยิ่งอยู่ยิ่งเหิมเกริม!
ถึงกระนั้น ก็อยากจะชี้ให้เห็นว่า ต่อให้รัฐบาลนี้แข็งแกร่งแค่ไหน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีจุดอ่อน
และจุดอ่อนที่สำคัญที่สุด คือคำว่า “ผลประโยชน์ทับซ้อน!”
ไม่ใช่แค่เรื่องการทุจริตแบบเอาเงินหลวงเข้ากระเป๋า แต่เป็นเรื่องที่ต้องตรวจสอบให้ลึกไปถึงการออกแบบนโยบายของรัฐบาล ว่านโยบายเหล่านั้น ทำเพื่อประโยชน์สาธารณะจริงๆ หรือมีใครบางกลุ่มได้ประโยชน์เป็นพิเศษจากนโยบายเหล่านั้น
ถ้าจะอธิบายให้เห็นภาพ ก็ต้องแบ่งเป็น สองชั้น
ชั้นแรก คือผลประโยชน์ทางการเมือง
นั่นคือการใช้นโยบายรัฐเพื่อสร้างฐานเสียง วางเครือข่าย และรักษาอำนาจทางการเมือง
ไม่ว่าจะเป็นโครงการที่มุ่งกระจายตำแหน่ง กระจายงบประมาณ หรือโครงการจ้างบุคลากรจำนวนมากทั่วประเทศ อย่างที่มีการพูดถึงโครงการพยาบาลอาสา ซึ่งมีข้อเสนอเรื่องค่าตอบแทนเดือนละ 15,000 บาท แต่คัดเลือกโดยการสัมภาษณ์เพียงอย่างเดียว
คำถามก็คือ โครงการเหล่านี้ออกแบบจากความต้องการของระบบสาธารณสุขจริงๆ หรือไม่ มีการประเมินภาระงบประมาณ และความจำเป็นของตำแหน่งงานอย่างไร และมีหลักประกันอะไรว่า ไม่ได้กลายเป็นเครื่องมือสร้างฐานเสียงทางการเมือง?
เช่นเดียวกับปัญหาการทุจริตสอบบรรจุบุคลากรท้องถิ่น ที่สังคมต้องการเห็นการตรวจสอบให้ถึงต้นตอว่า ใครเป็นคนทำ ใครเป็นคนได้ประโยชน์ และมีเครือข่ายทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่
เพราะมีข้อมูลว่า นอกจากกลุ่มที่ต้องเสียเงินเพื่อให้ได้รับการบรรจุแล้วยังมี กลุ่มที่เป็นโควตาของบรรดาบ้านใหญ่ และหัวคะแนน ที่ได้ตั๋วฟรี หรือ ตีตั๋วเด็ก
นี่คือการใช้อำนาจรัฐ เพื่อสร้างเครือข่ายทางการเมือง ที่ต้องมีการตรวจสอบเช่นกัน
แต่ชั้นที่สอง ซึ่งคิดว่าอันตรายยิ่งกว่า คือผลประโยชน์ทับซ้อนทางธุรกิจ และผลประโยชน์ที่เป็นตัวเงิน
โดยเฉพาะเรื่องพลังงาน!
ลองดูเรื่องน้ำมัน เรื่องค่าไฟฟ้า และนโยบายเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด
คำถามสำคัญ คือ ใครเป็นคนกำหนดนโยบาย ใครเป็นคนได้ประโยชน์จากโครงสร้างพลังงาน ใครได้สัญญา ใครได้โควตา ใครเป็นผู้ลงทุน และใครเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่าย ในท้ายที่สุด
เพราะเรื่องพลังงานไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แต่มันเป็นธุรกิจที่มีเงินมหาศาล และนโยบายของรัฐบาลเพียงนโยบายเดียวสามารถสร้าง หรือเปลี่ยนแปลงผลประโยชน์ทางธุรกิจให้กับเอกชนได้อย่างมากมาย
ยิ่งไปกว่านั้น ล่าสุดยังมีเรื่องการกู้เงิน 400,000 ล้านบาท โดยอ้างเหตุผลเรื่องการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
จึงอยากให้สังคมร่วมกันจับตาเรื่องนี้เป็นพิเศษ
โดยเฉพาะโครงการโซลาร์เซลล์ภาคประชาชน ที่รัฐบาลกำลังผลักดัน
เงินกู้ก้อนมหาศาลที่อ้างว่าจะนำมาสร้างเศรษฐกิจสีเขียว จะกระจายประโยชน์ไปถึงประชาชนจริงๆ หรือสุดท้ายจะกลายเป็นตลาดขนาดใหญ่ ที่เปิดทางให้กลุ่มทุนพลังงานและผู้ประกอบการรายใหญ่เข้ามารับประโยชน์กันแน่ ?
ใครเป็นคนกำหนดเงื่อนไข ใครเป็นผู้ผลิต ใครเป็นผู้ติดตั้ง ใครเป็นผู้จัดหาอุปกรณ์ และใครจะเป็นผู้ได้รับสัญญาจากโครงการเหล่านี้ ?
ประชาชนได้ประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วย หรือประชาชนเป็นเพียงผู้รับภาระหนี้ ขณะที่ผลประโยชน์ทางธุรกิจไปตกอยู่กับคนกลุ่มเดิมๆ
นี่คือสิ่งที่ประชาชน สังคม และนักการเมืองฝ่ายค้าน ต้องร่วมกันตรวจสอบ
ว่ากระบวนการทั้งหมดโปร่งใสหรือไม่ มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรมหรือไม่ และคนที่มีอำนาจกำหนดนโยบายมีความสัมพันธ์ หรือมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับผู้ได้รับประโยชน์จากนโยบายเหล่านั้นหรือไม่
นี่แหละคือจุดที่ฝ่ายค้าน ต้องขุดให้ลึก!
รัฐบาลอาจมีเสียงข้างมากในสภา อาจมีเครือข่ายทางการเมืองที่เข้มแข็ง อาจมีอำนาจต่อรองกับกลุ่มต่างๆ มากมาย
แต่สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ก็คือ การตรวจสอบเรื่องผลประโยชน์จากการใช้อำนาจรัฐ
เพราะสุดท้ายแล้ว รัฐบาลจะอยู่ได้นานแค่ไหน ไม่ได้วัดกันแค่จำนวนเสียงในสภา
แต่วัดกันด้วยว่า เงินภาษีและเงินกู้ของประเทศ ถูกนำไปใช้เพื่อประชาชน หรือถูกออกแบบให้คนบางกลุ่มได้ประโยชน์กันแน่
รัฐบาลอาจคุมเกมการเมืองได้ แต่จะคุมคำถามเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนไม่ได้ตลอดไป!
website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO