โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

คดีอุทาหรณ์ ‘ม็อบ 3 นิ้ว’ เช็คลิสต์ โพสต์-แชร์ ‘เสี่ยง 112’

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 27 ส.ค.ที่ผ่านมา นับเป็นอีกวันหนึ่งที่เรือนจำปล่อยตัว “ผู้ต้องโทษ” คดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ออกมาจำนวนมากถึง 5 คนภายในวันเดียวกัน ซึ่งทั้งหมดล้วนต้องโทษในลักษณะ “โพสต์-แชร์” ข้อความ-คลิปที่สุ่มเสี่ยงกับ “มาตรา 112” แทบทั้งสิ้น

ปัจจุบันยังเหลือผู้ต้องโทษตาม “ม.112” อยู่อีกอย่างน้อย 47 คน ตามข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

โดยแยกเป็นผู้ต้องขังที่ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างการต่อสู้คดี อย่างน้อย 28 คน ผู้ต้องขังคดีถึงที่สุดแล้ว 18 คน และเยาวชนที่ถูกคุมขังในสถานพินิจอีก 1 คน โดยส่วนใหญ่ล้วนเป็นแกนนำ หรือสมาชิกระดับนำแถว 2-3 ของขบวนการ “ม็อบราษฎร” ที่ผงาดขึ้นมาท้าทาย “เพดาน” การเมืองไทย ระหว่างปี 2562-2565

ในช่วง 3 ปีดังกล่าว มีแกนนำ-นักกิจกรรม-แนวร่วมม็อบนี้ ถูกตำรวจจับกุมทั้งในคดีมาตรา 112 และคดีเกี่ยวกับการชุมนุมเป็นจำนวนไม่น้อย บางคนต้องคดีเกี่ยวกับการใช้อาวุธ วัตถุระเบิด และวางเพลิง

โดยสมาชิกระดับ “แถว 1” น่าจะยังเหลือเพียงคนเดียวคือ “อานนท์ นำภา” ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน และทนายผู้ว่าความให้คนเสื้อแดง ที่ผันตัวมาเป็นแกนนำม็อบราษฎรช่วงปี 2562 ก่อนจะถูกจับ และส่งไปจำคุกระหว่างการพิจารณา ปัจจุบันเขาถูกจำคุกไปแล้ว 10 คดี รวมโทษจำคุกทั้งสิ้น 26 ปี 37 เดือน 20 วัน โดยทุกคดียังอยู่ระหว่างอุทธรณ์คำพิพากษา

ที่เหลือส่วนใหญ่ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด แต่ศาลอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างต่อสู้คดี เช่น “รุ้ง” ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล มี 10 คดี เบนจา อะปัญ 8 คดี ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา 6 คดี พรหมศร วีระธรรมจารี 6 คดี ชูเกียรติ แสงวงค์ วรรณวลี ธรรมสัตยา เกียรติชัย ตั้งภรณ์พรรณ 4 คดี ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล 3 คดี เป็นต้น

บางคน “ลี้ภัย”ทางการเมืองไปต่างประเทศแล้ว เช่น “เพนกวิน” พริษฐ์ ชิวารักษ์ มี 14 คดี ศาลตัดสินแล้ว 1 คดี โทษจำคุก 2 ปี แต่เจ้าตัวหลบหนีคำพิพากษา ลี้ภัยในต่างประเทศ เช่นเดียวกับ “ไมค์” ภาณุพงศ์ จาดนอก มีคดีติดตัว 9 คดี ศาลตัดสินแล้ว 1 คดี โทษจำคุก 4 ปี แต่ปัจจุบันลี้ภัยไปต่างประเทศแล้ว

น่าสังเกตว่า “ผู้ต้องโทษ” ในคดีมาตรา 112 ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะช่วงหลังการชุมนุมของ “ม็อบราษฎร” ระหว่างปี 2562-2565 มักเกิดขึ้นจากการ “โพสต์-แชร์” ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียแทบทั้งสิ้น

เอาแค่ 5 ผู้ต้องโทษรายล่าสุดที่เพิ่งถูกปล่อยตัว ไม่ว่าจะเป็น อัญชัญ ปรีเลิศ โทษจำคุก 29 ปี 174 เดือน ธนพร โทษจำคุก 2 ปี สมบัติ ทองย้อย โทษจำคุก 4 ปี ทีปกร หรือ กิ๊ฟ โทษจำคุก 3 ปี ล้วนเกิดจากการโพสต์ หรือแชร์ลงโซเชียลมีเดียแทบทั้งสิ้น

สำหรับการทำสำนวนในคดีมาตรา 112 ปัจจุบันนั้น ยังเปิดช่องให้ “ประชาชนทั่วไป” มีสิทธิยื่นแจ้งความต่อสถานีตำรวจได้ทั่วประเทศ หากพบกรณีต้องสงสัย หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการตามขั้นตอน เช่น เรียกมาแจ้งข้อกล่าวหา ถ้าไม่มาออกหมายจับ ก่อนทำสำนวนส่งอัยการ

อย่างไรก็ดีขั้นตอนการยื่นฟ้องนั้น เป็นดุลพินิจของอัยการสูงสุด (อสส.) ชี้ขาดในขั้นตอนสุดท้ายว่าจะสั่งฟ้องหรือไม่

ทว่า นอกเหนือจาก “มาตรา 112” ที่จะต้องถูกฟ้องในสำนวนแล้ว มักพ่วงคดีผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ซึ่งมีอัตราโทษสูงลิบเข้าไปด้วย จึงกลายเป็นเหตุผลที่ศาลไม่ให้ประกันตัว เนื่องจากอัตราโทษสูง หวั่นเกรงผู้ต้องหาจะหลบหนี

ท่ามกลางความขัดแย้งทางความคิดที่กำลังโถมใส่กันระหว่างฝ่าย “ปกป้อง” และ “ต้องการแก้ไข” ยังคงไม่ตกผลึกนั้น

ประเด็นนี้พูนสุข พูนสุขเจริญ ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เคยเล่าผ่านพอดแคส “มนุษย์ออนไลน์ ปี 2 EP.6 : แค่โพสต์ ก็อาจโดนคดี! การฟ้องคดีแสดงออกบนโลกออนไลน์” และปรากฏคำให้สัมภาษณ์บนรายงานเว็บไซต์ประชาไท เมื่อ 13 ธ.ค. 2567

โดย “พูนสุข” ระบุว่าเนื้อหาที่ถูกนำไปดำเนินคดีมีทุกรูปแบบตั้งแต่คำก่นด่า การวิพากษ์วิจารณ์ สเตตัสที่เป็นเหตุ เป็นผล มีข้อมูลรับรอง อย่างสเตตัสที่กล่าวถึงการนำเข้าวัคซีน ไปจนถึงการพูดถึงสิ่งที่ได้ผลกระทบในชีวิตประจำวัน แม้กระทั่งข้อความตลก มีม ในโลกออนไลน์ก็ถูกดำเนินคดีด้วย

“พูนสุข” ระบุอีกว่า สถานการณ์ปัจจุบันเรามีความเสี่ยงที่จะถูกดำเนินคดีได้ง่าย แต่เราก็สามารถระมัดระวังตัวได้ ถึงอย่างไรก็ไม่ควรเป็นการโทษผู้ถูกดำเนินคดีว่า ไม่ระมัดระวัง หรือเลือกที่จะวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นนี้เอง แต่ปัญหาคือกระบวนการยุติธรรมและกฎหมาย ที่ถูกใช้ปิดกั้นเสรีภาพการแสดงออก

ทั้งนี้ “พูนสุข” เสนอทางออกเบื้องต้นว่า เวลาจะโพสต์หรือแสดงความคิดเห็นอะไร ต่อให้จำกัดคนแค่ไหน เราต้องตระหนักเสมอว่านั่นคือโพสต์สาธารณะ ต่อให้คุณมีเพื่อนแค่ห้าคนสิบคน มันก็สาธารณะอยู่ดี โดยการป้องกันตัวที่ดีที่สุดคือการตระหนักว่าความเห็นของเราอยู่พื้นที่สาธารณะ อาจจะไปถึงคนที่เกลียดรออยู่แล้ว หรือคนที่เป็นกลุ่มคนรักสถาบัน

เมื่อตระหนักเรื่องความเป็นสาธารณะแล้ว ในลำดับต่อมาการแสดงความคิดเห็นควรอยู่บนเส้นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต อย่างการตั้งคำถามไม่ใช่การหมิ่นประมาท หรือการยืนยันข้อเท็จจริง ก็มีโอกาสสู้ในทางกฎหมาย แต่ในความเป็นจริง แม้แต่ตั้งคำถามก็สามารถถูกดำเนินคดีได้ ในส่วนการด่าทอนั้นมีทางต่อสู้ทางกฎหมายน้อยกว่า

“พูนสุข” เสนออีกว่า หากเป็นฝ่ายที่ถูกฟ้องดำเนินคดี เมื่อมีการคำร้องถึงตำรวจหลังจากผ่านกระบวนการต่าง ๆ แล้ว จะมีการส่งหมายเรียก หรือหมายจับมาถึงเรา ต้องดูว่าเป็นหมายเรียกอะไร หมายเรียกพยานหรือหมายเรียกผู้ต้องหา บางคดีของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เป็นการออกหมายเรียกพยาน ให้เราไปให้ข้อมูล เช่นว่า โพสต์ที่ถูกกล่าวหาเป็นของเราหรือไม่ ท้ายที่สุดเราถูกดำเนินคดีเอง

ดังนั้น แม้จะเป็นหมายเรียกพยานก็ควรจะมีทนายไปด้วย แต่ถ้าหากถูกหมายเรียกผู้ต้องหา ควรหาข้อมูลก่อน เช่นโทรถามกับตำรวจว่าเป็นโพสต์ไหนที่ถูกกล่าวหา เพื่อเตรียมหาข้อมูลเพิ่ม หรือหาว่ามีโพสต์อื่นของเราที่สุ่มเสี่ยงอีกไหม และติดต่อให้ทนายไปพบเจ้าหน้าที่ด้วย

ส่วนกรณีที่ถูกหมายจับ จะไม่มีการแจ้งล่วงหน้า ถ้ามีเพียงแต่หมายจับอย่างเดียว ไม่มีหมายค้น ตำรวจจะไม่สามารถเข้ามาในบ้านได้

ถ้าดูตามข่าว จะเห็นตำรวจมักจะนำหมายจับมาตอนเช้า ที่เราเพิ่งตื่นนอน ตั้งสติไม่ทัน จำเป็นต้องดูด้วยว่า หมายค้นเพื่อจับกุม หรือหมายค้นเพื่อหาพยานหลักฐาน

ถ้าเป็นหมายค้นเพื่อจับกุมอย่างเดียว ตำรวจจะไม่สามารถเอาสิ่งของเราไปได้ หากมีการยึดมือถือเรา แม้จะมีหมายค้นระบุไว้ แต่การเข้าถึงข้อมูลในมือถือต้องได้รับความยินยอมจากเรา หากเป็นหมายค้นคอมพิวเตอร์ หรือมือถือ ที่ต้องการใช้พาสเวิร์ด ต้องมีหมายจากทาง กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโลยี (บก.ปอท.)โดยตรงเท่านั้น

นอกจากนี้ เมื่อมีตำรวจมาที่หน้าบ้าน สิ่งที่ทำควรจะเป็นการโทรหาทนาย แล้วตรวจเช็คเอกสาร จึงให้ตำรวจเข้ามาในจำนวนที่สมเหตุผล เช่นหากอยู่คนเดียวก็ควรจะให้ตำรวจเข้ามาแค่ 1-3 คนเป็นต้น แล้วจึงตรวจค้นไปทีละจุดไปพร้อมกันกับเรา เพราะหากเข้ามามากเกิน เราไม่สามารถดูได้ครบ ว่าตำรวจค้น หรือยึดอะไรไปบ้าง

แต่ถ้าหากถูกจับกุมไปแล้ว “พูนสุข” อธิบายเพิ่มเติมว่า ต้องคิดเสมอว่าเรามีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ก็ได้ ขอให้การในชั้นศาล หรือให้การเป็นหนังสือภายก็ย่อมได้ ส่วนถ้าหากต้องการรับสารภาพ ควรทำในชั้นศาล หลังจากปรึกษากับทนายความ ได้เห็นพยานหลักฐานอย่างครบถ้วนก่อนจึงตัดสินใจ

ทั้งหมดคือข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับ “คดีมาตรา 112” ว่า โพสต์แบบไหน แชร์อย่างไร ถึงสุ่มเสี่ยงเข้าข่ายโดนคดี เนื่องจาก มาตรา 112 ยังไม่ตกผลึกจากสังคมส่วนใหญ่ว่า ถึงเวลาต้องแก้ไขแล้วหรือไม่

ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การใช้วิจารณญาณในการเสพข้อมูลข่าวสารให้ครบถ้วน รอบด้าน คิดไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนเสียก่อน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก กรุงเทพธุรกิจ

‘พท.’ ควง 5พรรคร่วมฯ จับมือกันต่อ เร่ง โหวตเลือกนายกฯ คนใหม่ โดยเร็ว

10 นาทีที่แล้ว

‘แพทองธาร’ สวมกอด ‘พจมาน’ สส.ร่วมให้กำลังใจหลังพ้นนายกฯ

31 นาทีที่แล้ว

ธปท.ชี้ การเมืองป่วนระยะสั้น แต่เชื่อเศรษฐกิจไทยยังเดินต่อได้

43 นาทีที่แล้ว

'อนุทิน' ถึง ปชน.คุย 'เท้ง' บอกรับได้เงื่อนไขแก้ รธน.-ยุบสภา

50 นาทีที่แล้ว

วิดีโอแนะนำ

ข่าวและบทความการเมืองอื่น ๆ

‘พท.’ ควง 5พรรคร่วมฯ จับมือกันต่อ เร่ง โหวตเลือกนายกฯ คนใหม่ โดยเร็ว

กรุงเทพธุรกิจ

"ครม.รักษาการ" นัดประชุมวาระพิเศษ พรุ่งนี้ 10 โมงเช้า

สยามรัฐ

กล้าธรรม ยังกั๊ก รอดูข้อเสนอ 2 ขั้ว ค่อยตัดสินใจหนุนใครเป็นนายกฯ ด้าน 'อนุทิน' รุดคุย

MATICHON ONLINE

‘กล้าธรรม’ ฉายเดี่ยว ไม่ร่วมแถลงข่าวกับขั้วเพื่อไทย ประกาศเปิดรับทุกข้อเสนอ ‘ร่วมรัฐบาล’

The Momentum

กล้าธรรม เปิดดีล ภท.ก่อนเลือกฝ่ายร่วมตั้งรัฐบาล ชี้ต้องการให้ประเทศพ้นอุปสรรค

ประชาชาติธุรกิจ

‘บิ๊กเล็ก’ เซ็นโผทหารแล้ว เปิดชื่อแม่ทัพภาคที่ 1,2 คนใหม่

ไทยโพสต์

ข่าวและบทความยอดนิยม