ใจถึงก็เล่นต่อ!
สถานการณ์ของตลาดหุ้นไทยคงเรื่อย ๆ เปื่อย ๆต่อไปอีกพักใหญ่ เพราะนักลงทุนที่เป็นแกนหลัก และเป็นคีย์สำคัญในการดันตลาดหุ้น ยังตั้งป้อมขายหุ้นออกมาตลอดเวลา จนทำให้ตลาดหุ้นไทยออกอาการเครื่องรวนเป็นเวลาครึ่งเดือน โดยกรอบการเคลื่อนไหวยังวนเวียนไปมาในกรอบ 1,230-1,280 จุด ซึ่งเป็นภาพที่ย้ำให้เห็นว่า ตลาดหุ้นขาดแรงส่งที่จะทำให้ดัชนีเดินหน้าอย่างมั่นคงพะยะค่ะ
ฉะนั้นการที่ดัชนียืนปิดในระดับ 1,250.09 จุด บวกไป 2.06 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย3.57 หมื่นล้านบาท จึงเป็นการฉายภาพความไม่มั่นใจของนักลงทุนได้เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยพื้นฐานเอื้อให้ดัชนีมาได้แค่นี้! ผนวกกับปัญหาทางการเมือง และเศรษฐกิจยังเดือดปุด ๆ ตลอดเวลา จึงเป็นแรงกดดันให้นักลงทุนสถาบันต้องปล่อยเกียร์ว่างชั่วคราว สภาพของตลาดหุ้นไทยเลยออกมาอย่างที่เห็นกันนี่แหละ!
เมื่อสถานการณ์ยังครึ่ง ๆ กลาง ๆ “โมนิก้า” ก็อากเอ่ยถึงตัวอย่างหุ้นใหญ่พิมพ์นิยมอย่าง KBANK เพื่อชี้ให้เห็นภาพการเคลื่อนตัวในช่วงเดือนครึ่งถือว่าดีมาก ๆเพราะหุ้นขึ้นจาก 147 บาทจนขึ้นไปถึงระดับ 170 บาทแต่สองสัปดาห์หลังจากนั้นก็โรยตัวลงมาเรื่อย ๆ พร้อมกับลงไปทำโลว์ที่ระดับ 163 บาทก่อนจะเด้งขึ้นมาปิดที่ 167.50 บาท บวกไป 4 บาท หรือขึ้นไป 2.45% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 2.06 พันล้านบาทแบบนี้..น่าจะได้ไปต่อ..ถ้าผิดไปจากนี้ ก็ไม่ใช่แล้ว..อิอิอิ
ส่วนรายที่แอบขึ้นมาเรื่อย ๆ แต่ไม่ค่อยได้เม้าท์ถึง “โมนิก้า” ขอมองไปที่หุ้น KKP เพื่อชี้ให้เห็นแพทเทิร์นการขึ้นก็คล้ายกับรายข้างต้น แต่ต่างกันตรงวานนี้ที่หุ้นพุ่งแรงขึ้นมาปิดที่ระดับ 59.75 บาท บวกไป2.75 บาท หรือขึ้นไป4.80% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย399 ล้านบาท เลยกลายเป็นที่จับจ้องของนักเล่น เพราะวอลุ่มซื้อเข้ามาแน่นเหลือเกิน เลยทำให้คิดต่อไปว่า ราคาหุ้นจะวิ่งทะลุเป้า 60 บาทไปไกลขนาดไหน? หลังกำไรไตรมาส 2 โตดีเหลือจ้า!
ประเด็นดังกล่าวทำให้ “โมนิก้า” ต้องเอ่ยถึงหุ้น BGRIM เป็นรายถัดมา หลังหุ้นทะยานขึ้นมาปิดที่ระดับ 13 บาท บวกไป1.20 บาท หรือขึ้นไป10.15% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย633 ล้านบาท ทั้งที่วันก่อนเพิ่งโดนขายหนักไปหยก ๆ ส่งผลให้การขึ้นครั้งนี้ถูกจับตาเป็นอย่างมาก และถ้าดูจากราคาเฉลี่ยที่นักวิเคราะห์ให้ไว้ที่ระดับ 14 บาทและมีราคาสูงสุดอยู่ที่ 22 บาท ก็น่าสนใจไม่ใช่น้อยนะจะบอกให้
สำหรับหุ้นเด่นประเด็นร้อนอย่าง DUSIT ทะยานขึ้นไปถึงระดับ 12.30 บาท ก่อนจะโรยตัวลงมาปิดที่ระดับ 11.30 บาทบวกไป1.80 บาท หรือขึ้นไป18.95% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย82 ล้านบาท “โมนิก้า” มองเป็นเกมของคนที่เดาว่า นี่เป็นการซื้อหุ้นแข่งกับอีกฝั่ง เพราะต้องการกุมเสียงโหวตของฝั่งตัวเองให้ได้มากสุด โดยวันหน้าอีฉันจะมาเล่าบริบทของเรื่องนี้ให้ฟังอย่างละเอียด เพราะสิ่งที่เห็นในวันนี้ มันช่างตรงข้ามกับสิ่งที่อีฉันเคยรับรู้นะซี
ประเด็นข้างต้นทำให้ “โมนิก้า” อยากเอ่ยถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่อย่างราบรื่นของหุ้น MVP ขึ้นมาทันที! เพราะงานนี้เป็นการขายหุ้น PP จำนวนมากถึง 800 ล้านหุ้นให้กับ “บ.คอมเซเว่น โฮลดิ้ง”เป็นจำนวน 580 ล้านหุ้น และ “บ.ทีอาร์พาร์เนอร์”เป็นจำนวน 220 ล้านหุ้น ซึ่งดูตามหน้าเสื่อที่แบออกมาให้กันโต้งแบบนี้..เขาเรียกว่า เทกโอเวอร์อย่างสมบูรณ์แบบ เพราะกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมมีหุ้นไม่ถึง 100 ล้านหุ้นนะนายจ๋า!
ส่วนในรายของ XYZ ที่มีการขายหุ้น PP ให้กับ “โสรัตน์ วณิชวรากิจ”จำนวน 100 ล้านหุ้น และ “เฉลิมโชค ล่ำซำ”เป็นจำนวน 20 ล้านหุ้น ถือเป็นการดึงคนดังเข้ามาร่วมหัวจมท้ายแบบนี้ “โมนิก้า” มองเป็นเรื่องของเป้าหมายเหมือนกันเลยทำให้กลุ่มคนดังกล้าใส่เงินเข้ามาในบริษัท ซึ่งต้องใช้เวลาพิสูจน์ความคิดดังกล่าวว่า ถูกไหม? เพราะเรื่องบิตคอยน์เป็นอะไรที่พูดยาก และไม่มีใครหยั่งรู้พะยะค่ะ
โมนิก้าและทีมงาน