"อานันท์ ปันยารชุน" นายกฯ ผู้มาพร้อมภารกิจ "ยุบสภา" คืนอำนาจให้คนไทย
การยุบสภาผู้แทนราษฎร คือกระบวนการที่ทำให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดสิ้นสุดลงก่อนครบวาระ เพื่อเปิดทางให้มีการจัดการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นใหม่ กลไกนี้ถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญของไทยมาตั้งแต่ฉบับแรกคือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475
ข้อมูลจาก สถาบันพระปกเกล้า ระบุ อำนาจในการยุบสภาเป็น พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ซึ่งต้องกระทำโดยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้กราบบังคมทูลและลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ พ.ร.ฎ.ยุบสภาจะต้องกำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการทั่วไปภายในระยะเวลาที่รัฐธรรมนูญแต่ละฉบับกำหนดไว้ เช่น ภายใน 90 วันตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2475 หรือ 60 วันตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540
นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญไทยยังกำหนดหลักการสำคัญว่า การยุบสภาจะกระทำได้เพียงครั้งเดียวในเหตุการณ์เดียวกัน เพื่อป้องกันการใช้อำนาจซ้ำซ้อนและเสริมสร้างเสถียรภาพทางการเมือง
เมื่อมีการยุบสภา ความเป็น สส.จะสิ้นสุดลงทันที และคณะรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งอยู่จะต้องพ้นจากตำแหน่งเช่นกัน ทว่ายังคงต้องทำหน้าที่เป็น "คณะรัฐมนตรีรักษาการ" ต่อไปจนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้ารับหน้าที่ เพื่อไม่ให้การบริหารราชการแผ่นดินต้องหยุดชะงัก โดยมีข้อจำกัดในการใช้อำนาจบางประการ
ส่วนวุฒิสภาจะไม่ถูกยุบ สมาชิกวุฒิสภายังคงอยู่ในตำแหน่งจนครบวาระ
สาเหตุทั่วไปของการยุบสภาในประวัติศาสตร์ไทย มีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งโดยส่วนใหญ่สามารถจัดกลุ่มได้ดังนี้
- ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ เช่น รัฐบาลไม่สามารถผลักดันร่างกฎหมายสำคัญให้ผ่านสภาได้ หรือสภามีมติไม่เห็นชอบกับการดำเนินงานของรัฐบาล
- ความขัดแย้งภายในพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล ความแตกแยกภายในพรรคร่วมรัฐบาลส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดิน
- วิกฤตการณ์ทางการเมือง สถานการณ์ที่ประเทศเผชิญกับปัญหาความตึงเครียดทางการเมือง การชุมนุมประท้วง หรือความไม่สงบเรียบร้อย จนรัฐบาลไม่สามารถบริหารประเทศต่อไปได้ตามปกติ
- เพื่อชิงความได้เปรียบทางการเมือง ในบางกรณี นายกรัฐมนตรีอาจตัดสินใจยุบสภาในช่วงที่รัฐบาลกำลังได้รับความนิยมสูง เพื่อหวังผลการเลือกตั้งให้ได้คะแนนเสียงมากขึ้น
- ปฏิบัติภารกิจตามเป้าหมายเสร็จแล้ว ในบางวาระ นายกรัฐมนตรีอาจเห็นว่าได้บรรลุเป้าหมายสำคัญที่วางไว้ และสมควรคืนอำนาจให้ประชาชนเลือกผู้แทนชุดใหม่
หนึ่งเดียวในประวัติศาสตร์ นายกฯ ที่เข้ามาเพื่อยุบสภา
นับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ.2475 ประเทศไทยได้มีการยุบสภาผู้แทนราษฎรมาแล้วรวมทั้งสิ้น 14 ครั้ง (ข้อมูลถึงเดือนมีนาคม พ.ศ.2566) ในบรรดานายกรัฐมนตรีหลายท่านที่เคยใช้อำนาจยุบสภาเพื่อสาเหตุต่าง ๆ มีเพียงท่านเดียวที่เข้ามารับตำแหน่งโดยมีเจตนาจำเพาะและชัดเจนคือเพื่อยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่ นั่นคือ นายอานันท์ ปันยารชุน
ในการยุบสภาครั้งที่ 7 ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 มิ.ย.2535 เหตุการณ์นี้เป็นผลสืบเนื่องมาจาก วิกฤตการณ์ทางการเมืองครั้งสำคัญที่รู้จักกันในชื่อ "พฤษภาทมิฬ" ในเดือน พ.ค.2535 ซึ่งนำไปสู่การลาออกจากตำแหน่งของ พล.อ.สุจินดา คราประยูร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น
ภายใต้สถานการณ์ความตึงเครียดและการเรียกร้องของประชาชน รัฐบาลของ นายอานันท์ ปันยารชุน และคณะรัฐมนตรี ได้รับการแต่งตั้งเข้ามาทำหน้าที่เป็น "รัฐบาลเฉพาะกิจ" หรือ "รัฐบาลเฉพาะกาล" ภารกิจหลักของรัฐบาลชุดนี้คือการใช้กระบวนการทางรัฐสภาและรัฐธรรมนูญเพื่อคืนอำนาจให้กับประชาชน ในช่วงเวลานั้น สภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งและมีแนวโน้มจะจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ไม่ได้รับการยอมรับจากสาธารณชนอย่างกว้างขวาง
ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลของนายอานันท์ ปันยารชุน จึงเข้ามาเพื่อดำเนินการยุบสภา โดยมีเป้าหมายเพื่อเปิดทางให้มีการจัดการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่
การตัดสินใจดังกล่าวเป็นการแก้ไขวิกฤตการณ์ทางการเมืองด้วยกลไกประชาธิปไตยอย่างแท้จริง และเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของนายกรัฐมนตรีที่เข้ารับตำแหน่งโดยมีเจตนาจำเพาะเพื่อเป็นผู้ดำเนินการยุบสภาและนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่โดยตรง เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ทางการเมืองที่ตึงเครียดและฟื้นฟูความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย
กรณีของนายอานันท์ ปันยารชุน จึงเป็นหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่แสดงให้เห็นถึงบทบาทของนายกรัฐมนตรีที่เข้ามารับภารกิจอันจำเพาะและท้าทาย เพื่อนำพาสังคมกลับสู่เส้นทางของประชาธิปไตยที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนผ่านการเลือกตั้งใหม่
ที่มาของข้อมูล : พระราชอำนาจในการยุบสภาผู้แทนราษฎร, การยุบสภา พ.ศ. 2481, 30 มิถุนายน พ.ศ. 2535, ชีวประวัติ อานันท์ ปันยารชุน
อ่านข่าวอื่น :
หุ้นไทยร่วง 13.48 จุด หลังศาลฯ วินิจฉัย "แพทองธาร " พ้นนายกฯ ปมคลิปเสียง