The Allure of Antarctica ดื่มด่ำดินแดนสีขาวสุดขอบโลกกับ ‘พญ.ศิริวรรณ ตั้งเจริญชัยชนะ’
Hello Magazine Thailand
อัพเดต 11 พฤษภาคม 2569 เวลา 22.27 น. • เผยแพร่ 4 ชั่วโมงที่ผ่านมา • HELLO! Magazine Thailandนาทีที่ล้อเครื่องบินโบอิ้งที่เรานั่งจากเคปทาวน์แตะลงบนรันเวย์สีขาวโพลนด้วยหิมะที่สนามบิน Wolf’s Fang นั่นหมายความว่าเรามาถึง deep field ของแอนตาร์กติกาแล้วโดยสมบรูณ์แบบ 7 วันต่อจากนี้ คือการใช้ชีวิตอยู่ในดินแดนที่ได้ชื่อว่าหนาวที่สุด แห้งที่สุด ลมแรงที่สุดในโลก และเป็นช่วงเวลาที่ดื่มดํ่าหัวใจที่สุดเช่นเดียวกัน
ความตั้งใจมาเยือนแอนตาร์กติกาของหมอและพี่คิด (จิตติพร จันทรัช-สามี) เกิดขึ้นเมื่อสองปีก่อนเพื่อฉลองครบรอบแต่งงานปีที่ 18 เราสองคนชอบเที่ยวที่แปลกๆ มีธรรมชาติที่มหัศจรรย์น่าค้นหา เมื่อได้เจอทริปนอนในแอนตาร์กติกาที่จัดโดย White Desert ก็ตัดสินใจได้ทันที แต่น่าเสียดายที่พี่คิดซึ่งเตรียมแพลนและจองทุกอย่างเอาไว้อย่างดีกลับติดภารกิจกะทันหัน หมอจึงต้องเดินทางไปกับน้องชายแทน ถึงอย่างนั้นความตั้งใจเดิมไม่เคยถูกพับเก็บ ในที่สุดเราสองคนก็ได้มาเยือนแอนตาร์กติกาด้วยกันเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ในฤดูร้อนที่พระอาทิตย์ไม่เคยลับฟ้าของขั้วโลกใต้
การไปถึงแอนตาร์กติกาสามารถไปได้ด้วยการล่องเรือครูซ ที่จะเข้าถึงได้เฉพาะบริเวณขอบแผ่นดินที่เป็นน้ำแข็ง กับไปโดยเครื่องบินเพื่อเข้าไปยังส่วนลึกของแผ่นดินที่ไร้คนท้องถิ่นอาศัย จะมีก็แต่เพียงสถานีวิจัยของประเทศต่างๆ ที่มีคนรวมกันอยู่ไม่เกิน 500 คน และนักเดินทางท่องเที่ยวที่จำกัดจำนวนราวไม่กี่ร้อยคนต่อปี หมุนเวียนกันเข้ามาเฉพาะช่วงฤดูร้อนคือปลายเดือนพฤศจิกายนจนถึงมกราคมเท่านั้น แม้จะมีช่วงเวลากำหนดชัดเจน แต่นักท่องเที่ยวจะเข้าไปถึงจุดนั้นได้ยังต้องอาศัยโชคช่วย เพราะหากอากาศไม่เป็นใจ ลมแรงเที่ยวบินจะถูกยกเลิก การจองทริปของเราจึงต้องเผื่อเวลาและเผื่อใจให้ลุ้นตาม
ที่พักของเราคือ Echo Camp พอดทรงแคปซูลกลางผืนน้ำแข็งเย็นเฉียบสำหรับสองคน มีทั้งหมด 6 พอด ทั้งกรุ๊ปจึงรับได้เพียง 12 คน นอกจากผู้ร่วมทริป 12 คนล้วนมาจากต่างที่ ทั้งลำที่บินไปด้วยกันมีเพียงแค่นักวิทยาศาสตร์ของสถานีวิจัย และทีมงานพร้อมอุปกรณ์ที่นำมาดูแลพวกเรา รวมถึงเชฟที่เตรียมวัตถุดิบมาปรุงเสิร์ฟอาหารอร่อยเทียบเท่าไฟน์ไดนิ่ง จึงเป็นการพักที่สะดวกสบายและพร้อมมากทั้งระบบน้ำอุ่น ฮีตเตอร์ ห้องน้ำก็ต้องติดตั้งใหม่ ของเสียที่เราขับถ่ายเมื่อกดฟลัชก็จะถูกห่อด้วยฟ้อยล์โดยอัตโนมัติ ก่อนจะถูกขนกลับไปทิ้งที่เคปทาวน์พร้อมขยะต่างๆ แบบไม่ทิ้งอะไรไว้ในแอนตาร์กติกา
แม้จะทำงานกันแค่ประมาณ 2 – 3 เดือนที่เปิดรับนักท่องเที่ยว แต่กว่าจะถึงวันนี้พวกเขาต้องทำงานล่วงหน้ากัน 6 เดือนเพื่อเตรียมการ White Desert เปิดรับทีมหน้างานใหม่ทุกปี ไม่ว่าจะเป็นพนักงานต้อนรับหรือเชฟ และคนก็สมัครล่วงหน้ากันเป็นปี บางคนยอมลาออก จากงานเก่าเพื่อมาทำงานเพียงช่วงสั้นๆ หากอยากทำต่ออีกในปีหน้าก็ต้องสมัครใหม่ แม้เขาจะไม่ได้กินอยู่นอนสบายเหมือนนักท่องเที่ยว ทุกคนก็อยากแลกเพราะมันคือครั้งหนึ่งในชีวิตกับการผจญภัยในดินแดนสุดขั้วโลก
ทุกทริปจะกำหนดเวลาไว้ 7 วันเพื่อหมุนเวียนให้นักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่เข้ามา แต่บางกลุ่มอาจใช้เวลาน้อยกว่าหรือมากกว่านั้นตามเที่ยวบินที่ถูกกำหนดด้วยลม พระอาทิตย์วิ่งวนเป็นวงกลมแนวราบไม่เคยลับเส้นขอบฟ้า เราจะรู้กลางวันกลางคืนได้จากกิจกรรมที่จัดไว้ ซึ่งอ้างอิงตามเวลาของอังกฤษ ทุกกิจกรรมที่ทำไว้ดีมาก เพราะรองรับคนที่มีสมรรถนะร่างกายต่างกัน แต่ก็ไม่ได้บังคับว่าเราต้องทำทุกกิจกรรม ส่วนใครอยากชิลล์อยู่ที่แคมป์ก็มีห้องสันทนาการ ห้องอ่านหนังสือ มีซาวน่าเตรียมไว้ให้ หรือจะออกไปขี่ออโตโมบิล ขี่จักรยานล้อโต ไถสเลดลงเนินหิมะสนุกๆ ก็ได้ตลอดเวลา และหมอกับพี่คิดเราไม่พลาดเลยสักกิจกรรม
ทุก 10 โมงหลังอาหารเช้า mountaineer หรือไกด์จะมาบรีฟว่าวันนี้เราจะทำอะไรได้บ้างตามสภาพอากาศที่เป็นทุกวันจะมี Ice Hiking ขึ้นไปบน Nunatak โขดหินที่เห็นคือยอดเขาที่โผล่พ้นผืนน้ำแข็งที่มีความหนาสุดเกือบ 5 กิโลเมตร รอบๆ Echo Camp จะมี Nunatak หลายยอดอยู่ล้อมรอบ มีชื่อเรียกเช่น Cheese Grater บ้าง T-Rex บ้าง แต่ละยอดมีลักษณะต่างกันจากการกัดเซาะของลม ความท้าทายในการปืนจึงต่างกันไป บางยอดชันเกือบ 90 องศา เราไต่ขึ้นไปโดยมีเชือกผูกติดที่เอวต่อกันประมาณ 3 – 4 คน ถ้ามีใครลื่นก็จะมีน้ำหนักของคนที่เหลือรั้งเอาไว้ไม่ให้หล่น แม้บางยอดจะน่าหวาดเสียว แต่ความมืออาชีพของไกด์ก็พาเราขึ้นลงได้อย่างอุ่นใจ บางคนนึกสนุกก็ซิปไลน์ลงมาจาก Nunatak ได้เหมือนกัน
Ice Climbing เป็นอีกกิจกรรมที่เรียกความตื่นเต้น ทีมพาเราไปปิกนิกกันที่ริมหน้าผาชันสูงราว 300 เมตร ก่อนจะพาเราโรยตัวลงจากหน้าผา แล้วปืนกลับขึ้นมาใหม่โดยมีฮุคในมือช่วยเหนี่ยวตัวขึ้นมา งานนี้ต้องอาศัยความกล้าและร่างกายที่ฟิตพอสมควร พวกเราสนุกกันมาก แต่ก็เหนื่อยใช้ได้
บางวันเรามุดเข้าไปใน Crevasse ซึ่งเป็นรอยแยกของน้ำแข็งที่อยู่ใต้น้ำแข็ง หากเราตกลงไปหรือทำอะไรหล่น เราจะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าความลึกของโพรงนี้จะไปสุดที่ตรงไหน ไกด์จึงต้องกำชับให้เราเดินในทางที่เขาสำรวจไว้เท่านั้น ภายในนั้นเต็มไปด้วยความสวยงามบริสุทธิ์ของ ice crystal ที่เกิดจากการแข็งตัวแบบสมบูรณ์ของโมเลกุลน้ำ จุดนี้เป็นจุดที่หมอเคยได้มาสำรวจกับน้องชายเมื่อสองปีก่อน จึงได้เห็นว่ารูปร่างของโพรงนั้นแคบลงไม่เหมือนเดิม เป็นสิ่งยืนยันว่าโพรงน้ำแข็งมีการเคลื่อนที่ตลอดเวลา คือความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่มนุษย์เนรมิตขึ้นไม่ได้
ไฮไลต์สำคัญของแอนตาร์กติกา คือการไปที่ South Pole Marker และไปยังถิ่นที่อยู่ของเพนกวินจักรพรรดิ ซึ่งการจะไป South Pole นั้น เราต้องนั่งเครื่องบินใบพัดจากสนามบิน Wolf’s Fang ไปอีกประมาณ 7 ชั่วโมง สิ่งที่บอกว่าจุดนี้คือ South Pole คือการปักหมุดของนานาประเทศในบริเวณนั้น และในความเป็นจริงก็คือ South Pole หรือจุดขั้วโลกใต้จะย้ายที่ไปตามการเคลื่อนที่ของแกนแม่เหล็กโลก ซึ่งปัจจุบันนี้เลื่อนไปจากจุดแรกที่เคยปักไว้ประมาณ 100 เมตรแล้ว
การเดินทางด้วยเครื่องบินในแอนตาร์กติกา ความลุ้นอีกอย่างของผู้โดยสารคือการแลนดิ้งลงบนรันเวย์ที่เป็นลานน้ำแข็งลื่นๆ ไม่มีหอบังคับการบิน ไม่มียอดตึกให้สังเกต วิธีที่นักบินลงจอดจึงต้องสื่อสารกับพนักงานภาคพื้นโดยตรง โอกาสในการลื่นไถลออกจากรันเวย์จึงสูงมาก นักบินต้องอาศัยทักษะส่วนตัวในการประเมินแรงลม องศา ทิศทางต่างๆ เมื่อเครื่องจอดลงได้อย่างเรียบร้อย เสียงเฮจึงดังลั่นเพราะเอาใจช่วยกันทั้งลำ
ส่วนการไปดูเพนกวินจักรพรรดิ เราต้องนั่งเครื่องบินลำเล็กแบบไปกลับที่ Atka Bay ซึ่งใช้เวลาเดินทางราว 3 ชั่วโมง เพนกวินจักรพรรดิจะไม่อาศัยอยู่รอบชายฝั่งเหมือนสายพันธุ์อื่นๆ ที่นั่งเรือไปดูได้ เราจึงต้องนั่ง Ice Automobile ที่เป็นรถบรรทุกเข้าไปยังฝูงของเขาแล้วเฝ้าดูจากระยะไกลๆ โดยต้องระวังไม่ให้อุปกรณ์ต่างๆ หรือเสื้อผ้าสัมผัสพื้นเด็ดขาด สิ่งเดียวที่สัมผัสได้คือรองเท้าที่เราต้องฆ่าเชื้อโรคมาแล้วก่อนขึ้นเครื่อง หากเพนกวินเดินเข้ามาหาเรา เราต้องถอยตัวออก เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคติดต่อระหว่างคนกับนก
เพนกวินจักรพรรดิเมื่อโตเต็มวัยจะมีความสูงถึง 110 – 130 เซนติเมตร เราไปที่นั่นในช่วงฤดูผสมพันธุ์ของเพนกวิน และมีลูกเพนกวินตัวจิ๋วกำลังผลัดขนที่ยังรอการป้อนอาหารจากแม่อยู่ เราไปถึงในเวลาที่พ่อแม่เพนกวินออกไปหาอาหาร เห็นลูกๆ รวมกันอยู่เป็นกลุ่ม น่ารักจนยากที่จะหยุดเก็บภาพเอาไว้
ดูเหมือนว่าเวลาจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนวันสุดท้ายที่เรานั่งอยู่ใน Ice Lounge ของสนามบินที่หมอให้คะแนนส่วนตัวว่าเป็นเลานจ์ของผู้โดยสารที่เก๋ที่สุดในโลก จำได้ว่าครั้งแรกที่มาเลานจ์ยังเป็นเหมือนอิกลูหลังเดียว ข้างในมีไอซ์บาร์ ห้องสันทนาการ มาคราวนี้เขาปรับปรุงใหม่ใหญ่กว่าเดิมมาก นอกจากไอซ์บาร์ยังมีไอซ์แกลเลอรี่ที่แกะสลักน้ำแข็งเป็นสิ่งต่างๆ ที่เราได้เจอมาไม่ว่าจะเป็นเพนกวิน ยอดภูเขาน้ำแข็งต่างๆ มีร้านขายของที่ระลึกมินิเธียเตอร์ที่ฉายประวัติของ White Desert และประวัติของแอนตาร์กติกาให้เราได้เก็บเรื่องราวไว้เป็นความทรงจำดีๆ
ทั้งความรู้สึกที่เปิดหน้าต่างตอนเช้าเห็นผืนน้ำแข็ง สีขาวกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา การไปกินอาหารกลางลาน น้ำแข็งกับเพื่อนร่วมทริปที่หลงใหลในการท่องเที่ยวแบบเดียวกัน คิดถึงการตื่นมาลุ้นว่าวันนี้จะได้ไปปืนยอดเขาน้ำแข็งลูกไหน ความรู้สึกประทับใจที่มีต่อความสวยงาม และความบริสุทธิ์ของน้ำแข็งที่ไม่มีมนุษย์เข้าไปแตะต้องได้แม้โลกจะผ่านวิวัฒนาการมายาวไกล เพราะธรรมชาติเขาได้ปกป้องตัวเอง และที่ประทับใจสุดคือได้พาพี่คิดมาฉลองวันครบรอบ ในทริปที่พี่คิดเป็นคนปักหมุดเอาไว้ตั้งแต่แรกได้สำเร็จอย่างที่ตั้งใจไว้