ผ่าความจริงสงคราม หยุดโลกสวยค่ากลั่น !
#โรงกลั่น #ทันหุ้น – ผ่าเรื่องจริงโรงกลั่นเผชิญค่าการกลั่นติดลบแล้ว โดนค่าพรีเมียมน้ำมันดิบสูงขณะที่ดีมานด์เจ็ทลด ชี้ปิดช่องแคบฮอร์มุซต้องบริหารจัดการต้นทุนแฝงหนัก ทั้งค่าระวางเรือ ค่าประกันภัย รับเจอต้นทุนเพิ่มจากการแพนิคซื้อน้ำมันจากค่าขนส่งวันละหลายรอบ การเปิดคลัง 24 ชั่วโมง โบรกยอมรับกำไรไตรมาส 1 โรงกลั่นจะดีมากจากสต๊อกน้ำมันและอาจเป็นจุดสูงสุดของปี เก็งกำไรได้ แต่ต้องระวังงบไตรมาส 2
นายเอกรินทร์ วงษ์ศิริ ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า ปัจจุบันค่าการกลั่น (GRM) ซึ่งเป็นส่วนต่างระหว่างน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป ได้กลับมาติดลบตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ร่วงลงจากระดับสูงสุด 40-45 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในช่วงต้นเดือนมีนาคม ลงมาติดลบอย่างรวดเร็วราว 5-10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การขาดแคลนน้ำมันในตะวันออกกลาง ส่งผลให้โรงกลั่นในเอเชียต้องเร่งหาแหล่งน้ำมันดิบทดแทนน้ำมันจากแหล่งอื่น ทำให้ต้นทุนค่าพรีเมียมของน้ำมันดิบพุ่งสูงเกิน 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ขณะที่ความต้องการใช้เชื้อเพลิงในเอเชียเริ่มส่งสัญญาณอ่อนแอลงจากราคาขายปลีกที่พุ่งสูงและความไม่แน่นอนของอุปทาน โดยเฉพาะดีมานด์น้ำมันอากาศยานที่ลดลง รวมไปถึงการบริโภคน้ำมันในภาคอุตสาหกรรมด้วย
นายเอกรินทร์ ยอมรับว่า ค่าการกลั่นที่ติดลบดังกล่าวไม่รวมกับค่าระวางเรือที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูง 800% จากการที่บริษัทเดินเรือต้องเปลี่ยนเส้นทางไปตามเส้นทางที่ยาวกว่าและปลอดภัยกว่าในการส่งมอบน้ำมันดิบ รวมถึงการเก็บค่าประกันความเสี่ยงสงคราม
จากข้อมูลพบว่า ค่าระวางเรือปรับตัวพุ่งแรงกว่า 800% หลังจากสงคราม โดยเรือบรรทุกขนาดกลาง หรือ VLCC ค่าระวางพุ่งเป็น 9.18 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากเดิม 0.97 ดอลลาร์ เรือบรรทุกขนาดใหญ่ Suezmax พุ่งเป็น 9.90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากเดิม 1.87 ดอลลาร์ และ เรือบรรทุกขนาดใหญ่มาก Aframax พุ่งเป็น 9.46 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากเดิม 2.46 ดอลลาร์
ขณะที่น้ำมันดิบจากสหรัฐ ที่ส่งมายังเอเชียมีราคาพรีเมียมสูงถึง 12-15 ดอลลาร์ เหนือราคาอ้างอิงตลาดเบรนท์ ขณะที่น้ำมันดิบ Johan Sverdrup จากนอร์เวย์พุ่งทำสถิติพรีเมียมสูงสุดที่ 11.30 ดอลลาร์
นายเอกรินทร์ กล่าวว่า การที่ค่าการกลั่นไม่สามารถขยับสูงได้ ตามราคาน้ำมันดิบบวกค่าพรีเมียมที่สูง นั้นเพราะว่าเป็นไปตามโครงสร้างของราคาที่น้ำมันสำเร็จรูปอาจจะปรับไม่ทันราคาน้ำมันดิบอาจจะเกิดช่วงใดช่วงหนึ่งได้ แต่ก็ยอมรับว่าการที่ค่าการกลั่นติบลบในระดับสัปดาห์ ก็แสดงให้เห็นถึงความกังวลด้านดีมานด์ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะดีมานด์น้ำมันอากาศยาน
อย่างไรก็ตามมองว่าด้วยราคาน้ำมันที่พุ่งสูง และค่าการกลั่นที่ติดลบอยู่เพียงไม่กี่สัปดาห์ของไตรมาส 1 จะทำให้นักลงทุนโฟกัสไปที่เก็งกำไรผลงานที่จะกำไรออกมาดีที่สุดของปีทั้งในส่วนของกำไรจากส่วนต่างน้ำมัน หรือ Stockgain ในช่วงไตรมาส 1/2569 ดังนั้นจึงยังสามารถเก็งกำไรหุ้นกลุ่มโรงกลั่นได้
@ ระวัง! ไตรมาส 2/2569
นายเบญจพล สุทธิ์วนิช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า ค่าการกลั่นที่ปรับตัวลดลงจนอยู่ในระดับติดลบมาประมาณ 1 สัปดาห์แล้ว สาเหตุหลักมาจาก“ค่าระวางเรือ” ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงจากเดิม 3-4 ดอลลาร์ ขึ้นมาเฉลี่ยที่ 15-18 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปัจจัยสำคัญมาจากปัญหาในช่องแคบฮอร์มุซที่ทำให้เรือต้องจอดรอ หรือต้องเปลี่ยนไปขนส่งน้ำมันจากแหล่งอื่นที่ไกลกว่าเดิม เช่น แอฟริกาตะวันตก (เพิ่มขึ้น 5 วัน) หรือสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 10 วัน) ส่งผลให้ค่าเช่าเรือแพงขึ้นและระยะเวลาขนส่งนานขึ้น
สำหรับการบริหารจัดการฟีดสต๊อก (Feedstock) โรงกลั่นไทยเริ่มปรับตัวเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาน้ำมันตะวันออกกลาง โดย BCP และPTTGC ความเสี่ยงต่ำ มีสัดส่วนน้ำมันจากตะวันออกกลางไม่ถึง 10% ส่วนTOP แม้ปกติจะพึ่งพาตะวันออกกลางถึง 90% แต่ได้ทำการ Secure น้ำมันจากแหล่งอื่นไว้รองรับช่วงเมษายน-พฤษภาคมแล้ว
นายเบญจพล กล่าวว่า แม้ค่าการกลั่นจะติดลบ แต่มุมมองต่อผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ยังดูดี โดยเฉพาะกำไรจากสต๊อกน้ำมันซึ่งส่วนใหญ่เป็นตัวเลขทางบัญชี คาดว่าไทยออยล์TOP อาจเห็นตัวเลขระดับหมื่นล้านบาท
ขณะที่กลุ่มปิโตรเคมีทั้งอะโรเมติกส์และโอเลฟินส์เริ่มปรับตัวดีขึ้น ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ PTTGC ซึ่งได้รับอานิสงส์เต็มๆ จากโครงสร้างราคาอีเทนที่ต้นทุนเป็นก๊าซไม่พุ่งตามราคาน้ำมัน แต่ราคาเม็ดพลาสติกปลายทางพุ่งสูงขึ้นเท่าตัว ซึ่งมีโอกาสที่จะทำให้ PTTGC ทำกำไรในข่วงไตรมาส 1/2569 ได้
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต้องระวังหุ้นโรงกลั่นในช่วงไตรมาส 2 เพราะหากราคาน้ำมันปรับตัวลดลงจะทำให้เกิด Stock Loss ทันที รวมถึงการขาดทุนจากการประกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ จึงแนะนำให้ซื้อเก็งกำไรในช่วงก่อนประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/2569 และสามารถทำกำไรช่วงราวไม่เกินต้นพฤษภาคม
@ ต้นทุนแฝงเพียบ
รายงานข่าวจากกลุ่มอุตสาหกรรม อธิบายว่า ภาวะปัจจุบันโรงกลั่นต้องเผชิญกับต้นทุนทั้ง Crude Premium ที่พุ่งสูงขึ้นถึง 3-4 เท่า การขาดแคลนเรือที่พุ่งสูงขึ้นถึง 5 เท่า รวมถึงค่าเบี้ยประกันภัยที่พุ่งทะยานสูงนับ 100 เท่า นอกจากนี้รับต้องเจอต้นทุนภาวะแพนิคซื้อน้ำมันหน้าปั๊ม ส่งผลให้ คลังน้ำมันต้องเปิดทำการ 7 วันตลอด 24 ชั่วโมง ต้องเพิ่มรอบการขนส่งน้ำมัน จากปกติ 1 รอบจะขายได้ 2-3 วัน กลายเป็นต้องส่งถี่ขึ้นเพื่อไม่ให้ขาดสต็อก ท่ามกลางข้อจำกัดด้านรถขนส่งที่ 1 คันต้องบรรทุกน้ำมันหลายชนิด ทำให้การเร่งส่งน้ำมันดีเซลเพียงอย่างเดียวทำได้ยาก นอกจากนี้โรงกลั่นยังมีภาระค่าเชื้อเพลิงที่ใช้ในระบบ, ค่าไฟฟ้า, ค่าน้ำ, ค่าซ่อมบำรุง, ค่าแรง รวมถึงค่าเสื่อมราคาจากการลงทุนมหาศาล และดอกเบี้ยจ่ายพร้อมภาษี ดังนั้นโรงกลั่นจะต้องบริหารจัดการต้นทุน ท่ามกลางภาวะที่ความต้องการใช้ในประเทศพุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติจากอาการตื่นตระหนก