คลังรื้อใหญ่สวัสดิการรัฐ ดัน Negative Income Tax ใน 2 ปี
คลัง เตรียมจัดระบบสวัสดิการรัฐใหม่ทั้งระบบ เปลี่ยนช่วยเหลือแบบครอบจักวาลเป็นพุ่งเป้า ดันใช้ Negative Income Tax ใน 2 ปี พร้อมเชื่อมข้อมูล 40 หน่วยงานป้องกันได้สิทธิซ้ำซ้อน
6 มิ.ย. 2569 นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้เตรียมจัดระเบียบสวัสดิการภาครัฐใหม่ทั้งระบบ โดยเตรียมผลักดันระบบภาษีติดลบ หรือ Negative Income Tax (NIT) มาใช้ให้เกิดขึ้นจริงภายใน 2 ปี เพื่อแก้ปัญหาสวัสดิการซ้ำซ้อน และใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยยึดหลักการรายได้ถึงเกณฑ์เสียภาษี รายได้ไม่ถึงเกณฑ์รับสวัสดิการ
ทั้งนี้ การคัดกรองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่นี้ ที่มีการตรวจสอบลิงก์ข้อมูลกับฐานภาษีบุตรเพื่อดูการอุปการะบุพการี ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดระบบข้อมูลเพื่อก้าวไปสู่ระบบ NIT ที่สมบูรณ์แบบในอนาคต
สำหรับระบบ NIT คือการเปลี่ยนผ่านจากการให้เงินช่วยเหลือแบบครอบจักรวาล หรือการจ่ายเท่ากันทุกคน เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่จ่ายตามขั้นบันไดอายุ 600-1,000 บาท ไปสู่การให้ความช่วยเหลือแบบพุ่งเป้า (Targeted) ตามโปรไฟล์ความเดือดร้อนของแต่ละบุคคล
โดยระบบใหม่นี้จะช่วยให้รัฐบาลรู้จักตัวตนของคนไทยทุกคนอย่างละเอียดผ่านฐานข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อวิเคราะห์ว่าประชาชนแต่ละคนมีความต้องการสวัสดิการที่แตกต่างกันอย่างไร เช่น กลุ่มเปราะบางที่สุด อาจยังคงใช้เครื่องมืออย่างบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นตัวหลักในการดูแล ขณะที่กลุ่มที่มีความต้องการเฉพาะ อาทิ ผู้พิการ ผู้ป่วยเรื้อรัง หรือผู้ที่มีภาระต้องดูแลบุพการีและบุตร จะได้รับแพ็คเกจช่วยเหลือที่ออกแบบมาให้เหมาะสมกับภาระค่าใช้จ่ายจริง
ทั้งนี้ การใช้ระบบ NIT รัฐต้องการพัฒนาระบบให้เป็นแบบ Real-time เพื่อรองรับการดูแลประชาชนได้ทันที เช่น หากใครตกงานในเดือนสิงหาคม ระบบควรรับทราบและดึงเข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือได้ทันที โดยไม่ต้องรอจนถึงรอบการยื่นภาษีประจำปีในเดือนมีนาคมปีถัดไป
“บัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะเป็นเครื่องมือหนึ่งในระบบ NIT สำหรับกลุ่มที่จนที่สุด ส่วนกลุ่มอื่นๆ จะได้รับแพ็คเกจช่วยเหลือที่ต่างกันไปตามความจำเป็น เช่น ค่ารักษาพยาบาล หรือเงินอุดหนุนเฉพาะกลุ่ม ซึ่งหากแยกแยะผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือจากครอบครัวอยู่แล้ว หรือผู้ที่ไม่ลำบากจริงออกไปได้ รัฐจะสามารถประหยัดงบประมาณและนำเงินไปดูแลกลุ่มที่เปราะบางที่สุดได้ดีขึ้น”
นายลวรณ เปิดเผยว่า ปัจจุบันกระทรวงการคลังได้ขยายการเชื่อมโยงข้อมูลจากเดิม 20 แหล่ง เป็น 40 แหล่งข้อมูล เพื่อใช้ในการคัดกรอง ซึ่งจะทำให้เห็นภาพชัดเจนว่าคนหนึ่งคนได้รับความช่วยเหลืออะไรจากรัฐบ้าง เช่น เป็นข้าราชการบำนาญที่มีสิทธิเบิกค่ารักษาได้ด้วย หรือเป็นผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยความพิการร่วมด้วยหรือไม่
สำหรับการเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยี กระทรวงการคลังยืนยันว่า ระบบปัจจุบันสามารถรองรับการยื่นแบบภาษีและการคัดกรองคนจำนวน 20-30 ล้านคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในอนาคตการยื่นภาษีและรับสวัสดิการอาจทำได้ง่ายเพียงการ กดปุ่มเดียวผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อยืนยันข้อมูลที่รัฐจัดเตรียมไว้ให้ (Data Cleansing)
“การใช้ระบบนี้จะทำให้รัฐบาลสามารถ รู้จักตัวตนของคนไทยทุกคนอย่างละเอียดผ่านฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงถึงกัน ทำให้ทราบสถานะที่แท้จริงว่าแต่ละคนทำงานหรือไม่ มีรายได้เท่าไหร่ มีภาระต้องดูแลบุพการีหรือบุตรกี่คน รวมถึงมีความเจ็บป่วยเรื้อรังหรือความพิการหรือไม่ เพื่อที่รัฐจะได้เข้าไปช่วยเหลือให้ตรงกับความต้องการของบุคคลนั้นๆ อย่างแท้จริง”