โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

คลังรื้อใหญ่สวัสดิการรัฐ ดัน Negative Income Tax ใน 2 ปี

การเงินธนาคาร

อัพเดต 6 มิถุนายน 2569 เวลา 19.06 น. • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

คลัง เตรียมจัดระบบสวัสดิการรัฐใหม่ทั้งระบบ เปลี่ยนช่วยเหลือแบบครอบจักวาลเป็นพุ่งเป้า ดันใช้ Negative Income Tax ใน 2 ปี พร้อมเชื่อมข้อมูล 40 หน่วยงานป้องกันได้สิทธิซ้ำซ้อน

6 มิ.ย. 2569 นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้เตรียมจัดระเบียบสวัสดิการภาครัฐใหม่ทั้งระบบ โดยเตรียมผลักดันระบบภาษีติดลบ หรือ Negative Income Tax (NIT) มาใช้ให้เกิดขึ้นจริงภายใน 2 ปี เพื่อแก้ปัญหาสวัสดิการซ้ำซ้อน และใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยยึดหลักการรายได้ถึงเกณฑ์เสียภาษี รายได้ไม่ถึงเกณฑ์รับสวัสดิการ

ทั้งนี้ การคัดกรองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่นี้ ที่มีการตรวจสอบลิงก์ข้อมูลกับฐานภาษีบุตรเพื่อดูการอุปการะบุพการี ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดระบบข้อมูลเพื่อก้าวไปสู่ระบบ NIT ที่สมบูรณ์แบบในอนาคต

สำหรับระบบ NIT คือการเปลี่ยนผ่านจากการให้เงินช่วยเหลือแบบครอบจักรวาล หรือการจ่ายเท่ากันทุกคน เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่จ่ายตามขั้นบันไดอายุ 600-1,000 บาท ไปสู่การให้ความช่วยเหลือแบบพุ่งเป้า (Targeted) ตามโปรไฟล์ความเดือดร้อนของแต่ละบุคคล

โดยระบบใหม่นี้จะช่วยให้รัฐบาลรู้จักตัวตนของคนไทยทุกคนอย่างละเอียดผ่านฐานข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อวิเคราะห์ว่าประชาชนแต่ละคนมีความต้องการสวัสดิการที่แตกต่างกันอย่างไร เช่น กลุ่มเปราะบางที่สุด อาจยังคงใช้เครื่องมืออย่างบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นตัวหลักในการดูแล ขณะที่กลุ่มที่มีความต้องการเฉพาะ อาทิ ผู้พิการ ผู้ป่วยเรื้อรัง หรือผู้ที่มีภาระต้องดูแลบุพการีและบุตร จะได้รับแพ็คเกจช่วยเหลือที่ออกแบบมาให้เหมาะสมกับภาระค่าใช้จ่ายจริง

ทั้งนี้ การใช้ระบบ NIT รัฐต้องการพัฒนาระบบให้เป็นแบบ Real-time เพื่อรองรับการดูแลประชาชนได้ทันที เช่น หากใครตกงานในเดือนสิงหาคม ระบบควรรับทราบและดึงเข้าสู่กระบวนการช่วยเหลือได้ทันที โดยไม่ต้องรอจนถึงรอบการยื่นภาษีประจำปีในเดือนมีนาคมปีถัดไป

“บัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะเป็นเครื่องมือหนึ่งในระบบ NIT สำหรับกลุ่มที่จนที่สุด ส่วนกลุ่มอื่นๆ จะได้รับแพ็คเกจช่วยเหลือที่ต่างกันไปตามความจำเป็น เช่น ค่ารักษาพยาบาล หรือเงินอุดหนุนเฉพาะกลุ่ม ซึ่งหากแยกแยะผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือจากครอบครัวอยู่แล้ว หรือผู้ที่ไม่ลำบากจริงออกไปได้ รัฐจะสามารถประหยัดงบประมาณและนำเงินไปดูแลกลุ่มที่เปราะบางที่สุดได้ดีขึ้น”

นายลวรณ เปิดเผยว่า ปัจจุบันกระทรวงการคลังได้ขยายการเชื่อมโยงข้อมูลจากเดิม 20 แหล่ง เป็น 40 แหล่งข้อมูล เพื่อใช้ในการคัดกรอง ซึ่งจะทำให้เห็นภาพชัดเจนว่าคนหนึ่งคนได้รับความช่วยเหลืออะไรจากรัฐบ้าง เช่น เป็นข้าราชการบำนาญที่มีสิทธิเบิกค่ารักษาได้ด้วย หรือเป็นผู้สูงอายุที่ได้รับเบี้ยความพิการร่วมด้วยหรือไม่

สำหรับการเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยี กระทรวงการคลังยืนยันว่า ระบบปัจจุบันสามารถรองรับการยื่นแบบภาษีและการคัดกรองคนจำนวน 20-30 ล้านคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในอนาคตการยื่นภาษีและรับสวัสดิการอาจทำได้ง่ายเพียงการ กดปุ่มเดียวผ่านแอปพลิเคชัน เพื่อยืนยันข้อมูลที่รัฐจัดเตรียมไว้ให้ (Data Cleansing)

“การใช้ระบบนี้จะทำให้รัฐบาลสามารถ รู้จักตัวตนของคนไทยทุกคนอย่างละเอียดผ่านฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงถึงกัน ทำให้ทราบสถานะที่แท้จริงว่าแต่ละคนทำงานหรือไม่ มีรายได้เท่าไหร่ มีภาระต้องดูแลบุพการีหรือบุตรกี่คน รวมถึงมีความเจ็บป่วยเรื้อรังหรือความพิการหรือไม่ เพื่อที่รัฐจะได้เข้าไปช่วยเหลือให้ตรงกับความต้องการของบุคคลนั้นๆ อย่างแท้จริง”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจทั่วไทย ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...