ก.พ.ร. ลุยพ.ร.บ.ใหม่ ดัน Super License อำนวยความสะดวกธุรกิจ
รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า ขณะนี้ที่ประชุมคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้รับทราบความคืบหน้าของการเสนอร่างพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน พ.ศ. …. ซึ่งปัจจุบันได้ผ่านการพิจารณาในวาระที่ 2 และ 3 จากสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ด้วยคะแนนท่วมท้นที่ 377 จาก 380 เสียง
โดยร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวจะสร้างประโยชน์ให้ประชาชนด้วยหลักการสำคัญ 10 ประการ อาทิ การขยายขอบเขตกฎหมายให้ครอบคลุมงานบริการที่เกี่ยวข้องกับประชาชนและเอกชนมากขึ้น การจัดทำช่องทางพิเศษแบบเร่งด่วน (Fast track) เพื่อลดระยะเวลาการรอคอย การปรับเปลี่ยนจาก “การอนุญาต” เป็น “การจดแจ้ง” และการยกเลิกการพิจารณาโดยคณะกรรมการ เพื่อลดขั้นตอน และลดค่าใช้จ่าย การใช้ระบบใบอนุญาตหลัก (Super License)
ทั้งนี้เพื่อลดการขออนุญาตจากหลายหน่วยงาน การจัดทำแบบฟอร์มภาษาอังกฤษเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการต่างชาติ และการจัดตั้งศูนย์รับคำขอกลางทางอิเล็กทรอนิกส์
ทั้งนี้ ผลของการบังคับใช้พระราชบัญญัติดังกล่าวจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเวลาให้แก่ประชาชนและภาคเอกชนอย่างมีนัยสำคัญ เพิ่มความสะดวก รวดเร็ว โปร่งใส และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยที่ประชุมได้เน้นย้ำถึงการขับเคลื่อนการดำเนินการตามร่างกฎหมายการอำนวยความสะดวกให้บรรลุเจตนารมณ์ของกฎหมายโดยเร็ว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความเชื่อมั่นต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของภาครัฐเพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชน
นอกจากนี้ ที่ประชุม ก.พ.ร. ยังได้มีมติเห็นชอบแผนการดำเนินการสมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิกภาคีเครือข่ายภาครัฐระบบเปิด (Open Government Partnership : OGP) ของประเทศไทย พร้อมทั้งประเด็นนโยบายสำคัญที่จะขับเคลื่อนภายใต้แผนดังกล่าว
ที่ผ่านมา สำนักงาน ก.พ.ร. ได้ขับเคลื่อนการเข้าร่วมเป็นสมาชิก OGP มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2562 ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2561 กระทั่งในเดือนกรกฎาคม 2568 ไทยผ่านการประเมินตามเกณฑ์หลักทั้ง 2 ด้าน ได้แก่ เกณฑ์พื้นฐาน 4 ตัวชี้วัด ความโปร่งใสทางการเงิน การเข้าถึงข้อมูล การเปิดเผยทรัพย์สินเจ้าหน้าที่รัฐ และการมีส่วนร่วมของประชาชน และเกณฑ์การให้ภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วม ทำให้มีสิทธิ์สมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิก OGP
ทั้งนี้ผลของการเข้าร่วมเป็นสมาชิกจะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลก ทั้งด้านความโปร่งใส การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและประชาสังคม รวมทั้งเสริมความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนต่างชาติ และเปิดโอกาสความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระดับสากล โดยสำนักงาน ก.พ.ร. จะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่งตั้งผู้ประสานงานหลัก 2 ระดับ ทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายข้าราชการพลเรือน
รวมทั้งจัดทำจดหมายแสดงเจตจำนงเข้าร่วม OGP ส่งไปยัง OGP Secretariat ก่อนที่ OGP จะประกาศรับประเทศไทยเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการ ภายหลังการเข้าร่วมเป็นสมาชิก ประเทศไทยจะต้องจัดทำแผนปฏิบัติการแห่งชาติ (National Action Plan : NAP) ร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ โดยกำหนดพันธกิจในประเด็นนโยบายสำคัญ เช่น การต่อต้านการทุจริต ธรรมาภิบาลดิจิทัล สิ่งแวดล้อม และสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร