ใครจะเป็นนายกฯ คนที่ 32 ต่อจาก “แพทองธาร” หลังถูกศาล รธน. สอย
วันที่ 29 สิงหาคม 2568 เวลา 15.00 น. ศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัยคำร้องที่ประธานวุฒิสภาส่งความเห็นของสมาชิกวุฒิสภาจำนวน 36 คน ขอให้พิจารณาวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ว่าสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4)(5) ด้วยเหตุอันเนื่องจาก ขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีคลิปสนทนากับ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชา
คำตัดสินที่มีขึ้น กลายเป็น จุดเปลี่ยนใหญ่ของการเมืองไทย เพราะศาลรัฐธรรมนูญมีมติชัดเจนว่า น.ส.แพทองธาร ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้ คณะรัฐมนตรีทั้งชุดพ้นจากตำแหน่งโดยอัตโนมัติ และเปิดทางให้สภาผู้แทนราษฎรต้องเข้าสู่กระบวนการ เลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งจะเป็น “นายกรัฐมนตรี คนที่ 32” ของประเทศไทย
5 แคนดิเดตมีสิทธิชิงนายกฯ
ทันทีที่ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยเสร็จสิ้น ประธานรัฐสภา ต้องเตรียมเรียกประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดยเบื้องต้นมีรายชื่อบุคคลที่มีสิทธิถูกเสนอใน “บัญชีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี” ของพรรคการเมืองต่าง ๆ ดังนี้
พรรคเพื่อไทย สส. 140 เสียง
นายชัยเกษม นิติสิริ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี
จบปริญญาตรีรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ปริญญาโทกฎหมาย (L.L.M.) มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐฯ เคยดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด และ รมว.ยุติธรรม ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
พรรคภูมิใจไทย สส. 69 เสียง
นายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ/หัวหน้าพรรค
จบวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮอฟตรา สหรัฐอเมริกา, พาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (Mini MBA)เป็นผู้บริหาร บริษัท ซิโน-ไทย ดูแลโครงการก่อสร้างเมกะโปรเจกต์ต่าง ๆ อาทิ อาคารรัฐสภาและ สนามบินสุวรรณภูมิ เคยดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีในหลายกระทรวง ในสมัยรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน และนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ดำรงตำแหน่งเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก่อนลาออก…
พรรครวมไทยสร้างชาติ สส. 36 เสียง
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี (ยังไม่ได้ลาออกจากบัญชีแคนดิเดตนายกฯ)
จบโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (จปร.) รับราชการทหาร เป็น ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ก่อนดำรงตำแหน่ง หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สมัยที่ 1 ระหว่างวันที่ 24 สิงหาคม 2557- 5 มิถุนายน 2562 และสมัยที่ 2 ระหว่างวันที่ 9 มิถุนายน 2562-20 มีนาคม 2566
นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พลังงาน ในฐานะหัวหน้าพรรค
จบปริญญาตรีนิติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโทกฎหมายอเมริกันทั่วไป (LLM) และกฎหมายเปรียบเทียบ (MCL) มหาวิทยลัยทูเลน สหรัฐอเมริกา มีความเชี่ยวชาญทำงานด้านกฎหมาย อดีตทนายความ ผู้พิพากษาจังหวัดและผู้พิพากษาประจำกระทรวง และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เลขาธิการนายกฯ ในสมัย พล.อ.ประยุทธ์ และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในรัฐบาลเศรษฐา-แพทองธาร
พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) สส. 25 เสียง
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ สส.บัญชีรายชื่อ
จบปริญญาตรีรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เป็น สส.หลายสมัย อดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง เช่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เป็นต้น
กติกาการเลือกนายกรัฐมนตรี
พรรคการเมืองที่มี ส.ส. อย่างน้อย 25 คน สามารถเสนอชื่อบุคคลที่อยู่ในบัญชีนายกรัฐมนตรีที่ยื่นไว้ต่อ กกต.
ส.ส.ทั้งหมด 495 คน (ปัจจุบัน) มีสิทธิลงคะแนนแบบ ขานชื่อ เปิดเผย
ผู้ที่จะได้รับตำแหน่ง ต้องได้เสียงเกิน ครึ่งหนึ่งของสภา หรืออย่างน้อย 248 เสียง
หากไม่มีผู้ใดได้เสียงเกินครึ่ง จะต้องโหวตรอบใหม่ โดยสามารถเสนอชื่อคนเดิมหรือเปลี่ยนเป็นบุคคลอื่นที่อยู่ในบัญชีได้
เมื่อมีผู้ได้เสียงข้างมากแล้ว ประธานสภาผู้แทนราษฎรจะนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ไม่เพียงเป็น จุดจบทางการเมืองขอ งน.ส.แพทองธาร ชินวัตร หากยังเป็นการเปิดฉาก “ศึกการเมืองรอบใหม่” เพื่อแย่งชิงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย
สมการการเมืองหลังจากนี้จึงขึ้นอยู่กับ ดีล ส.ส. ข้ามพรรค และการจับมือระหว่างขั้วการเมืองต่างๆ ว่าใครจะสามารถรวบรวมเสียงได้เกิน 248 เสียงในสภา
ชื่อของ “ชัยเกษม–อนุทิน–พีระพันธุ์–พล.อ.ประยุทธ์–จุรินทร์” ล้วนมีโอกาสเสนอชื่อชิงนายกฯ แต่สุดท้ายจะเป็นใครนั้น คำตอบอยู่ที่การ “ลงคะแนนขานชื่อ” ในห้องประชุมสภา ที่จะกลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของการเมืองไทย