โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

กรดไหลย้อน-โรคกระเพาะ ต่างกันอย่างไร แพทย์เตือนปล่อยเรื้อรังเสี่ยง 'มะเร็ง'

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 18 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา

พญ.สาวินี จิริยะสิน แพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลวิมุต กล่าวว่า อาการแสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว หรือปวดจุกบริเวณลิ้นปี่ อาจดูเป็นเรื่องเล็กที่หลายคนเลือกปล่อยผ่าน แต่ในความเป็นจริง อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของโรคในระบบทางเดินอาหารส่วนบน เช่น กรดไหลย้อนและโรคกระเพาะ ซึ่งหากปล่อยให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคร้ายแรงอย่างมะเร็งหลอดอาหารและมะเร็งกระเพาะอาหารได้

ปัจจุบันโรคในระบบทางเดินอาหารส่วนบนพบมากขึ้นในกลุ่มวัยทำงาน โดยมีสาเหตุสำคัญจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่สอดคล้องกับการทำงานตามธรรมชาติของร่างกาย

พญ.สาวินี จิริยะสิน แพทย์เฉพาะทางอายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลวิมุต

พฤติกรรมคนทำงานยุคใหม่ ตัวเร่งโรคทางเดินอาหาร

ระบบทางเดินอาหารของมนุษย์มี "นาฬิกาชีวภาพ" ที่ช่วยควบคุมการหลั่งกรด การย่อยอาหาร และการบีบตัวของกระเพาะอาหาร แต่พฤติกรรมที่พบได้บ่อยในคนวัยทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการทำงานเป็นกะ นอนดึก อดอาหาร กินอาหารไม่ตรงเวลา หรือรับประทานอาหารมื้อดึก ล้วนส่งผลให้ระบบย่อยอาหารทำงานผิดจังหวะ

เมื่ออาหารค้างอยู่ในกระเพาะนานขึ้น อาจทำให้เกิดอาการแน่นท้อง ท้องอืด และเพิ่มโอกาสเกิดกรดไหลย้อน โดยเฉพาะผู้ที่รับประทานอาหารแล้วเข้านอนทันที ซึ่งทำให้กรดในกระเพาะไหลย้อนขึ้นไประคายเคืองหลอดอาหารได้ง่าย ขณะเดียวกัน การกินอาหารไม่เป็นเวลาและพักผ่อนไม่เพียงพอ ยังเป็นปัจจัยที่ทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารอักเสบและนำไปสู่โรคกระเพาะได้

เตือนวัยทำงานอย่ามองข้าม กรดไหลย้อน-โรคกระเพาะ

กรดไหลย้อนกับโรคกระเพาะ ต่างกันอย่างไร

แม้ทั้งสองโรคจะเกิดในระบบทางเดินอาหารส่วนบนเหมือนกัน แต่อาการและสาเหตุแตกต่างกัน

กรดไหลย้อนเกิดจากกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นสู่หลอดอาหาร ผู้ป่วยมักมีอาการแสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว หรือรู้สึกขมในลำคอ โดยมีปัจจัยกระตุ้นสำคัญ เช่น การกินอาหารมื้อดึก น้ำหนักตัวเกิน และการพักผ่อนไม่เพียงพอ

ส่วนโรคกระเพาะเกิดจากการอักเสบของเยื่อบุกระเพาะอาหาร ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อแบคทีเรีย H. pylori การใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs รวมถึงพฤติกรรมการกินอาหารไม่ตรงเวลาและความเครียดสะสม ผู้ป่วยมักมีอาการปวดหรือจุกแน่นบริเวณลิ้นปี่ คลื่นไส้ อิ่มเร็ว หรือแน่นท้อง แม้อาการบางส่วนจะคล้ายกัน แต่แนวทางการรักษาแตกต่างกัน จึงควรได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์อย่างถูกต้อง

ปล่อยไว้นาน เสี่ยงมะเร็งในอนาคต

พญ.สาวินี ระบุว่า กรดไหลย้อนและโรคกระเพาะไม่ใช่เพียงโรคที่สร้างความรำคาญในการใช้ชีวิตประจำวันเท่านั้น แต่หากปล่อยให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้

ในกรณีของกรดไหลย้อน การระคายเคืองหลอดอาหารต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดภาวะ Barrett's esophagus ซึ่งเป็นภาวะที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งหลอดอาหาร

ขณะที่โรคกระเพาะหรือแผลในกระเพาะอาหาร โดยเฉพาะในผู้ที่ติดเชื้อ H. pylori และไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งกระเพาะอาหารในระยะยาวได้เช่นกัน

แสบอก ร้อนกลางอก สัญญาณเตือนที่ไม่ควรข้าม

สัญญาณอันตรายที่ไม่ควรรอ

โรคทางเดินอาหารส่วนบนจำนวนมากเริ่มต้นจากอาการทั่วไป ทำให้หลายคนเข้าใจว่าเป็นเพียงอาการชั่วคราวและชะลอการพบแพทย์

อย่างไรก็ตาม หากพบอาการผิดปกติ เช่น อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายอุจจาระสีดำ กลืนอาหารลำบาก น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ มีภาวะซีด อ่อนเพลีย หรือปวดท้องต่อเนื่อง ควรรีบเข้ารับการตรวจทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคร้ายแรง รวมถึงมะเร็งในระบบทางเดินอาหารส่วนบน โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือมีประวัติคนในครอบครัวป่วยเป็นมะเร็งทางเดินอาหาร

ส่องกล้องกระเพาะอาหาร ช่วยค้นหาโรคได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

การตรวจวินิจฉัยโรคทางเดินอาหารส่วนบนสามารถทำได้หลายวิธี โดยการส่องกล้องกระเพาะอาหาร (Gastroscopy) ถือเป็นวิธีที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย เพราะช่วยให้แพทย์เห็นความผิดปกติของหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้นได้อย่างละเอียด

การตรวจดังกล่าวสามารถช่วยวินิจฉัยโรคกรดไหลย้อน หลอดอาหารอักเสบ โรคกระเพาะ และแผลในกระเพาะอาหาร รวมถึงเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อเพื่อตรวจหาเชื้อ H. pylori ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญของมะเร็งกระเพาะอาหาร

นอกจากนี้ แพทย์อาจพิจารณาการตรวจเพิ่มเติม เช่น เอกซเรย์กลืนแป้ง การตรวจวัดกรดไหลย้อนตลอด 24 ชั่วโมง หรือการตรวจการบีบตัวของหลอดอาหาร เพื่อประเมินความผิดปกติและวางแผนการรักษาได้อย่างเหมาะสม

ปวดท้อง จุกแน่น สัญญาณนี้ร่างกายกำลังประท้วง

แพทย์แนะปรับพฤติกรรม ลดความเสี่ยงก่อนโรคลุกลาม

พญ.สาวินี กล่าวว่า โรคระบบทางเดินอาหารส่วนบนมีแนวโน้มพบมากขึ้นในกลุ่มวัยทำงานทุกปี จึงควรเริ่มต้นดูแลสุขภาพด้วยการลดพฤติกรรมเสี่ยง เช่น กินอาหารให้ตรงเวลา หลีกเลี่ยงการรับประทานมื้อดึก พักผ่อนให้เพียงพอ และจัดการความเครียดอย่างเหมาะสม

พร้อมแนะนำให้ตรวจสุขภาพเป็นประจำ และหากมีอาการผิดปกติที่เข้าข่ายโรคทางเดินอาหาร ไม่ควรรอให้อาการรุนแรงจึงค่อยพบแพทย์ เพราะการตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาและลดความเสี่ยงของโรคร้ายแรงในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ.

ดูข่าวต้นฉบับ

อ่านคอนเทนต์เพิ่มเติม คลิก!

เคล็ดไม่ลับ สุขภาพดี

ทำความรู้จัก “นาฬิกาชีวิต” สร้างสมดุลร่างกาย เพื่อคนรักสุขภาพ

ฐานเศรษฐกิจ

ไขข้อข้องใจ! ทำไมโดนละอองฝน เป็นหวัดง่ายกว่าตากฝน แพทย์ชี้สาเหตุที่หลายคนคิดไม่ถึง

Thairath - ไทยรัฐออนไลน์

เตือนหลายบ้าน! เนื้อสัตว์ 4 ประเภท ยิ่งกินบ่อย ยิ่งเสี่ยงมะเร็ง ร้ายกว่าเนื้อปกติทั่วไป

News In Thailand
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...