‘เวียดนาม’ อาจสร้างโอกาสจากราคา ‘กาแฟ’ ที่พุ่งสูงขึ้นในตลาดโลก
สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 29 ส.ค. ว่าผลการศึกษาล่าสุดขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) ระบุว่า ราคากาแฟทั่วโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 40% เมื่อปี 2567 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้ผลผลิตในบราซิล โคลอมเบีย และอินโดนีเซียลดลง สวนทางกับความต้องการในยุโรป สหรัฐอเมริกา และเอเชียที่พุ่งสูงขึ้น
เมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา มูลค่าการส่งออกกาแฟของเวียดนามสูงกว่า 560 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 18,130 ล้านบาท) ทำให้มูลค่าการส่งออกรวมในช่วง 7 เดือนแรกของปีอยู่ที่ 3,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 116,528 ล้านบาท) และเติบโตอย่างน่าประทับใจถึง 20% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ตามข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อมเวียดนาม
ปัจจุบัน สัดส่วนของกาแฟแปรรูปเชิงลึก ซึ่งรวมถึงกาแฟคั่ว กาแฟสำเร็จรูป และกาแฟชนิดพิเศษ คิดเป็นเพียง 12-15% ของการส่งออกทั้งหมด ซึ่งถือว่าค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับศักยภาพของผลิตภัณฑ์ ขณะที่อัตราส่วนของบราซิลและโคลอมเบียอยู่ที่ระหว่าง 30-40%
แม้บริษัทขนาดใหญ่อย่างเวียดนาม คอฟฟี คอร์ปอเรชัน (วินาคาเฟ), เจิ่น เหวียน และเนสท์เล่ จะลงทุนจำนวนมากในเทคโนโลยีการแปรรูปกาแฟสำเร็จรูป และกาแฟชนิดพิเศษ แต่แบรนด์กาแฟจากเวียดนามยังคงไม่ได้รับการยอมรับอย่างมั่นคงในตลาดต่างประเทศ เหมือนกับสตาร์บัคส์จากสหรัฐอเมริกา ลาวาซซาจากอิตาลี และเนสท์เล่จากสวิตเซอร์แลนด์
ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญเสนอว่า เวียดนามควรลงทุนในเทคโนโลยีการแปรรูปกาแฟเชิงลึก ขณะที่รัฐบาลควรเสนอนโยบายสินเชื่อพิเศษแก่ธุรกิจเหล่านี้ รวมถึงมุ่งเน้นไปที่การสร้างแบรนด์กาแฟระดับชาติ เช่นเดียวกับข้าวหอมมะลิไทย หรือกาแฟอาราบิก้าของโคลอมเบีย นอกจากนั้น ควรให้ความสำคัญกับตลาดเกิดใหม่ เช่น ตะวันออกกลาง เอเชียใต้ และยุโรปตะวันออก.
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES