ทำความรู้จัก “นาฬิกาชีวิต” สร้างสมดุลร่างกาย เพื่อคนรักสุขภาพ
การกินมื้ออาหารที่สอดคล้องกับชีวิตประจำวันของเรา หรือสอดคล้องกับนาฬิกาชีวิตของร่างกาย “สุขภาพลำไส้” จะเป็นหนึ่งในระบบแรก ๆ ที่ได้รับประโยชน์
ร่างกายของคนเรามี “นาฬิกาชีวิต” หรือที่เรียกว่า Circadian Rhythm ที่แม่นยำอย่างมาก ทำหน้าที่ควบคุมวงจรร่างกายตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งการนอนหลับ ความหิว และการทำงานของระบบต่าง ๆ ตลอดทั้งวัน โดยนาฬิกานี้ไม่ได้อยู่แค่ในสมอง แต่มีอยู่ในแทบทุกเซลล์ เพื่อให้ร่างกายทำงานสอดคล้องกับจังหวะเวลาช่วงกลางวันและกลางคืน
นาฬิกาชีวิต เพื่อสมดุลสุขภาพ
ระบบย่อยอาหารและจุลินทรีย์ในลำไส้ถือเป็นหนึ่งในระบบที่ไวต่อนาฬิกาชีวิตมากที่สุด จากงานวิจัยพบว่า “ลำไส้” และ “นาฬิกาชีวิต” มีการสื่อสารกันตลอดเวลา เพื่อช่วยควบคุมเมตาบอลิซึม น้ำหนักตัว การทำงานของฮอร์โมนอินซูลิน สุขภาพหัวใจ ภูมิคุ้มกัน และสุขภาพโดยรวมให้อยู่ในภาวะปกติ
ความท้าทายของคนยุคใหม่คือ ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปอย่างเงียบ ๆ ไม่ว่าจะเป็นการนอนดึก กินไม่เป็นเวลา ทำงานเป็นกะ หรือใช้หน้าจอจนดึก ล้วนรบกวนจังหวะของนาฬิกาชีวิต เมื่อจังหวะนี้เสียสมดุล ลำไส้ก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาน้ำหนักตัว ระดับน้ำตาลในเลือด และการอักเสบเรื้อรังในระยะยาว
ดร.ภญ. วิภาดา แซ่เล้า ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการศึกษาและฝึกอบรมด้านโภชนาการ เฮอร์บาไลฟ์ เอเชียแปซิฟิก ระบุว่า เคล็ดลับการปรับสมดุลง่าย ๆ โดยเริ่มจากพฤติกรรมเล็ก ๆ ที่ทำได้ทุกวันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยให้ “นาฬิกาชีวิต” และ “ลำไส้” กลับมาทำงานสอดคล้องกันอีกครั้ง
มื้อเช้า-ดื่มน้ำ-สารอาหาร ครบถ้วน
มื้อเช้า คือ มื้ออาหารที่ผู้คนทั่วโลกต่างให้ความสำคัญ เพราะหลังจากการอดอาหารในช่วงกลางคืน ระบบย่อยอาหารจะอยู่ในสภาวะพร้อมทำงาน ทั้งเอนไซม์ย่อยอาหารที่ทำงานอย่างเต็มที่ และระบบเมตาบอลิซึมที่เปิดรับสารอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหารได้ดี
การเริ่มต้นวันด้วยอาหารที่คุณประโยชน์ มีสารอาหารครบถ้วนหลากหลาย และรับประทานให้เป็นเวลาในช่วงระหว่างวัน จะช่วยให้เราได้รับพลังงานสม่ำเสมอ ระบบย่อยอาหารทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีการเผาผลาญที่เหมาะสม
การดื่มน้ำก็มีช่วงเวลาที่เหมาะเหมือนกับการกิน โดยน้ำมีบทบาทสำคัญในทุกขั้นตอนของการย่อย ตั้งแต่น้ำลายที่ช่วยย่อยอาหาร ไปจนถึงน้ำย่อยในกระเพาะ และการขับของเสียออกจากร่างกาย
การนอน พักผ่อนสมอง
“การนอน” ไม่ใช่แค่การพักผ่อนของสมอง แต่เป็นกระบวนการทางชีวภาพที่เกี่ยวข้องกับหลายระบบในร่างกาย โดยเฉพาะระบบย่อยอาหาร ซึ่งส่งสัญญาณไปยังระบบประสาทว่าควร “พัก” หรือ “ตื่นตัว” ดังนั้นควรหลีกเลี่ยงมื้อหนัก คาเฟอีน อาหารมัน หรือหวานจัดก่อนนอน เพราะระบบย่อยอาหารเองก็ต้องการเวลาในการพักเช่นเดียวกับสมอง
กิจกรรมเบา ๆ เช่น การอ่านหนังสือ ยืดเหยียดร่างกาย หรือดื่มชาสมุนไพร ก่อนนอนประมาณ 30-60 นาที จะช่วยส่งสัญญาณให้ทั้งร่างกายและลำไส้รับรู้ว่าวันนี้ใกล้สิ้นสุดลงแล้ว รวมทั้งการเข้านอนและตื่นนอนให้เป็นเวลายังช่วยให้ลำไส้ปรับจังหวะได้ดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีตารางการนอนที่ดี แต่สิ่งหนึ่งที่มักติดตัวเราไปถึงเตียงทุกคืนคือ “ความเครียด” ซึ่งจุลินทรีย์ในลำไส้ไม่ได้มีหน้าที่แค่ช่วยย่อยอาหารเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทในการควบคุมการตอบสนองต่อความเครียดของร่างกาย
มีงานวิจัยพบว่า แบคทีเรียหลายล้านตัวที่อาศัยอยู่ในลำไส้ไม่ได้ช่วยแค่การย่อยอาหารเท่านั้น แต่ยังช่วยควบคุมการตอบสนองต่อความเครียดของร่างกายโดยทำงานร่วมกับจังหวะชีวภาพ คอร์ติซอล ซึ่งเป็นฮอร์โมนความเครียดหลักของร่างกาย สามารถรบกวนการเคลื่อนไหวของลำไส้ ทำลายสมดุลของจังหวะชีวภาพ และเมื่อเวลาผ่านไปจะเปลี่ยนแปลงจุลินทรีย์ในลำไส้ในลักษณะที่ทำให้ระบบย่อยอาหารตอบสนองไวขึ้นและมีความยืดหยุ่นน้อยลง ทำให้ความเครียดเป็นหนึ่งในตัวร้ายที่เราต้องให้ความสำคัญ