โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ท่องเที่ยว

“ถ้าวันหนึ่งไม่มีพ่อกับแม่แล้วหนูจะอยู่ยังไง” ประโยคคุ้นหูจากคนในครอบครัว เตรียมพร้อมยังไงหากวันนั้นมาถึง

The Momentum

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว • THE MOMENTUM

“ถ้าวันหนึ่งไม่มีพ่อกับแม่แล้วหนูจะอยู่ยังไง”

คงมีหลายคนที่เคยได้ยินประโยคนี้อยู่ไม่น้อย ตั้งแต่เรายังเล็กจนโต หรือแม้กระทั่งเข้าวัยผู้ใหญ่แล้วก็ตาม อาจเป็นเพราะเรายังคงคุ้นชินกับความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวที่มอบให้เราเสมอมา

ทุกวันนี้ยังมีพ่อแม่หลายคนที่คอยดูแลลูกผ่านการสวมบทบาทเป็น พ่อครัว แม่ครัวประจำบ้าน ช่างซ่อมแซมสิ่งของ ผู้ดูแลความเรียบร้อยภายในบ้าน นักปรึกษาชั้นดี หรือหากหาของชิ้นไหนไม่เจอ แค่ตะโกนขึ้นมาว่า “แม่ เห็นอันนี้ไหม” เพียงพริบตาเท่านั้นก็ได้เจอกับของที่ตามหาอยู่นานมาราวชั่วโมงกว่า นั่นเลยอาจเป็นคำตอบว่า พ่อและแม่ยังคงเป็นเหมือนคนร่ายเวทมนตร์ต่างๆ ให้ชีวิตของเราง่ายขึ้นและสะดวกสบายมากกว่าปกติ ทั้งให้ความรู้สึกอบอุ่นใจอยู่เสมอ

จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่พ่อแม่มักจะตั้งคำถามกับเราอยู่ตลอดว่า ถ้าวันหนึ่งพวกเขาล้มตายจากไป เราจะอยู่ได้ด้วยตัวเองจริงๆ ใช่ไหม แท้จริงแล้ว ประโยคนี้ไม่ได้เป็นเพียงคำถามธรรมดา แต่แฝงไปด้วยอารมณ์หลากหลายที่ซ้อนทับกันอยู่ ทั้งความเป็นห่วง ความกังวล ความรัก ความเอ็นดู ไปจนถึงความเศร้าลึกๆ ที่อาจไม่เคยถูกพูดออกมาตรงๆ

ในทางจิตวิทยา ความรู้สึกเช่นนี้เรียกว่า ‘การโศกเศร้าล่วงหน้า’ หรือทฤษฎี Anticipatory Grief ของ เอลิซาเบธ คูเบลอร์-รอสส์ (Elizabeth Kubler-Ross) จิตแพทย์ชาวสวิส-อเมริกัน ในหนังสือ On Death and Dying ซึ่งความรู้สึกดังกล่าวเกิดขึ้นได้ทั้งกับฝ่ายลูกที่กลัวการสูญเสีย และฝ่ายพ่อแม่ที่กลัวว่าจะไม่ได้อยู่ดูแลลูกในวันที่ลูกยังต้องการใครสักคน ความเศร้านี้จึงไม่ใช่สัญญาณของความอ่อนแอ แต่เป็นผลของความผูกพันที่ลึกซึ้ง

ต่อมาที่ทฤษฎีการยอมรับ (Acceptance) ในบริบทนี้ไม่ได้หมายถึงการทำใจให้ชินกับความตาย หรือการเลิกกลัววันที่ต้องจากลา แต่คือการยอมรับว่าความไม่เที่ยงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และเราไม่จำเป็นต้องรอให้วันนั้นมาถึงก่อนจะเริ่มเรียนรู้วิธีอยู่กับมัน การใช้เวลาที่มีอยู่ให้คุ้มค่า ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุย รับฟัง หรือใช้ชีวิตธรรมดาร่วมกัน อาจกลายเป็นการเตรียมใจอย่างเงียบๆ ทั้งสำหรับลูกและพ่อแม่ โดยหลายครั้งเราอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

คำถามจึงอาจไม่ใช่ว่า “ถ้าวันหนึ่งไม่มีพ่อแม่แล้ว เราจะอยู่ได้ไหม”

แต่คือ “วันนี้ เรากำลังเตรียมตัวใช้ชีวิต โดยไม่ต้องพึ่งพาท่านทั้งหมดแล้วหรือยัง”

เปลี่ยน ‘ความกังวล’ เป็น ‘ทักษะชีวิต’

เริ่มต้นจากเรื่องเล็กๆ ที่พ่อแม่เคยทำให้ เช่น การจ่ายบิลค่าน้ำไฟ การดูแลบ้าน จัดการค่าใช้จ่าย หรือทำอาหารเมนูโปรดของครอบครัว การฝึกฝนทักษะเหล่านี้ในวันที่ท่านยังอยู่ คือการส่งสัญญาณให้ท่านสบายใจว่า ‘เราดูแลตัวเองได้’ และเป็นการลดภาวะช็อกเมื่อต้องจัดการทุกอย่างเพียงลำพังในอนาคต

สร้าง ‘พ่อแม่ภายในใจ’

เราสามารถ ‘เก็บ’ พ่อแม่ไว้ในใจได้ผ่านการจดจำวิธีที่เขาเคยปลอบโยนหรือแก้ไขปัญหา เมื่อเจอวิกฤตให้ลองถามตัวเองว่า “ถ้าเป็นคุณเป็นพ่อหรือแม่ จะบอกเราในวันนี้ว่าอะไร” การทำเช่นนี้จะทำให้เรารู้สึกว่าท่านไม่ได้จากไปไหน แต่กลายเป็น ‘เข็มทิศภายใน’ ที่คอยนำทางเราตลอดไป

ตามทฤษฎีความผูกพันของ จอห์น โบวล์บี (John Bowlby) พ่อแม่ได้สร้างสิ่งที่เรียกว่า ต้นแบบภายในใจ (Internal Working Models) ไว้ให้เรา ประสบการณ์จากการถูกดูแลจะกลายเป็นรากฐานทางใจที่มั่นคง แม้ในวันที่ท่านจากไป แต่ ‘ตัวแทนของท่านในใจเรา’ จะยังคงทำหน้าที่เป็นเข็มทิศคอยปลอบโยนและนำทางเราเสมอ

อนุญาตให้ตัวเอง ‘อ่อนแอ’ เพื่อที่จะ ‘ไปต่อ’

การรับมือที่ดีที่สุดไม่ใช่การทำตัวแข็งแกร่งตลอดเวลา แต่คือการเข้าใจว่าความเศร้ามีระยะเวลาของมัน (Grief Process) การยอมรับความเจ็บปวดคือส่วนหนึ่งของการเยียวยา และการมีชีวิตอยู่ต่ออย่างมีความสุข ไม่ใช่การลืมท่าน แต่คือการ ‘ใช้ชีวิตให้คุ้มค่า’ เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันว่าเราเติบโตมาได้งดงามเพียงนี้เพราะความรักของพ่อและแม่

อ้างอิง

https://grief.com/images/pdf/5%20Stages%20of%20Grief.pdf

https://www.simplypsychology.org/attachment.html

https://onlinelibrary.wiley.com/doi/10.1111/j.1365-2206.2008.00592.x

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...