ชาติเสื่อมเสียเกียรติ มติตุลาการ‘6:3’ อิ๊งค์ผิดจริยธรรม พ้นเก้าอี้‘นายกฯ’
ศาลรัฐธรรมนูญลงมติ 6:3 ฟัน “แพทองธาร ชินวัตร” พ้นเก้าอี้นายกฯ ปมคลิปอังเคิล ตีตกเทคนิคการเจรจา ชี้ชัดการด่าแม่ทัพภาค 2 ออดอ้อนลุงฮุน ทำไทยเสื่อมเสียเกียรติภูมิและศักดิ์ศรี อ้างเรื่องส่วนตัวไม่ได้เพราะพูดคุยถึงผลประโยชน์ชาติ “อุ๊งอิ๊ง” น้อมรับ ขอบคุณที่มีโอกาสได้เรียนรู้การเป็นผู้นำประเทศ
เมื่อวันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม 2568 เวลา 15.00 น. ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 ท่านได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัย ในคดีที่ประธานวุฒิสภาส่งคำร้องของ 36 สว. ที่ขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ จากคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร และสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา
โดยตุลาการได้เริ่มอ่านคำวินิจฉัยว่า กรณีมีข้อที่ต้องพิจารณาก่อนว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยคดีนี้ได้หรือไม่ พิจารณาแล้วเห็นว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 210 วรรคหนึ่ง (3) บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่และอำนาจต่างๆ ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ไม่มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยข้อกล่าวอ้างผู้ร้อง ว่าที่ผู้ถูกร้องกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญาอันเป็นคดีอาญาแต่อย่างใด ดังนั้น คดีนี้ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยได้เฉพาะในจุดที่ว่าผู้ถูกร้องมีเหตุตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) (5) อันเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรค 3 ประกอบมาตรา 72 หรือไม่ เท่านั้น
ข้อที่ต้องพิจารณาประการต่อไป มีว่าศาลรัฐธรรมนูญรับฟังเสียงคลิปเสียงตามคำร้องเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้หรือไม่ ทั้งนี้คลิปเสียงดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานสำคัญ และผู้ถูกร้องไม่ได้โต้แย้งข้อความในคลิปสนทนาว่าส่วนใดไม่ถูกต้อง จึงรับฟังได้ว่าผู้ถูกร้องได้กล่าวถ้อยคำข้อความตามที่ปรากฏในคลิปตามที่ถูกร้องจริง ดังนั้น ศาลรัฐธรรมนูญจึงรับฟังคลิปเสียงนี้เป็นพยานหลักฐานได้
ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา160 (4) (5) หรือไม่นั้น พิจารณาแล้วเห็นว่า ประเด็นเกี่ยวกับความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ต้องพิจารณาในบริบทของความได้สัดส่วนและความจำเป็นในการป้องกันมิให้ผู้ที่มีความประพฤติเสื่อมเสียเข้ามาใช้อำนาจในกิจการของรัฐ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าขณะที่ผู้ถูกร้องกำลังเจรจากับสมเด็จฮุน เซน ผู้ถูกร้องมิได้ยินยอมตามข้อเสนออันเป็นการรักษาดุลแห่งผลประโยชน์แห่งชาติ การจะถือว่าเป็นการไม่ซื่อสัตย์สุจริตจึงยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอ และการเจรจาของผู้ร้องเป็นการแสดงออกถึงความไม่นิ่งเฉยถึงปัญหา และเป็นการพยายามดำเนินการเพื่อช่วยธำรงรักษาผลประโยชน์ของชาติ และมีเจตนาที่จะรักษาความสงบสุขของประชาชนในประเทศ ซึ่งเป็นหน้าที่ประการหนึ่งของผู้ดำรงตำแหน่งนายกฯ พึงกระทำ การกระทำของผู้ถูกร้องยังไม่มีลักษณะเป็นผู้ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์
ส่วนประเด็นว่า ผู้ถูกร้องมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (5) หรือไม่นั้น พิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ถูกร้องดำรงตำแหน่งนายกฯ ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของฝ่ายบริหาร มีฐานะเป็นหัวหน้ารัฐบาล ผู้ถูกร้องจึงเปรียบเสมือนบุคคลที่มี 2 สถานะอยู่ตลอดเวลาที่ดำรงตำแหน่ง สถานะหนึ่งในสถานะประชาชนที่มีเสรีภาพในการกระทำภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ส่วนอีกสถานะหนึ่งในฐานะนายกฯ ซึ่งต้องถูกจำกัดเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายบัญญัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความมั่นคงของประเทศ รัฐบาลในฐานะฝ่ายบริหารมีหน้าที่ดูแลรักษาผลประโยชน์ของประเทศเหนือประโยชน์ส่วนตน การบริหารราชการแผ่นดินไม่ใช่การบริหารราชการส่วนตัว ตำแหน่งนายกฯ ในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารและตัวแทนของประเทศไทยในการติดต่อกับนานาประเทศ มีหน้าที่และอำนาจกำหนดนโยบายการบริหารประเทศ และมีหน้าที่ปกป้องรักษาผลประโยชน์ของประเทศ อธิปไตยเหนือดินแดน รวมทั้งปกป้องศักดิ์ศรีเกียรติภูมิของประเทศ นายกฯ จึงเป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจและบริหารงานเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน
“เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้ถูกร้องสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ในเรื่องเกี่ยวกับการเปิดปิดด่านบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา อันเป็นผลสืบเนื่องจากเหตุปะทะบริเวณช่องบก อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี การสนทนาดังกล่าวแม้กระทำในช่วงเวลาส่วนตัวของผู้ถูกร้องและผู้ถูกร้องเรียกว่าเป็นการเจรจาแบบส่วนตัวก็ตาม แต่เนื้อหาไม่ใช่การกระทำส่วนตัวในฐานะประชาชน หากเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายกฯ ซึ่งผู้ถูกร้องต้องไม่มีพฤติกรรมมันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงด้วย”
เมื่อพิจารณาถ้อยคำของผู้ถูกร้องใช้ในการสนทนาประกอบกับบริบทการสนทนาตามคลิปเสียงทั้งหมดแล้ว ในส่วนของการกล่าวถึงแม่ทัพภาคที่ 2 พล.ท.บุญสิน พาดกลาง สะท้อนให้เห็นว่ามีการแบ่งข้างเชิงความคิดด้านความมั่นคงของประเทศที่เกี่ยวกับแนวทางแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และเกิดความไม่เป็นเอกภาพระหว่างรัฐบาลกับกองทัพ ถ้อยคำที่ผู้ถูกร้องกล่าววิญญูชนย่อมเข้าใจได้ว่าเป็นลักษณะการแสดงถึงความอ่อนแอทางการเมืองภายในประเทศให้กัมพูชา ซึ่งเป็นประเทศคู่ขัดแย้งทราบ และหากถูกเผยแพร่ออกไปถึงกัมพูชาจะเป็นการเปิดช่องให้ฝ่ายกัมพูชานำข้อมูลดังกล่าวมาใช้แทรกแซงกิจการภายในประเทศได้
สำหรับการเจรจาเกี่ยวกับการเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา พิจารณาแล้วเห็นว่าผู้ถูกร้องประสงค์ที่จะใช้ช่องทางการเจรจาทั้งที่เป็นทางการ และไม่เป็นทางการควบคู่กันไป สำหรับการเจรจาอย่างไม่เป็นทางการนั้น เห็นว่าไม่ว่ากระทรวงการต่างประเทศจะกำหนดหลักเกณฑ์ขั้นตอนและวิธีการเจรจาไว้หรือไม่ และไม่ว่าผู้ถูกร้องจะใช้เทคนิคการเจรจาแบบใดก็ตาม แต่เมื่อพูดถูกร้องสนทนากับนายกฯ ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะรัฐมนตรี ผู้ถูกร้องจึงต้องปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ของกรอบรัฐธรรมนูญ มาตรา 3 และมาตรา 164 วรรคหนึ่ง (1) ที่บัญญัติให้คณะรัฐมนตรีต้องปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจด้วยความรอบคอบและระมัดระวังในการดำเนินการกิจการต่างๆ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชนส่วนรวม นอกจากนั้นยังต้องคำนึงถึงกรอบแห่งจริยธรรมตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (5) ประกอบมาตรา 219 และมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระ รวมถึงผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ.2561 ด้วย หาใช่ว่าพูดถูกร้องจะสามารถเจรจาได้อย่างอิสระเป็นไปตามอำเภอใจแต่อย่างใด ทั้งกรณีผู้ถูกร้องเป็นการในเรื่องของความมั่นคงของประเทศ ซึ่งผู้ถูกร้องทราบดีว่าสามารถเจรจาโดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ร่วมบันทึกข้อมูลและมีมาตรการรักษาความปลอดภัยร่วมด้วย แต่เมื่อผู้ถูกร้องเลือกใช้รูปแบบการเจรจาเช่นนี้ รวมทั้งเลือกเจรจาปัญหาส่วนรวมของประเทศกับสมเด็จฮุน เซน ซึ่งผู้ถูกร้องรู้จักกันมาก่อนเป็นการส่วนตัว ผู้ถูกร้องจึงยิ่งต้องมีความรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง และต้องใช้ความรอบคอบและระมัดระวังในการเจรจาเพื่อรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของชาติมากยิ่งขึ้น
ชี้ชัดเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว
การที่ผู้ถูกร้องใช้ถ้อยคำว่า "…ให้ท่านฮุน เซน เห็นใจหลานหน่อย เพราะว่าตอนนี้คนในประเทศไทยเขาไล่เราไปเป็นนายกฯ เขมรหมดแล้ว จริงๆ แล้วถ้าท่านอยากได้อะไรก็ให้ท่านบอกมาได้เลยค่ะ เดี๋ยวจะจัดการให้ จะโพสต์หรืออย่างไรก็ได้ให้ท่านฮุน เซน แนะนำก็ได้ เหมือนกับว่าเป็นการตกลงร่วมกัน เพราะตอนนี้อิ๊งค์กำลังโดนหนักมากเลย พร้อมค่ะ คือเราเปิดให้อยู่แล้ว…" นั้น การกระทำของผู้ถูกร้องที่มีวัตถุประสงค์เจรจาให้มีการเปิดด่านพร้อมกันกับกัมพูชา จึงเป็นไปเพื่อผลประโยชน์และความประสงค์ของสมเด็จฮุน เซน มากกว่าประโยชน์ของความมั่นคงของชาติ อันเนื่องมาจากการพยายามรักษาความสัมพันธ์ส่วนตัวของผู้ถูกร้องกับสมเด็จฮุน เซน และเป็นไปเพื่อการลดการวิพากษ์วิจารณ์การจัดการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาของผู้ถูกร้อง โดยผู้ถูกร้องมุ่งหวังถึงแต่เพียงการจะทำให้คะแนนนิยมในประเทศของผู้ถูกร้องดีขึ้น อันจะนำไปสู่การมีศักยภาพรัฐบาล ซึ่งเป็นประโยชน์ทางการเมืองของตนโดยไม่ได้คำนึงถึงสถานการณ์ด้านความมั่นคงในขณะนั้น อันเป็นผลประโยชน์ของชาติอันเป็นที่ตั้งแต่อย่างใด พฤติการณ์การถูกร้องของผู้ถูกร้องดังกล่าวเริ่มทำให้วิญญูชนเกิดความเคลือบแคลงสงสัยได้ว่า ผู้ถูกร้องจะยินยอมกระทำการตามฝ่ายกัมพูชาโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ เพราะเหตุที่ผู้ถูกร้องรู้จักกับสมเด็จฮุน เซน เป็นการส่วนตัว และจะดำเนินการในทางที่เอื้อประโยชน์กับฝ่ายกัมพูชา
"กระทำของผู้ถูกร้องที่ขอความเห็นใจจากสมเด็จฮุน เซน จึงไม่ใช่เทคนิคการเจรจาตามที่ผู้ถูกร้องกล่าวอ้าง แต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยขาดความรอบคอบและระมัดระวัง ซึ่งตามวิสัยพฤติการณ์ของผู้ถูกร้องซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ควรจะต้องมีวิจารณญาณในการเลือกกระทำการโดยไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ตามหน้าที่ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 164 วรรคหนึ่ง (1) โดยเมื่อผู้ถูกร้องมีประโยชน์ส่วนตัว คือคะแนนนิยมและศักยภาพของรัฐบาลเข้าไปเกี่ยวข้อง หรือเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติหน้าที่ ผู้ถูกร้องกลับไม่คำนึงถึงหรือยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง การกระทำดังกล่าวเป็นการลดทอน หรือทำให้เสียหายซึ่งเกียรติภูมิหรือเกียรติของนายกฯ และประเทศไทย เพราะความนิยม ซึ่งหมายความว่า เกียรติที่ได้รับการยกย่องจากสังคมหรือนานาชาติ หรือการน่าเชื่อถือของประเทศชาติ อันเป็นสิ่งที่ประชาชนควรภาคภูมิใจ ขาดความภาคภูมิใจ และความไว้วางใจในนายกฯ ซึ่งเป็นผู้นำของประเทศอันมีลักษณะเป็นการไม่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งเกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ และถือเอาประโยชน์ส่วนตัวเหนือกว่าประโยชน์ของประเทศชาติ อันเป็นการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระ พ.ศ.2561 หมวด 1 ข้อ 6, 7, 8 ซึ่งมาตรา 21 วรรคหนึ่ง ให้ถือว่ามีลักษณะร้ายแรง
ดังนั้น การกระทำของผู้ถูกร้อง เป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติมาตรฐานจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้างานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระ พ.ศ.2561 หมวด 2 ข้อ 17 และข้อ 21 ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบกับเจตนาและความร้ายแรงของความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว เห็นได้ว่า มีลักษณะร้ายแรงตามข้อ 27 วรรคสองด้วย ดังนั้นผู้ถูกร้องจึงมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง อันทำให้ผู้ถูกร้องขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 165 ส่วนข้อกล่าวหาอื่นๆ ตามที่กล่าวมาในคำร้องนั้น ไม่จำต้องวินิจฉัย เนื่องจากไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป
อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นจึงวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้อง นายกฯ สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบ มาตรา 160 (5) นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกฯ คือวันที่ 1 ก.ค.2568 เพื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ สิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) แล้ว รัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะตามรัฐธรรมนูญมาตรา 167 วรรคหนึ่ง (1) โดยให้นำมาตรา 168 วรรคหนึ่ง (1) มาใช้บังคับ การปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งต่อไป
เปิดชื่อตุลาการลงมติ
สำหรับมติศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 คือ นายปัญญา อุดชาชน, นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม, นายวิรุฬห์ แสงเทียน, นายจิรนิติ หะวานนท์, นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ และนายอุดม รัฐอมฤต วินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธารสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 4 เสียง คือ นายปัญญา อุดชาชน, นายวิรุฬห์ แสงเทียน, นายจิรนิติ หะวานนท์ และนายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ เห็นว่า น.ส.แพทองธารผู้ถูกร้องขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2 เสียง คือ นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม และนายอุดม รัฐอมฤต เห็นว่า น.ส.แพทองธาร ผู้ถูกร้องขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (5) ทั้งนี้ นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ น.ส.แพทองธาร ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 ประกอบมาตรา 82 วรรคสอง คือวันที่ 1 ก.ค.2568
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อยจำนวน 3 คน คือ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์, นายนภดล เทพพิทักษ์ และนายสุเมธ รอยเจริญกุล เห็นว่าเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมไม่ร้ายแรง ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5)
เมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) แล้ว รัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่ง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 167 วรรคหนึ่ง (1) โดยให้นำมาตรา 168 วรรคหนึ่ง (3) มาใช้บังคับกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งต่อไป ศาลรัฐธรรมนูญอนุญาตให้คู่กรณีคัดถ่ายสำเนาคำวินิจฉัยได้เมื่อพ้นกำหนด 15 วัน นับแต่วันที่อ่านคำวินิจฉัย
ขณะเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนฟังคำแถลงบรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคัก โดยมีรัฐมนตรีเดินทางมาเพื่อให้กำลังใจ น.ส.แพทองธาร และเวลา 12.35 น. น.ส.แพทองธารได้เดินทางเข้าทำเนียบฯ ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม โบกมือทักทายสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศ
ต่อมาเวลา 16.30 น. น.ส.แพทองธารแถลงภายหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ความเป็นนายกฯ สิ้นสุดลง โดยมีรัฐมนตรีจากพรรคร่วมฯ ทุกพรรคร่วมยืนด้านหลังในการแถลงข่าว ระบุว่า ด้วยความเคารพต่อกระบวนการยุติธรรม ขอน้อมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ขอยืนยันในความบริสุทธิ์ใจ ความตั้งใจอย่างแท้จริงที่ตั้งใจทำเพื่อประเทศตลอดมา ไม่ว่าบทสนทนานั้นที่เป็นคลิปเสียงออกไป ตนไม่ได้ขออะไรเพื่อเป็นประโยชน์ของตัวเองเลย อยากบอกพี่น้องประชาชนอีกครั้งว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ยึดมั่นเสมอคือชีวิตของพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือพลเรือน ตั้งใจจริงๆ ด้วยจิตใจที่มุ่งมั่นว่าจะทำอย่างไรเพื่อรักษาชีวิตเขาเหล่านั้นไว้ให้ได้ คลิปนี้ก็เกิดขึ้นก่อนการปะทะที่รุนแรงในวันที่ 24 ก.ค.ที่ผ่านมา ขอยืนยันเรื่องนี้อีกครั้ง เพราะเป็นเรื่องที่ตั้งใจจะสื่อสารจริงๆ
น.ส.แพทองธารกล่าวว่า คำตัดสินในวันนี้เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างฉับพลัน เราต้องมาช่วยกันทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลเองหรือฝ่ายค้าน ประชาชนต้องมารวมใจกัน สร้างเสถียรภาพทางการเมืองของเราให้กลับมาเข้มแข็งให้ได้ ให้ไม่มีจุดเปลี่ยนอย่างฉับพลันเช่นนี้อีก ในฐานะคนไทยคนหนึ่ง มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์สุดหัวใจ เท่าที่คนไทยจะทำได้ ยังขอยืนยันในเรื่องนี้ตลอดไป
“ขอบคุณทุกๆ ท่านที่ให้โอกาส ให้ความรู้ ให้ประสบการณ์ ทำให้ดิฉันได้รู้ข้อดีข้อเสียของตัวเอง พร้อมที่จะพัฒนาต่อไป แน่นอนว่าหากมีส่วนไหนที่ดิฉันจะทำเพื่อประเทศชาติให้ดีขึ้นได้ ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ก็ยินดีที่จะทำทั้งนั้น ต่อจากนี้ขอส่งกำลังใจให้ทีมบริหารต่อไป ช่วยกันพัฒนาประเทศต่อไป จะคอยติดตามอย่างใกล้ชิด และเป็นกำลังที่ดีให้ประเทศชาติต่อไป”
และในเวลา 17.00 น. น.ส.แพทองธารเดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายพิชัย ชุณหวชิร รักษาการรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง, นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รักษาการ รมว.การต่างประเทศ, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่ปรึกษาของนายกฯ และคณะทำงานมายืนส่ง โดยก่อนขึ้นรถ น.ส.แพทองธารได้พูดคุยกับนายพิชัยครู่หนึ่ง จากนั้นได้ขึ้นรถเดินทางออกจากทำเนียบฯ โดย น.ส.แพทองธารได้ลดกระจกส่งมินิฮาร์ตให้กับสื่อมวลชนพร้อมยิ้มและโบกมือให้
ด้านนายสมชาย แสวงการ อดีต สว. กล่าวว่า คำวินิจฉัยของศาลผูกพันทุกองค์กร ทำให้คดีที่ค้างอยู่ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ สว.ปัจจุบันไปร้องผิดจริยธรรม และมีเรื่องที่ตนและคณะ รวมถึงประชาชนอื่นไปร้อง ป.ป.ช. ต้องเร่งดำเนินการเรื่องคดีอาญาต่อไป.