โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

วิพากษ์-ถอดความ คำวินิจฉัยศาลรธน. แพทองธาร ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรม กับอำนาจ”ยุบสภาฯ”รักษาการนายกฯ

ไทยโพสต์

อัพเดต 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 12 ชั่วโมงที่ผ่านมา

กฎหมายที่เขียนโดยใช้ถ้อยคำที่คลุมเครือเลยทำให้ศาลรธน.ใช้ดุลยพินิจที่ค่อนข้างกว้าง และเมื่อไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนก็ทำให้เกิดปัญหา และกระบวนการพิจารณาคดีของศาลรธน.ที่อาจทำให้คู่พิพาทไม่มีโอกาสเต็มที่ในการเสนอพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ รวมถึงวิธีการทำคำวินิจฉัยกลางที่ตุลาการศาลรธน.ใช้วิธีการโหวต ที่ทำแบบค่อนข้างเร่งรีบ เลยทำให้คำวินิจฉัยยังขาดการเรียบเรียงที่ทำให้คนสามารถเข้าใจเหตุและผลในคำวินิจฉัยของศาลรธน.ได้

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 29 ส.ค.2568 ที่ผ่านมา ที่ให้ "นส.แพทองธาร ชินวัตร"พ้นจากการเป็นนายกรัฐมนตรีและรมว.วัฒนธรรม จากปมคลิปเสียงฮุน เซน ได้ส่งผลให้เกิดแรงกระเพื่อมทางการเมืองอย่างรุนแรงตามมา เพราะไม่เพียงทำให้ นส.แพทองธาร หลุดจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรีแต่อาจกำลังทำให้การเมืองพลิกขั้วก็ได้ หากพรรคภูมิใจไทยจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ อย่างไรก็ตาม คำวินิจฉัยดังกล่าว ที่ทำให้ นส.แพทองธาร พ้นจากการเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมากเห็นว่า อดีตนายกรัฐมนตรีแพทองธาร มีพฤติการณ์ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมฯตามคำร้องของสมาชิกวุฒิสภา ก็มีหลายประเด็นให้พูดถึงอย่างมาก

ไทยโพสต์” สัมภาษณ์พิเศษ "รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ -อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิชาการ-นักกฎหมายที่ติดตาม-ตรวจสอบการวินิจฉัยคดีของศาลรธน.มาตลอด" เพื่อมาขยายความ-เจาะลึกคำวินิจฉัยดังกล่าวของศาลรธน.ว่ามีประเด็นอะไรที่น่าสนใจในเชิงนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์

"รศ.ดร.มุนินทร์"ให้ความเห็นถึงภาพรวมของคำวินิจฉัยของศาลรธน.ในคดีนี้ว่าคำวินิจฉัยของศาลรธน.คดี นส.แพทองธาร อดีตนายกรัฐมนตรี มีสองประเด็นสำคัญที่ควรต้องกล่าวถึง

ประเด็นแรก มองว่า การที่ศาลรธน.มีอำนาจค่อนข้างกว้างขวางในการวินิจฉัยการกระทำที่เป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดํารงตําแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระพ.ศ. 2561 ยังคงเป็นสิ่งที่น่ากังวลต่อระบบรัฐสภาในระบอบประชาธิปไตย

เพราะปัญหาการเมือง ควรต้องแก้ไขในระบบรัฐสภา โดยตัวแทนประชาชน ที่ทำผ่านกระบวนการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภาที่เป็นตัวแทนประชาชนเช่นการอภิปรายไม่ไว้วางใจฯ จนไปถึงทางออกสุดท้าย ที่ทำโดยประชาชนคือการให้ประชาชนใช้สิทธิ์เลือกตั้ง อันเป็นกลไกปกติของประเทศในระบอบประชาธิปไตย ที่เวลาเจอปัญหาการเมืองใหญ่ๆ กลไกปกติเหล่านี้ก็จะทำงาน แต่ของไทยเรากลไกปกติเหล่านี้ไม่ค่อยได้ทำงาน จนทำให้ฝ่ายที่เข้ามาแก้ปัญหาการเมืองกลายเป็น"ศาลรัฐธรรมนูญ"ผ่านคำวินิจฉัยเช่นการยุบพรรคการเมือง -การตัดสิทธิทางการเมือง ที่ก็เป็นกลไกที่รธน.วางไว้ แต่หากเราใช้กลไกลักษณะของศาลรธน.บ่อยๆคือให้ศาลรธน.ตัดสินใจและแก้ปัญหาทางการเมือง จะทำให้กลไกปกติของระบบการเมืองและรัฐสภาจะไม่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ประเด็นที่สอง มองว่าเหตุผลที่ทำให้กลไกทางกฎหมายโดยเฉพาะ"ศาลรธน."ถูกใช้บ่อยมาก ก็เพราะนักการเมืองไทยไม่ค่อยมีสำนึกทางการเมือง คือขาดความรับผิดชอบและจิตสำนึกทางการเมือง คือยังมองเรื่องการแย่งชิงอำนาจทางการเมืองเป็นเป้าหมายหลัก โดยไม่ได้คิดถึงประโยชน์ของส่วนรวม ประเทศไทยเราไม่ค่อยมีวัฒนธรรมการเมืองที่แสดงความรับผิดชอบ จะเห็นได้ว่า เวลามีการกระทำเรื่องผิดพลาดทางการเมือง นักการเมืองบ้านเราจะไม่ค่อยแสดงความรับผิดชอบ อย่างมากที่สุดหากโดนกดดันมากๆ ก็แค่ออกมาขอโทษ

"กรณีคลิปเสียงของคุณแพทองธาร ถือว่าเป็นการดำเนินการทางการเมืองที่ไม่เหมาะสม ที่กระทบกับความรู้สึกของคนในสังคมจำนวนมาก และมีผลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งค่อนข้างมาก โดยหากนำมาตรฐานและวัฒนธรรมทางการเมืองของประเทศที่เป็นประชาธิปไตย ถ้าเกิดเหตุลักษณะดังกล่าว นายกรัฐมนตรี ต้องลาออกจากตำแหน่ง แต่พอคุณแพทองธาร ไม่ลาออก คนที่ไม่พอใจ ก็ต้องหาวิธีการอย่างอื่นในการจัดการ”

…หลายกรณีที่่ผ่านมาในสังคมไทย นักการเมืองไม่มีความรู้สึกว่าต้องรับผิดชอบอะไรทางการเมือง ขอเพียงแค่อยู่ในตำแหน่งให้นานที่สุด คนก็เลยต้องพึ่งพากลไกทางกฎหมาย แล้วรัฐธรรมนูญของประเทศไทยมีกลไกเหล่านี้อยู่ก็ใช้กลไกเหล่านี้เป็นที่พึ่ง

ดังนั้น หากพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ก็ตัวนักการเมืองนั่นเองที่ทำให้คนต้องไปพึ่งกลไกที่คนอาจมองว่าไม่ค่อยเป็นประชาธิปไตย ไม่เหมือนประเทศอื่นๆ กลไกที่คนมองว่าอาจส่งผลเสียต่อระบบรัฐสภา จะไปโทษกลไกทั้งหมดทางกฎหมายคงไม่ได้ ก็ต้องโทษนักการเมืองไทยด้วย วัฒนธรรมการเมืองไทยเหมือนกับไปเตะฟุตบอลเข้าทางศาลหรือกลไกเหล่านี้เอง ทั้งที่นายกฯมีทางเลือกหลายทางหลังเกิดกรณีคลิปเสียงเช่น ลาออกหรือยุบสภาฯ ที่เป็นกลไกปกติที่มีอยู่แล้วแต่นักการเมืองไม่ค่อยเลือกใช้ อยากอยู่ในตำแหน่งแบบทู่ซี้กันไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้สึกว่าต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง"

..ทัศนะของผมต่อคำวินิจฉัยคดีดังกล่าวที่แบ่งเป็นสองส่วน ตามที่กล่าวข้างต้นคือ ในส่วนของศาลรธน. ผมรู้สึกกังวลต่อการใช้อำนาจตีความกฎหมายที่เขียนไว้ค่อนข้างคลุมเครือ ที่ตั้งใจเขียนไว้ให้คลุมเครือเพื่อให้ศาลรธน.มีอำนาจกำหนดความหมายและการกระทำที่เป็นเรื่องของการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมฯอย่างร้ายแรง และการไม่ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ซึ่งไม่เป็นผลดีแน่ๆ กับระบอบประชาธิปไตยในภาพรวมระยะยาว และเป็นเพราะพฤติกรรมและวัฒนธรรมของนักการเมืองไทย จึงทำให้คนรู้สึกว่าต้องพึ่งกลไกเหล่านี้อยู่ ทั้งที่รู้ว่าอาจไม่เป็นประชาธิปไตย

"รศ.ดร.มุนินทร์"กล่าวต่อไปว่า สิ่งที่พบสำหรับปัญหาของศาลรธน.ยังเป็นเรื่องที่เคยพบในเคสอื่นๆก่อนหน้านี้

…เช่นอย่างแรกอาจเป็นที่ตัวกฎหมายเอง คือในรัฐธรรมนูญมาตรา 160(4) และ (5) (เรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่จะเป็นรัฐมนตรี) เป็นการเขียนโดยกรรมการร่างรธน.2560 ที่บัญญัติเป็นครั้งแรกในการให้ศาลรธน.เข้ามาวินิจฉัยเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมฯ โดยให้ศาลธน.มีอำนาจไต่สวนและปลดนายกรัฐมนตรีออกจากตำแหน่งได้ จากเคสของนายเศรษฐา ทวีสินและนส.แพทองธาร ชินวัตร ซึ่งถ้อยคำความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์กับต้องไม่ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมฯ ดังกล่าวในมาตรา 160 ของรธน.เป็นถ้อยคำที่ค่อนข้างคลุมเครือ มีขอบเขตที่ไม่ชัดเจน

…จริงๆ แล้วไม่ใช่ศาลจะใช้ความคลุมเครือดังกล่าว เพื่อตีความการกระทำได้อย่างกว้างขวาง คือศาลรธน.สามารถเลือกที่จะตีความให้มันกว้างขวางอย่างที่ตัวถ้อยคำมันให้ เพราะถ้อยคำเขียนแบบกว้างๆให้ศาลรธน.ตีความ หรือศาลรธน.จะมีอีกแนวหนึ่งก็คือตีความให้แคบ หรือกำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนว่าในการพิจารณาเรื่องซื่อสัตย์สุจริตฯ กับการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ศาลใช้หลักเกณฑ์อะไรที่เป็นรูปธรรม ไม่ใช่นามธรรม แต่ให้มีความเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ศาลรธน.สามารถวางหลักเกณฑ์อย่างชัดเจนลงไปได้

…แต่หากเราเห็นคดีนส.แพทองธารฯ จะพบว่ายังไม่เห็นการกำหนดเงื่อนไขหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในการพิจารณาปรับใช้ตัวกฎหมาย ศาลรธน.อาจมีการอ้างเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตต่างๆ แต่สุดท้าย ศาลรธน.ก็บอกว่า อดีตนายกฯแพทองธาร ไม่ได้มีการกระทำที่ไม่ซื่อสัตย์สุจริตฯตาม 160 (4) โดยศาลมีการให้เหตุผลประกอบ ที่มีการอธิบายความหมายหลักเกณฑ์ต่างๆ แต่พอไปพิจารณากรณีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมฯ พบว่าคำวินิจฉัยของศาลรธน.ลงไปดูเรื่องพฤติกรรมของนายกฯที่ต้องรักษาเกียรติศักดิ์ของความเป็นนายกรัฐมนตรีทั้งเวลางานและเวลาส่วนตัว โดยศาลรธน.มีการอธิบายว่าการที่ไม่รักษาเกียรติศักดิ์ ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่จำเป็นต้องเป็นความเสียหายในเชิงรูปธรรมก็ได้ ไม่ต้องเป็นเรื่องการบาดเจ็บล้มตายของประชาชนหรือทรัพย์สินเสียหาย แต่ว่าเป็นเรื่องของความเชื่อมั่นที่หากคนในสังคมไม่เชื่อมั่นต่อนายกฯ ก็เป็นความเสียหายแล้ว

..หากแปลความก็คือ ศาลรธน.ก็ดูว่าคนรู้สึกอย่างไร คนไม่เชื่อมั่นแล้ว จึงเป็นการสร้างความเสียหายในความเห็นของศาลรธน. ซึ่งตรงนี้วัดยากเพราะเป็นเรื่องความรู้สึก พอเป็นเรื่องความรู้สึกทางการเมือง จะมีความเห็นที่แตกต่างหลากหลาย เพราะประชาชนมีความเห็นที่แตกต่างทางการเมืองกันอยู่แล้ว ตรงนี้ยังขาดความชัดเจนในการให้ความหมายหรือคำนิยาม ของการกระทำจึงยังเป็นเรื่องค้างคาใจอยู่ว่า มันควรเป็นการกระทำแบบใดบ้างในการที่ต้องดำรงตนให้มีเกียรติศักดิ์ รักษาเกียรติภูมิของความเป็นนายกฯ จึงเป็นการสร้างความไม่แน่นอนในการทำหน้าที่

..และผมยังคิดว่าศาลรธน.ยังใช้เกณฑ์ของผู้พิพากษาค่อนข้างเยอะ หากสังเกตุจะเห็นได้ว่าศาลรธน.ใช้หลักคิด ของการดำรงตนของผู้พิพากษามาปรับใช้กับนายกฯด้วย เพราะผู้พิพากษาต้องแสดงให้เห็นว่าทำหน้าที่อย่างยุติธรรม ให้คนไม่สงสัยว่าตัวเองทำหน้าที่ไม่ยุติธรรม ศาลรธน.ก็ใช้หลักคิดคล้าย ๆกันในการอธิบายในการทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี ซึ่งผมคิดว่ามันอาจมีปัญหา เพราะศาลรธน.หรือองค์กรอิสระ เช่น คณะกรรมการ ป.ป.ช.ที่จะทำหน้าที่คล้ายกันคือ ใช้อำนาจแบบกึ่งตุลาการ แต่พอเป็นฝ่ายบริหารโดยธรรมชาติของการทำงานจะเป็นอีกแบบหนึ่ง จะไม่เหมือนกับตุลาการที่ทำหน้าที่ตัดสินคดี เพราะฉะนั้นมาตรฐานจริยธรรมของตุลาการศาลรธน.-องค์กรอิสระฯ มันอาจไม่สอดคล้องกับมาตรฐานจริยธรรมของนักการเมืองหรือรัฐมนตรี ที่อาจจะมีวิธีคิดอีกแบบหนึ่ง ตรงนี้เลยยังทำให้เกิดความไม่ชัดเจนมากนัก ทำให้การปรับใช้กฎหมาย ตามรธน.มาตรา 160(4) และ (5) เลยยังมีคำถามและข้อสงสัยเยอะ จากความเป็น"นามธรรม"ของถ้อยคำในบทบัญญัติ ที่ก็คือ ตัวกฎหมายมีปัญหา การปรับใช้เลยก่อให้เกิดคำถาม เพราะถ้อยคำความหมายค่อนข้างกว้าง

ยังไม่เห็นพยานหลักฐาน ที่มีน้ำหนักมากเพียงพอ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องนามธรรม

"รศ.ดร.มุนินทร์"กล่าวอีกว่านอกจากนี้ กระบวนการวิธีพิจารณาคดีของศาลรธน.ตามมาตรา 27 ตามพรบ.ระเบียบวิธีพิจารณาคดีศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561ค่อนข้างให้อำนาจศาลรธน.มากเกิน เพราะให้ศาลรธน.ใช้อำนาจไต่สวนและให้ใช้ดุลยพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานตามที่เห็นสมควร ซึ่งเรื่องนี้อาจทำให้สิทธิในกระบวนการยุติธรรมของคู่พิพาท(ผู้ร้อง-ผู้ถูกร้อง) อาจถูกจำกัดไปโดยไม่รู้ตัวด้วยระบบไต่สวน กับการที่ศาลรธน.บอกว่า รับฟังพยานหลักฐานแค่นี้เพียงพอแล้ว หรือจะรับฟังอย่างไร ก็แล้วแต่ศาลรธน.เห็นสมควร ซึ่งบางทีพอใช้ระบบไต่สวนแบบนี้มากๆ ก็จะทำให้บุคคลที่เป็นผู้ถูกกล่าวหา(ผู้ถูกร้อง) ไม่ได้รับสิทธิในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ที่อาจทำให้ผลคำวินิจฉัยอาจเกิดปัญหาขึ้นมาได้ว่าเกิดจากการรับฟังพยานหลักฐานที่เป็นธรรมหรือไม่

..ก่อนศาลรธน.มีคำวินิจฉัย ผมก็คิดว่านอกจากคลิปเสียง จะมีพยานหลักฐานอื่นหรือไม่ที่แสดงให้เห็นถึงการกระทำที่เชื่อมโยง แสดงให้เห็นว่ามีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ตอบแทน หรือมีการช่วยเหลืออะไรที่เป็นรูปธรรม กับทางกัมพูชาหรือไม่ แต่จากการอ่านคำวินิจฉัยเมื่อวันศุกร์ที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา ยังไม่เห็นพยานหลักฐานอะไร อาจต้องรอคำวินิจฉัยฉบับเต็ม แต่ที่เห็นคือยังไม่มีพยานหลักฐานอะไรที่มีน้ำหนักมากเพียงพอ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของนามธรรมที่ศาลรธน.หยิบยกและเรื่องความรู้สึกของคนในสังคมที่แสดงออกมา ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนก็รู้ว่าคนในสังคมไม่พอใจ เพียงแต่ว่าความรู้สึกพอใจ ไม่พอใจทางการเมือง มันวัดออกมายาก และเป็นเรื่องทางการเมือง เรื่องความชอบ ไม่ชอบต่างๆ ที่ปกติต้องใช้การแก้ปัญหาทางการเมืองด้วยความรับผิดชอบทางการเมือง จึงยังไม่เห็นพยานหลักฐานอะไรที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม

"รศ.ดร.มุนินทร์"ให้ความเห็นต่อไปว่า หากเปรียบเทียบการให้เหตุผลของศาลรธน.ในสองวงเล็บคือ (4) และ(5)ของมาตรา 160 จะเห็นได้ว่ามีส่วนที่ขัดแย้งกันเองอยู่เหมือนกัน เพราะในส่วนของ (4) ศาลรธน.บอกว่าไม่มีปัญหาเรื่องความไม่ซื่อสัตย์สุจริตฯ โดยบอกว่าไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายอะไร เพราะนายกฯต้องการระงับข้อพิพาทต่างๆ ไม่ได้มีการปลดแม่ทัพภาคที่ 2 แต่พอไปเรื่องการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรม ตาม(5) กลับมีการหยิบกเรื่องความเสียหายแต่เป็นความเสียหายที่มีผลต่อความเชื่อมั่น เกียรติศักดิ์-เกียรติภูมิ เลยกลายเป็นว่ามีการขัดกันอยู่ ตรงนี้ก็เป็นปัญหาในเรื่อง"กระบวนการพิจารณาคดี"ของศาลรธน.อยู่เหมือนกัน เพราะด้วยความที่เป็นกระบวนการที่มีระยะเวลาสั้นเลยมีข้อจำกัดในการรับฟังพยานหลักฐานอย่างรอบด้าน

..นอกจากนี้ ด้วยการที่ศาลรธน.ใช้วิธีการตัดสินคำร้องด้วยวิธีการให้ตุลาการศาลรธน.โหวต โดยศาลมีเวลาน้อยมาก ซึ่งหากนับจากวันที่ให้ทั้งผู้ร้องและผู้ถูกร้องยื่นเอกสารแถลงการณ์ปิดคดี(25 ส.ค.) มาถึงวันที่อ่านคำวินิจฉัย 29 ส.ค. เท่ากับศาลรธน.มีเวลาแค่สี่วัน ในการพิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมด แล้วมาประชุมโหวตตัดสินในช่วงเช้าวันที่ 29 ส.ค. ซึ่งวิธีการทำคำวินิจฉัยกลางที่นำมาอ่าน ก็เกิดจากการนำความเห็นหรือคำวินิจฉัยส่วนตนที่ตุลาการศาลรธน.แต่ละคนเตรียมร่างเอาไว้ เอามาปะติดประต่อกัน เลยทำให้คำวินิจฉัยกลางที่นำมาอ่าน พบว่าการเรียบเรียงมีบางส่วนในคำวินิจฉัยที่ไม่สอดคล้องกัน ซึ่งพอเตรียมไม่ดีแล้วนำมาอ่านโดยมีคนทั้งประเทศติดตามฟัง ก็จะไม่เข้าใจ เกิดข้อสงสัย-คำถามตามมามากมาย ซึ่งจะเกิดขึ้นค่อนข้างบ่อยเพราะศาลรธน.มีเวลาในการเตรียมทำคำวินิจฉัยกลางมาอ่านค่อนข้างมีเวลาน้อย อันนี้เป็นปัญหาในระบบของศาลรธน.

ทั้งหมดคือปัญหาหลักๆที่ผมสังเกตุ ก็คือเรื่องของกฎหมายที่เขียนโดยใช้ถ้อยคำที่คลุมเครือเลยทำให้ศาลรธน.ใช้ดุลยพินิจที่ค่อนข้างกว้าง และเมื่อไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนก็ทำให้เกิดปัญหา และกระบวนการพิจารณาคดีของศาลรธน.ที่อาจทำให้คู่พิพาทไม่มีโอกาสเต็มที่ในการเสนอพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ รวมถึงวิธีการทำคำวินิจฉัยกลางที่ตุลาการศาลรธน.ใช้วิธีการโหวต ที่ทำแบบค่อนข้างเร่งรีบ เลยทำให้คำวินิจฉัยยังขาดการเรียบเรียงที่ทำให้คนสามารถเข้าใจเหตุและผลในคำวินิจฉัยของศาลรธน.ได้

เมื่อถามว่า เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยและมติของศาลรธน.ในคดีอดีตนายกฯแพทองธาร หรือไม่ "รศ.ดร.มุนินทร์ -อาจารย์คณะนิติศาสตร์-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์"กล่าวตอบว่า เรื่องนี้ต้องแยกเป็นสองส่วน ในส่วนที่หนึ่งคือ ไม่เห็นด้วยกับการให้ศาลรธน.มีอำนาจในการตัดสิทธินักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งและยุบพรรคการเมือง คิดว่าศาลรธน.ควรมีแค่อำนาจในการตรวจสอบกฎหมาย ทั้งพระราชบัญญัติและพระราชกำหนดว่าขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ คิดว่าควรมีอำนาจเช่นนี้เหมือนกับศาลรธน.ประเทศอื่น แต่ผมเห็นว่าระบบในการควบคุมนักการเมืองควรจะมีและควรมีองค์กรในการเข้ามาจัดการแต่ไม่ควรจะเขียนไว้ในรธน.แต่ควรไปอยู่ในพระราชบัญญัติ โดยให้มีองค์กรที่ทำหน้าที่คล้ายศาลรธน.ในการพิจารณาเรื่องจริยธรรม แต่เรื่องบทลงโทษก็ไปพิจารณากันอีกทีว่าควรมีโทษอย่างไรบ้าง แต่คิดว่าบทลงโทษมีได้หลายระดับ เหมือนกับบทลงโทษทางวินัยของข้าราชการประจำที่มีตั้งแต่ตักเตือนไปจนถึงไล่ออกจากราชการ

… เช่นเดียวกันโทษของนักการเมือง ควรมีได้หลายระดับ ที่แตกต่างหลากหลายไป โดยกำหนดให้ชัดเจนในพรบ.ซึ่งอาจให้แยกส่วนกันระหว่างรัฐมนตรี-ส.ส. -สว.อย่างชัดเจนตามลักษณะงานของตัวเอง ไม่ควรไปใช้มาตรฐานจริยธรรมฯอย่างที่ใช้อยู่ในปัจจุบันซึ่งผู้ที่ยกร่างขึ้นมาในช่วงนั้นก็คือตุลาการศาลรธน.และประธานองค์กรอิสระต่างๆ ตามรธน. ซึ่งในช่วงยกร่างฯ ที่มีการรับฟังความคิดเห็นจากฝ่ายนิติบัญญัติ ที่ช่วงดังกล่าวเป็นช่วงที่ฝ่ายนิติบัญญัติคือสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ยุคคสช. ที่ไม่ได้เป็นตัวแทนประชาชนแบบส.ส.-สว. ตรงนี้เห็นว่าควรต้องทำแยกออกมา ไม่ใช่ให้อยู่ในมือศาลรธน.ทั้งหมด ระบบที่เป็นอยู่ ผมจึงไม่เห็นด้วยเพราะไม่ถูกต้องในหลักการ

ประเด็นที่สอง คือผมมองว่า อดีตนายกรัฐมนตรี(นส.แพทองธาร ชินวัตร)ต้องรับผิดชอบกับคลิปเสียงที่ออกมา โดยเป็นความรับผิดชอบทางการเมืองที่ต้องลาออกตั้งแต่หลังมีคลิปเสียงออกมา หรือไม่ก็ยุบสภาฯตั้งแต่แรก ไม่ควรดื้อและปล่อยให้บานปลายมาถึงขณะนี้ ที่ได้เห็นแล้วว่ากำลังเกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองว่าส.ส.พรรคการเมืองต่างๆ ก็มีการต่อรองกันเพื่อขอให้ได้อยู่ในอำนาจต่อไป

… เพราะนักการเมืองมีลักษณะแบบนี้ คือไม่ได้มีความรู้สึกว่าต้องรับผิดชอบกับประชาชนและสังคม คิดกันแต่เรื่องของอำนาจในการบริหารแต่ไม่ได้คิดกันว่าจะจัดระบบกันอย่างไร โดยไม่ต้องไปกลัวองค์กรอิสระมากแต่เป็นระบบที่วางขึ้นมาเพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่นได้ว่านักการเมืองจะมีความรับผิดชอบทางการเมืองอย่างแท้จริง ซึ่งผมเชื่อว่าหากนักการเมืองมีความจริงจังในการสร้างระบบขึ้นมาตรวจสอบนักการเมืองและมีการเปลี่ยนวัฒนธรรมการเมืองใหม่ คนจะรู้สึกว่าระบบที่เป็นอยู่มันเวิร์ค ไม่จำเป็นต้องไปพึ่งศาลรธน. -องค์กรอิสระ แต่นักการเมืองไทยไม่มีวัฒนธรรม-ไม่มีความคิดแบบนี้เลย คนก็เลยรู้สึกว่าไม่มีที่พึ่ง เลยต้องไปพึ่งศาลรธน. -องค์กรอิสระอยู่ร่ำไป

ตรงนี้ก็เป็นปัญหาของนักการเมือง ผมคิดว่าปัญหาที่เกิดขึ้นปัจจุบัน เกิดจากทั้งกลไกทางกฎหมายที่อาจไม่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยครึ่งหนึ่งและปัญหาจากกนักการเมืองอืกครึ่งหนึ่ง สองส่วนนี้มันสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันอยู่

การเมืองถึงทางตัน รักษาการนายกฯยุบสภาฯได้หรือไม่?

เมื่อถามปิดท้ายถึงอำนาจในการยุบสภาฯว่านายกรัฐมนตรีรักษาการสามารถยุบสภาฯได้หรือไม่"รศ.ดร.มุนินทร์-อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์"ให้ความเห็นว่า ประเด็นดังกล่าวมีข้อโต้แย้งกันมากในหมู่นักกฎหมาย โดยมีทั้งความเห็นว่านายกรัฐมนตรีรักษาการ มีอำนาจยุบสภาฯได้ เพราะว่านายกฯรักษาการทำหน้าที่เหมือนกับนายกรัฐมนตรีได้ทุกอย่างตามพรบ.ระเบียบบริหาราชการแผ่นดินฯ และการให้นายกฯรักษาการยุบสภาฯได้ ก็เป็นการตีความที่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย เช่นหากการเมืองถึงทางตัน นายกรัฐมนตรีรักษาการยุบสภาฯ เพื่อให้ประชาชนตัดสิน แนวทางดังกล่าวจึงน่าจะสอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย

… กับอีกแนวทางหนึ่ง คือมองว่า อำนาจนายกรัฐมนตรีรักษาการไปผูกไว้กับพรบ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินฯ แต่เรื่องยุบสภาฯ เป็นเรื่องทางรัฐธรรมนูญที่เป็นเรื่องสำคัญมาก ที่ควรต้องให้นายกรัฐมนตรีตัวจริงเท่านั้นเป็นผู้ยุบสภาฯ

"ประเด็นนี้ผมเห็นว่าทั้งสองฝั่ง ก็มีเหตุผลที่มีน้ำหนักทั้งสองความเห็น แต่ก็เชื่อว่าสุดท้าย ไม่ว่าจะไปทางไหน สุดท้ายก็อาจจบที่ศาลรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะหากนายกฯรักษาการยุบสภา ก็จะมีคนไม่เห็นด้วย ก็จะไปยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ศาลวินิจฉัย ที่ก็ต้องรอฟังว่าศาลรัฐธรรมนูญจะว่าอย่างไร ก็จะมีความไม่แน่นอนเกิดขึ้นอีก"

-หากก่อนยุบสภาฯ ถ้าครม.มีมติให้ส่งประเด็นอำนาจการยุบสภาฯ ตัวนายกรัฐมนตรีรักษาการทำได้หรือไม่โดยยื่นเป็นคำร้องส่งไปให้ศาลรธน.วินิจฉัย ทางศาลก็อาจไม่รับคำร้องไว้เพราะยังไม่มีการยุบสภาฯเกิดขึ้น?

ใช่ หากเกิดนายกรัฐมนตรีรักษาการ คุณภูมิธรรม เวชยชัย เกิดยุบสภาฯ ก็อาจมีคนไปร้องต่อศาลรธน. ทางศาลก็อาจออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนไม่ให้มีการดำเนินการใดๆ ที่จะเกิดขึ้นหลังยุบสภาฯ ให้รอไว้ก่อนจนกระทั่งศาลรธน.วินิจฉัยเสร็จก่อนว่ารักษาการนายกฯยุบสภาฯได้หรือไม่ สุดท้ายก็ต้องไปที่ศาลรธน.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก ไทยโพสต์

‘PERSES’ บุกโฮจิมินห์ จัดเต็ม 2 อีเวนท์ใหญ่!

20 นาทีที่แล้ว

หมอเชิดชัย หวังเห็น เพื่อไทย – ประชาชน จับมือกัน

21 นาทีที่แล้ว

นั่นแน่! ‘ลิณธิภรณ์’ ชวน ‘ปชน.’ แก้ รธน.60 ตามเป้าหมาย

35 นาทีที่แล้ว

ร่วมกันกล่อม ‘ทวี – เดชอิศม์’ เตรียมร่วมวงหารือ ‘พรรคประชาชน’ บ่ายนี้พร้อมเพื่อไทย

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าวและบทความทั่วไปอื่น ๆ

ภท.นัดประชุมพรุ่งนี้ ประเมินสถานการณ์ตั้งรัฐบาล

สำนักข่าวไทย Online

สสส.–เครือข่ายงดเหล้า หนุนราชการ GenX ฉลองเกษียณปลอดเหล้า ย้ำไม่มีจำนวนการดื่มที่ปลอดภัย

MATICHON ONLINE

นิด้าโพลเผยคนไทยอยากได้ “นักธุรกิจ-Gen X” นั่งนายกฯ

สำนักข่าวไทย Online

โปรดเกล้าฯ ให้ "ข้าราชการตุลาการพ้นจากตำแหน่ง" จำนวน 5 ราย

คมชัดลึกออนไลน์

"ศุภชัย" ถาม "อดีตนายก" ถูกศาลวินิจฉัย เมื่อหัวหน้าพรรคให้ออก กก.บห.ก็ต้องพ้นทั้งคณะ หรือมีเงาซาตานอยู่เบื้องหลัง ไม่ยอมหนี

Manager Online

"ศุภชัย" ถาม หัวหน้าพรรคขาดคุณสมบัติ กก.บห.ต้องพ้นทั้งคณะหรือไม่

The Better

กองบัญชาการตำรวจนครบาล แจ้งประชาสัมพันธ์เส้นทางเลี่ยงบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ วันที่ 31 สิงหาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 12.00 - 22.00 น.

สวพ.FM91

"ซูเปอร์โพล" ชี้คนไทยกังวลไม่มีเงินมากกว่าไม่มีนายกฯ

The Better

ข่าวและบทความยอดนิยม

Loading...
Loading...
Loading...
รีโพสต์ (0)
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...