โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

ทำไม ร.4 ทรงประกาศไม่ให้เขียนคำว่า “สฤทธิ” แต่ให้เขียน “สิทธิ” แทน

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4

ในปี พ.ศ. 2395 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงประกาศกฎว่า ไม่ให้เขียนคําว่า สฤทธิ แต่ให้เขียน “สิทธิ” แทน

เรื่องเกิดจากเช้าวันหนึ่ง ขณะที่รัชกาลที่ 4 ยังเสด็จอยู่ข้างใน ทรงถามว่า มีพระราชาคณะองค์ใดมาเตรียมรับบิณฑบาตในพระราชวัง พระปลัดอ่วมวัดราชบูรณะเขียนชื่อพระราชาคณะเข้าไปถวาย เมื่อถึงชื่อพระญาณสิทธินั้น เขียนว่า “พระญาณสฤทธิ” รัชกาลที่ 4 จึงให้เขียนใหม่ เหตุว่าคำนั้น “ไม่เข้าพระทัยให้เขียนใหม่”

หลวงธรรมรักษาเจ้ากรมสังกร (สะกดตามแบบเดิม) กลับเขียนเข้าไปว่า “พระญาณสิด” พระองค์จึง “รับสั่งว่าดี ถึงจะผิดสับท์ก็อ่านเข้าใจง่ายกว่าที่พระปลัดอ่วมเขียน”

หลังจากนั้นรัชกาลที่ 4 ทรงเล่าความหลังให้บรรดาเจ้านายฟัง ต่อมากรมหมื่นสมมติอมรพันธุ์เป็นผู้นิพนธ์ลงวชิรญาณ (ว่าด้วยใช้คำสิทธิ ใน วชิรญาณ น. 1688-95) ความว่า ครั้งสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อตั้งพระนามองค์พระหริรักษ์รามมหาอิศราธิบดี เจ้าเมืองกัมพูชา หม่อมไกรสรให้เขียนว่าสฤทธิในสร้อยชื่อ รัชกาลที่ 3 ทรงไม่เห็นด้วยว่าไม่ถูก “หม่อมไกรสรเถียงว่าใช้ได้ถูกดี อย่างเก่ามีอยู่”

รัชกาลที่ 3 ไม่ทรงเชื่อ จึงให้กรมหมื่นไกรสรวิชิตมาถามรัชกาลที่ 4 ขณะทรงผนวชอยู่ที่วัดบวรนิเวศ “ว่าจะใช้แผลงสิทธิสับที่เป็นสฤทธิจะได้ถามิได้” รัชกาลที่ 4 ทรงตอบว่า โบราณไม่เคยใช้มา จึงไม่ควรใช้

รัชกาลที่ 3 จึงรับสั่งกับกรมหมื่นไกรสรวิชิตว่า “หม่อมไกรสรคายโง่ออกมาใหญ่โตทีเดียว” การอันนี้ก็อื้ออึ้งมานานแล้ว แต่นี้อย่าให้ผู้ใดเอา “รังควานหม่อมไกรสร มาเขียนอีกเลย

หม่อมไกรสรในเรื่องขัดแย้งนี้คือกรมหลวงรักษ์รณเรศ ต้นสกุล พึ่งบุญ ณ อยุธยา เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 ประสูติเมื่อเสด็จปราบดาภิเษกแล้ว รัชกาลที่ 2 ทรงสถาปนาเป็นกรมหมื่นรักษ์รณเรศ โปรดให้กํากับกรมสังฆการี

ครั้นรัชกาลที่ 3 ได้ทรงกํากับกรมวังและเลื่อนเป็นกรมหลวงรักษ์รณเรศ ทรงไม่พอใจรัชกาลที่ 3 ที่ไม่แต่งตั้งพระองค์ให้เป็นตำแหน่งอุปราชที่ว่างลง มีพฤติการณ์หลายอย่างที่ส่อว่าต้องการอำนาจการเมืองไว้ในมือ อันเป็นธรรมเนียมของชนชั้นนำที่อยู่ใกล้อำนาจ รวมทั้งเป็นปฏิปักษ์กับรัชกาลที่ 4 อย่างแรง ในปัญหาการสืบทอดอำนาจรัฐต่อจากรัชกาลที่ 3 ด้วย ในที่สุดก็ถูกประหารชีวิตในข้อหาก่อการกบฏซ่องสุมผู้คน และมีเพศสัมพันธ์กับบ่าวไพร่ที่เป็นชาย เป็นเจ้านายองค์สุดท้ายที่ถูกประหารชีวิตด้วยท่อนจันทน์

หลังเหตุการณ์เรื่องเขียนชื่อพระญาณสิทธิผิดผ่านไปแล้ว อยู่มาวันหนึ่งรัชกาลที่ 4 ทรงถามว่า ข้าราชการข้างหน้ามีใครอยู่บ้าง พระธรรมการบดีศรีวิสุทธิสาศนวโรปการ จึงจดหมายชื่อข้าราชการเข้าไปทูลเกล้าฯ ถวาย เมื่อถึงชื่อหลวงสิทธินายเวร มหาดเล็กนั้น เขียนว่า หลวงสฤทธิ จึงทรงพระราชดำริว่า เกิดเรื่องมา 2 ครั้งแล้ว เหตุไรจึงมีผู้เขียนดังนี้ไม่หยุดลง ทั้งพระสงฆ์แลคฤหัสถ์ชาววัดชาวบ้าน พระญาณสิทธิ หลวงสิทธิ ว่า พระญาณสฤทธิ และหลวงสฤทธิ จะผิดถูกประการใด

ในเวลานั้นรัชกาลที่ 4 จึงได้มีพระบรมราชโองการรับสั่งถามพระเมธาธิบดี เจ้ากรมราชบัณฑิตย์ และหลวงธรรมเสนา ปลัดกรมธรรมการ ซึ่งมาเข้าเฝ้าในเวลา จะเขียนคำนี้อย่างไรจะควร พระเมธาฯ กราบทูลพระกรุณาว่า เขียนสฤทธินั้นถูก หลวงธรรมเสนากราบทูลฯ ว่าใช้ไม่ได้

ปรากฏว่า ปัญหาการเขียนคําว่าสิทธิหรือสฤทธิขยายออกไปเป็นปัญหาระดับอาณาจักร รัชกาลที่ 4 จึงได้มีพระราชปุจฉา ให้ถามกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรสและพระราชาคณะอีก 12 ท่าน ได้แก่ กรมหมื่นบวรรังสี สมเด็จพระอริยวงษาคตะญาณ สมเด็จพระวันรัต สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ พระพิมลธรรม พระธรรมไตรยโลกย์ พระพรหมมุนี พระธรรมกิติ์ พระอริยะมุนี พระศรีวิสุทธิวงษ์ พระอมรโมลี และพระอมราภิรักขิต

พิจารณาว่า “สิทธิสับท์ในบาลีนั้น เมื่อมาเขียนในหนังสือไทย ในชื่อแลคำต่างๆ ที่ใช้เป็นสันสกฤตแผลงนั้นจะเขียนอย่างไรจะถูกจะควร”

ผลการพิจารณาก็น่าสนใจยิ่ง เพราะว่าความเห็นแตกออกไปเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายแรกมีกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรสและพระราชาคณะอีก 7 รูป เป็นเสียงข้างมาก เห็นว่า สิทธิสับท์นั้นให้แผลงเขียนว่าสฤทธินั้นถูก ส่วนพระราชาคณะอีก 5 รูป ซึ่งกลายเป็นเสียงข้างน้อยเห็นว่าไม่ถูก ให้เขียนสิทธิจึงถูก

รัชกาลที่ 4 จึงให้ประชุมอาลักษณ์ “แลผู้ซึ่งมีสติปัญญาได้เคยได้ดูได้อ่านไทยมามากแต่ก่อน ให้ค้นคำว่าสิทธินั้น คนบุราณจะเขียนไว้อย่างไรที่ไหนบ้าง”

บรรดาผู้ทรงคุณวุฒิเหล่านั้นประกอบไปด้วย พระศรีภูริปรีชา เสนาบดีศรีสารลักษณ์ ขุนสารประเสริฐ ขุนมหาสิทธิโวหาร ขุนสุวรรณอักษร นายชำนาญอักษร หมื่นสุนทรวาที พระยาภักดีภูบาล จางวางมหาดเล็กในพระราชวัง คนเหล่านั้นได้ช่วยกันค้นคว้าหาคำสิทธิในหลักฐานเก่าทั้งหลาย โดยดูจากตำแหน่งและชื่อของพระราชาคณะแล

น่าสังเกตว่าบรรดาหลักฐานเอกสารเก่าที่บรรดาอาลักษณ์พากันค้นคว้านั้นประกอบไปด้วย

1. ตําแหน่งและชื่อพระราชาคณะครั้งกรุงเก่า 2. ตำแหน่งศักดินาทหารพลเรือน 3. พระราชกำหนดบทพระไอยการ 4. พระราชพิธีขอฝน 5. มหาวงษ์ 6. ตำราพิไชยสงคราม 7. พระราชพงศาวดาร 8. พระตำราช้างเส้นทอง 9. กระบวนแผนที่แห่เสด็จพระราชดำเนิรพยุหยาตราทรงช้างขึ้นพระพุทธบาท 10. จดหมายเหตุนิมิตรนกปืนคาบศิลาลั่น

ทั้งหมดนั้นคือตำราและเอกสาร 10 เล่ม ที่บรรดาผู้ทรงคุณวุฒิสมัยโน้นใช้ในการสืบหาคำว่า สิทธิ ผลปรากฏว่าหนังสือบุราณเหล่านั้นเขียนสิทธิทุกแห่ง ไม่มีสฤทธิเลย ยกเว้นแห่งเดียวในคำโคลงของกรมหมื่นศรีสุเรนทร์แต่งไว้ ในหนังสือพิไชยสงคราม ความว่า

รวิศรีสฤทธิด้วย อาภรณ์
แดงพิจิตรลงกร ก่องแก้ว
ทรงแสงธนูศร ลีลาศ
เสด็จสู่สงครามแผ้ว เผ่าพ้องไพรี

รัชกาลที่ 4 จึงมีพระราชโองการว่า ท่านทั้งสองคือกรมหมื่นศรีสุเรนทร์แลหม่อมไกรสรไม่เป็นมงคล ไม่ชอบกลในแผ่นดิน ไม่ควรที่คนทั้งปวงจะทำตาม!

มูลเหตุที่รัชกาลที่ 4 ทรงไม่พอพระทัยในหม่อมไกรสรนั้น มีความเป็นมาก่อนรัชกาลนี้แล้ว ดังนั้นปัญหาการเขียนสะกดคำว่าสิทธิจึงไม่ใช่ปัญหาของภาษาอย่างเดียว หากแต่ลึกลงไปในทัศนะของรัชกาลที่ 4 คือปัญหาการจงรักภักดีและกตัญญูรู้คุณพระมหากษัตริย์

โดยทรงเห็นว่าตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 มา พวกเจ้านายบางกลุ่มไม่มีความกตัญญูต่อพระมหากษัตริย์สำคัญว่าเป็นของตัว แยกย้ายกันไปต่างๆ เมื่อรัชกาลที่ 2 สวรรคต กรมหมื่นรักษ์รณเรศก็กีดกันกลั่นแกล้งรัชกาลที่ 4 ไม่ต้องการให้รับตำแหน่ง จนเมื่อทรงผนวชแล้ว ก็ยังตามหาเรื่องมาตลอด ไม่ว่าในการสอบบาลี มีเรื่องเล่าว่าเมื่อรัชกาลที่ 4 มาบิณฑบาตที่วังกรมหลวงรักษ์รณเรศ ทรงแกล้งด้วยการตักบาตรด้วยข้าวต้มร้อนๆ เป็นต้น

ที่น่าสนใจในเรื่องคำสิทธินี้อีกข้อก็คือ รัชกาลที่ 4 ทรงอ้างอิงถึงรัชกาลที่ 3 ว่า “อนึ่งพระบาทสมด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นพระบรมเชษฐาธิราช แม้นจะมีพระราชอัธยาไศรยต่างไปไม่ต้องกันในเหตุอื่นๆ เป็นอันมากก็ดี แต่ในความเรื่องสิทธิว่าสฤทธิใช้ไม่ได้นี้ถูกต้องกับเป็นอันเดียว แสดงว่าทั้งสองพระองค์ไม่ค่อยเห็นอะไรตรงกันนัก ยกเว้นในเรื่องวิธีการเขียนคำว่าสิทธินี้

ในที่สุด รัชกาลที่ 4 ก็ทรงพระราชดำริในเรื่องนี้ว่า จะยอมตามพระราชาคณะผู้ใหญ่และราชบัณฑิต ซึ่งเป็น “นักปราชญ์ฉลาดในการวัด” ซึ่งเป็นพวกมากว่า พวกที่ว่าสฤทธิไม่ควรใช้หาควรไม่ เพราะจะทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศแผ่นดินทั้งสามไป

อนึ่งในพระราชกำหนดบทพระอัยการ ซึ่งเป็นหลักเป็นประธานตลอดมาในแผ่นดินทั้ง 3 แลพระราชนิพนธ์ พระราชกฤษฎีกาที่มีมาแต่สมัยรัชกาลที่ 1 ก็เขียว่า “สิทธิ” ทั้งนั้น การจะแก้ให้เขียนเป็นสฤทธิ ก็ต้องแก้เปลี่ยนแปลงในพระราชกำหนดบทพระอัยการ พระราชนิพนธ์ พระราชกฤษฎีกาทั้งปวง แลจะต้องหัดให้คนอ่านตามคำนั้นว่าสฤทธิ ให้ถูกกับคำที่เขียนก็จะเป็นความลำบากยากนักหนา

แต่ที่สําคัญคือพระราชดำริทางการเมืองของรัชกาลที่ 4 ในความขัดแย้งกับหม่อมไกรสร ซึ่งจะนำมาสู่การตัดสินใจในเรื่องการใช้คำสิทธิ ความดังต่อไปนี้

“อนึ่งธรรมดาปุถุชนทั้งปวงย่อมมีกิเลศเป็นเหตุเป็นบาป แลโวทานธรรมเป็นเหตุกุศลปะปนกันอยู่นั้น คนหนึ่งๆ ซึ่งจะทำจะพูดจะคิดสิ่งไรๆ จะผิดไปทั้งสิ้นไม่มี ความดีความชอบบ้างเลยก็หามิได้ ฤาจะมีแต่ความดีความชอบทั้งสิ้นไม่ผิดเลยดังพระอรหันต์นั้นก็ไม่มี

แต่หม่อมไกรสรเมื่อมีวาสนาใหญ่โตอยู่นั้น ได้พูดเจรจาว่า ยืนยันว่าสิ่งไรที่ได้ทรงประฏิบัติจัดแจงให้เป็นไป เมื่อครั้งยังทรงพระผนวชอยู่ แลได้ทูลในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวให้ทรงบ้างนั้นผิดหมดไม่มีชอบเลยสักสิ่งหนึ่ง จนถึงว่าสิ่งที่มิได้ทรงจัดแจงเลย หม่อมไกรสรก็ใส่ความเอาเปล่าๆ ก็มีเป็นหลายประการ แลหม่อมไกรสรคิดอ่านพูดเจรจาว่ามั่นหมายไว้ว่า

ถ้าได้มีวาสนาใหญ่โตขึ้นไปจนสิทธิขาดในแผ่นดินแล้ว จะทำลายล้างเสียทั้งสิ้นไม่ให้เหลืออยู่ได้สักสิ่งหนึ่งเลย จนถึงพระคัมภีร์ที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงบริจาคพระราชทรัพย์เป็นอันมาก ให้สร้างตามฉบับที่โปรดให้ทรงชำระถวายนั้น ก็ว่าจะเผาเสียให้สิ้น การนั้นก็หาสำเร็จดังความคิดไม่ มาครั้งนี้ด้วยอำนาจเหตุอย่างไรเล่า จึงได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ มีพระเดชานุภาพสิทธิขาดในแผ่นดิน สิ่งไรๆ ซึ่งหม่อมไกรสรได้แจงไว้ ก็หาได้ทรงทำลายล้างเสียไม่ แต่คำซึ่งหม่อมไกรสรว่าสฤทธิถูกนั้น โดยธรรมจะผิดก็ตามจะถูกก็ตาม จะขอทำลายล้างเสียสิ่งหนึ่งแล้ว

จึ่งมีพระบรมราชโองการมาณพระบัณฑูรสุรสีหนาท ดำรัสเหนือเกล้าฯ ให้ประกาศว่าแต่นี้สืบไปเมื่อหน้า ห้ามอย่าให้ผู้หนึ่งผู้ใด ซึ่งเป็นข้าทูลละอองฝ่ายหน้าฝ่ายในทั้งปวงแลคนอื่นๆ บันดาเป็นคฤหัสถ์ ซึ่งอยู่ในพระราชอาณาจักร เขียนสฤทธินั้นเลยในหนังสือชาวบ้าน ทั้งนี้ยกเว้นให้ฝ่ายพระพุทธจักร ซึ่งบังคับไม่ได้

เป็นอันว่านับแต่นั้นมา คำว่า สิทธิ ก็มีการเขียนเพียงอย่างเดียวเป็นแบบแผนอันเดียวมาถึงปัจจุบัน

“สิทธิ” ของไทยจึงมีความหมายอันนัยเป็นรากฐานสำคัญมายาวนานกว่า คือ “อำนาจ” นั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 26 มิถุนายน 2562

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ทำไม ร.4 ทรงประกาศไม่ให้เขียนคำว่า “สฤทธิ” แต่ให้เขียน “สิทธิ” แทน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก ศิลปวัฒนธรรม

“บุฟเฟ่ต์คาบิเนต” ฉายารัฐบาลชาติชาย คอร์รัปชันทานไม่อั้น หนึ่งในข้ออ้างรัฐประหาร 2534

4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายกรัฐมนตรีในอุดมคติ? ของอดีตนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

4 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าวและบทความไลฟ์สไตล์อื่น ๆ

วิดีโอ

How to ดึงความสนใจคนฟังใน 7 วิ !

ฝรั่งอั่งม้อ

Lee ปลุกตำนานยีนส์ ดึง ‘จาง หลิงเฮ่อ’ เจาะตลาดใหม่

ประชาชาติธุรกิจ

ซื้อ "คอนโด" ควรเลือกชั้นไหน ถึงจะอยู่สบายและเสริมโชคลาภ?

sanook.com

โฟร์ท ณัฐวรรธน์ ขึ้นแท่น FACE OF MAYBELLINE คนล่าสุดประจำประเทศไทย

THE STANDARD

“โฟร์ท มูฟหน้าเนียน! ขึ้นแท่น FACE OF MAYBELLINE ประเดิมแคมเปญ Super Stay Flex Powder #แป้งมูฟหน้าเนียน ความมั่นแบบใหม่ไฉไลกว่าเดิม”

new18

American Eagle ออกคอลเล็กชันกับแบรนด์ Tru Kolors ของ Travis Kelce

THE STANDARD

VOC ยูนิตใหม่ของ PROXIE เปิดตัวซิงเกิลแรกสุดเท่ TROUBLE

THE STANDARD

เบื้องหลังกลิ่นหอมสุดกวนของ ARAMO AROMA ที่ใช้ปรุงกลิ่นกุฏิพระ หมาเด็ก แมวดำ และแมวเปรต

Capital

ข่าวและบทความยอดนิยม

ทำไม ร.4 ทรงประกาศไม่ให้เขียนคำว่า “สฤทธิ” แต่ให้เขียน “สิทธิ” แทน

ศิลปวัฒนธรรม

“บุฟเฟ่ต์คาบิเนต” ฉายารัฐบาลชาติชาย คอร์รัปชันทานไม่อั้น หนึ่งในข้ออ้างรัฐประหาร 2534

ศิลปวัฒนธรรม

นายกรัฐมนตรีในอุดมคติ? ของอดีตนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

ศิลปวัฒนธรรม
ดูเพิ่ม
Loading...
Loading...
Loading...
รีโพสต์ (0)
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...