โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

เบื้องหลังกลิ่นหอมสุดกวนของ ARAMO AROMA ที่ใช้ปรุงกลิ่นกุฏิพระ หมาเด็ก แมวดำ และแมวเปรต

Capital

อัพเดต 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Insight

จะเป็นยังไงหากกุฏิพระและโรงพยาบาลไม่ใช่แค่สถานที่ แต่เป็นกลิ่นของเทียนหอม และหมาเด็กกับแมวดำไม่ใช่แค่ไทป์ที่ไว้นิยามบุคลิกภาพของคน แต่กลายเป็นกลิ่นของน้ำหอม

การหยิบเรื่องราวในความทรงจำ มาผสมกับอารมณ์ขัน และปรับให้เข้ากับบุคลิกส่วนตัวของแต่ละคน เป็นงานถนัดของ ปอน–นัฐฐิกรณ์ พันธุ์ยุรา ผู้ก่อตั้ง ARAMO AROMA แบรนด์เครื่องหอมที่เกิดในช่วงวิกฤตโควิด-19 ช่วงเวลาปราบเซียนที่หลายธุรกิจต้องโบกมือลาจากสมรภูมินี้

แต่ปอนใช้ความแพรวพราวในการตั้งชื่อแบรนด์ ตั้งชื่อกลิ่น และหยิบมีมตามกระแสมาขายของ จนสร้างยอดสั่งซื้อกว่า 600 ออร์เดอร์ หลังเปิดแบรนด์มาได้เพียง 1 เดือนครึ่ง ถึงแม้ปัจจุบันสถานการณ์จะกลับมาเป็นปกติและผู้คนออกมาใช้ชีวิตตามเดิม เขาก็ได้ปรับตัวให้เป็นมากกว่าแบรนด์ที่ขายเครื่องหอม แต่กำลังขายสินค้าที่ช่วยแก้ปัญหาให้กับลูกค้าของเขาได้

“เราไม่ได้ทำน้ำหอมมาเพื่อฉีดแล้วตัวหอมอย่างเดียว เราทำมาเพื่อแก้ปัญหาให้กับคนในแต่ละวัน อย่างคนเกิดวันจันทร์จะลักษณะนิสัยขี้วีน ขี้เหวี่ยง เราก็จะมีการใช้น้ำหอมมาปรับบาลานซ์ให้สมดุลที่สุด ดังนั้นลูกค้าที่มาซื้อของเรา เขาจะไม่ได้มาลองกลิ่นนั้นกลิ่นนี้พอเห็นว่าหอมแล้วก็ซื้อ แต่เขาจะอยากมาซื้อเพื่อทำให้ชีวิตของเขาดีขึ้น กลิ่นที่ทำให้คุณเป็นคนที่ดีขึ้น เพราะกลิ่นช่วยปรับสมดุลในร่างกาย มีผลต่ออารมณ์ต่างๆ ส่งไปถึงสารเคมีในสมองได้”

ในวันที่ ARAMO AROMA มาเปิดหน้าร้านสาขาใหม่ที่ซีคอนบางแค เราถือโอกาสไปเทสต์กลิ่นและส่องเบื้องหลังการใช้ความกวนโอ๊ยมาปั้นแบรนด์ให้ปัง จนคนแห่รีวิวกันเต็มโซเชียล ในคอลัมน์ 5P ครั้งนี้กันได้เลย

Product
Top Notes
กลิ่นในความทรงจำ

ก่อนที่จะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ปอนเป็นมนุษย์ออฟฟิศที่มีความคิดอยากออกนอกกรอบมาตั้งแต่ทำงานประจำเป็นกราฟิกดีไซเนอร์และช่างภาพ จึงตัดสินใจลาออกจากงาน เพื่อมาเปิดสตูดิโอถ่ายภาพ แต่ยังไม่ทันเริ่มก็เจอกับพิษโควิด-19 ซะก่อน

“ตอนนั้นรู้สึกแย่มาก ไม่รู้จะทำอะไรดี จนได้คุยกับเพื่อนคนหนึ่งที่เขามีธุรกิจเป็นของตัวเอง แล้วเห็นเขาได้ของขวัญมาเป็นเทียนหอม ซึ่งเราไม่เคยรู้จักเทียนหอมมาก่อนในชีวิต รู้จักแต่เทียนพรรษา” เขาหัวเราะก่อนเล่าต่อว่า “เราก็คุยกับเขาว่ามันคืออะไร จุดแล้วจะหอมยังไง ทำไมอันแค่นี้ 600 กว่าบาทเลยเหรอ”

หลังจากพูดคุยกับเพื่อน ก็จุดประกายไอเดียให้เขาว่าเทียนหอมนี่แหละ น่าจะเป็นสินค้าที่คนอยากซื้อในช่วงนี้ที่กำลังล็อกดาวน์ คนอยู่แต่บ้าน และต้องการฮีลใจด้วยกลิ่นหอม ตอนนั้นเขาหาข้อมูลและอยากจ้างโรงงานผลิต แต่ใช้ต้นทุนค่อนข้างสูงประมาณ 20,000-50,000 บาทขึ้นไป

“เราไม่ได้มีต้นทุนขนาดนั้น ก็เลยเริ่มหาวัตถุดิบทำเทียนหอมในไทย ส่วนมากเป็นการสั่งออนไลน์ในจำนวนขั้นต่ำสุดที่ร้านพอจะขายให้เรา จำได้เลยว่าซื้อไส้เทียนแค่ 5 ชิ้น เทียนซอยแวกซ์ 1 กิโลกรัม แก้วสำหรับใส่เทียนแค่ 5 ใบเอง เราดูวิธีทำในยูทูบ

“3 แก้วแรกทำแล้วไม่สำเร็จ มาทำได้จริงๆ ตอนเหลือแก้ว 2 ใบสุดท้าย ชิ้นแรกเราลองใช้งานเอง อีกแก้วเอามาใช้ถ่ายรูป ตอนนั้นเราทำเทียนในคอนโด มีแค่โต๊ะสีขาวตัวหนึ่ง มีกระดาษสีขาวที่ทำฉากถ่ายรูปได้ เราก็ถ่ายหลายๆ ช็อต แล้วแต่งรูปรวมกันให้ดูว่าเรามีสินค้าหลายๆ ชิ้น”

ส่วนเรื่องกลิ่นของเทียนหอมปอนเลือกที่จะหยิบความทรงจำต่างๆ มาสร้างกลิ่น เพราะมองว่าแบรนด์เครื่องหอมนั้นยากมากที่จะขายให้กับลูกค้าที่ซื้อออนไลน์ โดยที่ยังไม่มีหน้าร้านให้เขาเทสต์กลิ่น จึงต้องสื่อสารผ่านวิดีโอและแคปชั่นที่ลงในโซเชียลมีเดียให้ลูกค้าเข้าใจ

“ถ้าเราบอกว่านี่คือกลิ่นกระดาษเก่า ทุกคนก็จะรู้สึกว่าใครอยากลองดมกลิ่นกระดาษเก่า เราเลยต้องเติมความคิดสร้างสรรค์เข้าไปในตัวสินค้าให้เขาจิตนาการถึงกลิ่นนั้นได้ เราก็เล่าว่านี่คือกลิ่นกระดาษเก่าในห้องสมุดเก่าๆ ที่มีหนังสือวินเทจวางอยู่บนโซฟา มีกาแฟโบราณวางอยู่บนโต๊ะแล้วมีคนนั่งสัมภาษณ์อยู่ในห้องสมุดนั้น

“พอเราอธิบายแบบนี้ คนก็จะเข้าใจมากขึ้นว่า อ๋อ มันเชื่อมโยงกับบรรยากาศแบบนี้นี่เอง สิ่งสำคัญคือเราจะเชื่อมโยงกลิ่นเข้ากับความทรงจำและเสริมสภาพแวดล้อมต่างๆ เข้าไป เพื่อสร้างสตอรีให้กับกลิ่นเหล่านั้น”

Middle Notes 1
กลิ่นยียวนกวนโอ๊ย

ด้วยคาแร็กเตอร์ของปอนที่เป็นคนสนุกสนานและชอบส่งมีมตลกๆ ให้เพื่อนอยู่เสมอ เขานำความเป็นตัวของตัวเองมาใส่ใน DNA ของแบรนด์ให้มีความกวนนิดๆ ขี้เล่นหน่อยๆ ตั้งแต่การตั้งชื่อแบรนด์ เขาอยากให้คนอ่านชื่อแล้วรู้ว่าขายของอะไร

“เราไปรีเสิร์ชเจอประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจว่าแบรนด์ที่ติดตลาด เขาจะตั้งชื่อแบรนด์โดยมีคำอธิบายสินค้าเข้าไปในนั้นด้วย อย่างเราขายเครื่องหอมก็อยากให้มีคำว่า aroma, candle หรือ aromatic อยู่ในนั้น เราก็เขียนเป็นภาษาอังกฤษตัวใหญ่ๆ เต็มหน้ากระดาษ แล้วพอพลิกกระดาษอีกด้านหนึ่ง เราเห็นรอยตัวหนังสือที่อ่านย้อนหลังเป็นคำว่า Aramo ได้ เราก็เลยคิดว่าถ้าตั้งชื่อ ARAMO AROMA ก็ดูกวนๆ ดีนะ แล้วอะไรที่ดูกวนๆ ตลกๆ ก็เป็น pop culture ที่คนไทยเข้าใจง่าย”

ปอนเลือกใช้มุกตลกและมีมขายของมาเรื่อยๆ ทั้งที่ร้านอื่นจะเลือกใช้ภาพกราฟิกสวยๆ มากกว่า และนั่นก็เป็นจุดเด่นที่ทำให้ ARAMO AROMA กลายเป็นไวรัลในโซเชียลมีเดีย ทันทีที่เขาเปิดให้สั่งออร์เดอร์เข้ามาแบบยังไม่มีสินค้าจริงสักชิ้นเดียว ก็มียอดสั่งซื้อมากถึง 600 ออร์เดอร์ หลังเปิดแบรนด์มาเพียง 1 เดือนครึ่ง

“ออร์เดอร์เยอะมาก จนเราทำแล้ววางไว้เต็มคอนโด ทั้งหลังตู้เย็น บนไมโครเวฟ หน้าทีวี บนโต๊ะกินข้าว ขนาดบนเตียงนอนก็ยังทำเป็นที่วางของ แล้วเหลือที่เป็นช่องเล็กๆ ให้เรานอนได้ คือตอนนั้นค่อนข้างลำบากมาก เราก็คุยกับเพื่อนที่ชวนกันมาช่วยทำเทียน ว่าพื้นที่ในคอนโดไม่พอทำเทียนแล้วนะ

“ตอนนั้นก็ขับรถไปหาเช่าบ้าน แล้วย้ายเข้าไปอยู่เลย ยังไม่มีเตียงนอนด้วยซ้ำ มีแค่โต๊ะที่ซื้อมาตั้งทำเทียน เราทำออร์เดอร์ให้ลูกค้ากันจนไม่ได้หลับไม่ได้นอน แทบจะฟุบหลับคาโต๊ะกันอยู่แล้ว พอแพ็กของให้ลูกค้าเสร็จ ออกไปส่องออร์เดอร์กันตอน 7 โมงเช้า เราทำแบบนี้ทุกวันอยู่ประมาณเกือบเดือน เพื่อเคลียร์ออร์เดอร์ให้เสร็จ”

https://twitter.com/AramoAroma/status/1280399895237545984

กลิ่นในตำนานจุดประกายให้ ARAMO AROMA เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น คือเทียนหอมกลิ่นกุฏิพระ แรกเริ่มเดิมทีกลิ่นนี้ชื่อว่า single wood แต่ได้มีลูกค้าไปรีวิวในช่องความคิดเห็นสินค้าผ่าน Shopee ว่ากลิ่นนี้จุดแล้วให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในกุฏิพระ

“ตอนเห็นรีวิวนี้เราคิดก่อนเลยว่าเขาเคยเข้าไปอยู่ในกุฏิพระเหรอ รู้ได้ยังไงว่ากลิ่นเหมือนกุฏิพระ” เขาหัวเราะ “แต่หลังจากนั้นคนก็แชร์กันว่าแบรนด์นี้สร้างเรื่องอีกแล้ว เป็นไวรัลอีกแล้ว คนก็ตามมาซื้อกันมากขึ้น กลายเป็นซิกเนเจอร์ว่าถ้าพูดถึงเทียนหอมกลิ่นกุฏิพระ ก็หมายถึงแบรนด์เรานี่แหละ”

หลังจากนั้นเทรนด์มูเตลูเริ่มเข้ามาในไทย ปอนจึงต่อยอดมาทำเทียนคอลเลกชั่น ‘ไม่ได้ด้วยเล่ห์ ต้องเปย์ด้วยเทียน’ แต่เขาไม่อยากให้ดูมูฯ เกินไป จึงใส่ความคูลสุดกวนในสไตล์ ARAMO AROMA เข้าไปในการตั้งชื่อ เช่น กลิ่น I FEEL LIKE GUTHI, กลิ่นอธิษฐานเอานะ, กลิ่น I Have สติ, กลิ่นสาธุ 99

Middle Notes 2
กลิ่นพิเศษส่วนบุคคล

หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เบาบางลง คนเริ่มออกมาใช้ชีวิตข้างนอกกันมากขึ้น ปอนก็มองว่าแบรนด์ต้องปรับตัวให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าเช่นกัน

ลูกค้าส่วนใหญ่คือกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน ที่ชอบเสพแฟชั่น เสพไอเดียสร้างสรรค์ต่างๆ และมองเห็นว่าน้ำหอมเป็นตลาดที่ใหญ่กว่าเทียนหอม แต่การที่จะขายน้ำหอมนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เขาจึงเริ่มทดลองตลาดผ่านการเปิดให้ทำเวิร์กช็อปเทียนหอมและน้ำหอมไปพร้อมๆ กัน โดยให้ลูกค้าได้ลองผสมกลิ่นเป็นของตัวเอง กลายเป็นว่าลูกค้าชอบทำน้ำหอมมากกว่าเทียนหอมด้วยซ้ำ

“เรามองเห็นโอกาสในตลาดใหม่ๆ ว่าเราสามารถแตกไลน์สินค้าเป็นน้ำหอมได้ แต่ถ้าทำน้ำหอมทั่วๆ ไป แบรนด์ไหนก็ทำได้ แต่การทำน้ำหอมเฉพาะกลิ่นให้กับคนแค่คนเดียวนั้นเป็นเรื่องยาก หลังจากจบงานเวิร์กช็อป เราก็เปิดรับออร์เดอร์น้ำหอมส่วนบุคคลเลย”

วิธีการปรุงน้ำหอมส่วนบุคคลคือปอนจะส่งแบบฟอร์ม เพื่อทำความรู้จักว่าอายุเท่าไหร่ มีไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตยังไง แต่งตัวประมาณไหน นำน้ำหอมไปใช้เองหรือเอาไปให้คนอื่น ถ้าคุณเอาไปใช้เองอยากใช้ในโอกาสอะไร ถ้าเอาไปให้คนอื่นให้ในโอกาสอะไร ชอบ Top Notes, Middle Notes, Middle Notes แบบไหน ไม่ชอบแบบไหน และจะทำกลิ่นทดลองไปให้ลูกค้าลองเทสต์ก่อน ถ้าชอบอันไหนสามารถทำน้ำหอมตัวจริงได้เลยหรือจะปรับกลิ่นเพิ่มเติมอีกก็ได้

“ปรากฏว่ามีออร์เดอร์มาวันละ 400 ออร์เดอร์ เราทำน้ำหอมส่วนบุคคลไป 4 เดือนเต็ม ทำจนตี 3 ตี 4 เกือบทุกวัน นอนหลับแล้วตื่น 9 โมงมาทำต่อ ชีวิตวนแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนเรารู้สึกว่าเวลา 4 เดือนที่เสียไปเราได้เงินแหละ แต่เราทำเพื่อจบออร์เดอร์อย่างเดียว ไม่ได้มองการณ์ไกลให้แบรนด์เรายั่งยืนเลย”

ปอนเริ่มจำกัดจำนวนคิวน้ำหอมส่วนบุคคลเหลือสัปดาห์ละ 40-50 ออร์เดอร์ เพื่อมีเวลามาพัฒนากลิ่นน้ำหอมที่จะทำให้แบรนด์อยู่ได้อย่างยั่งยืนมากยิ่งขึ้น โดยต่อยอดมาจากการทำน้ำหอมส่วนบุคคลที่เขามักจะได้รับโจทย์แปลกๆ มากมาย

“เคยมีลูกค้าให้ทำน้ำหอมให้แฟนที่เลิกกันไปแล้ว และกลับมาเจอเขาเป็นครั้งสุดท้าย ทำน้ำหอมให้กับคนที่ป่วยแล้วมีโอกาสรอด 50 : 50 ถ้าเขารอดก็อยากให้ได้ดมน้ำหอมนี้ และมีโจทย์หนึ่งที่เราได้รับ คือทำน้ำหอมให้กับคนที่เป็นไทป์หมา ตอนแรกเราก็งงว่าคืออะไร จนไปเห็นในโซเชียลว่าตอนนี้คนฮิตเรื่องหนุ่มไทป์หมาเด็ก ไทป์โกลเด้น

“เราก็เลยเริ่มทำน้ำหอมกลิ่นไทป์หมาเด็กให้ลูกค้าที่สั่งน้ำหอมส่วนบุคคลกับเรา แล้วก็ทำคอนเทนต์ออกมาว่ามีคนสั่งน้ำหอมกลิ่นนี้ด้วยนะ หลังจากลงไปคลิปนี้ก็แมสได้หลายแสนวิว จนคนคอมเมนต์ขอให้ทำขาย เราก็ไปขอลูกค้าที่สั่งน้ำหอมกลิ่นนี้ว่านำสูตรมาทำขายเลยได้ไหม ซึ่งลูกค้าก็เต็มใจมากๆ หลังจากทำออกมาขายกลายเป็นกระแสดี จนคนมาถามต่อว่าแล้วมีกลิ่นหมาแก่มั้ย มีกลิ่นแมวเด็กมั้ย มีกลิ่นแมวเปรตมั้ย เราก็เลยต่อยอดดึงคาแร็กเตอร์ที่ลูกค้าต้องการมาทำน้ำหอมกลิ่นใหม่เรื่อยๆ”

Price & Promotion
ค่าความหอมที่คนซื้อแฮปปี้ คนขายก็มีความสุข

ปอนพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่าความสุขในการทำแบรนด์ของเขา คือการทำสินค้าที่ดี มีคุณภาพ แล้วส่งออกไปหาลูกค้าในราคาที่จับต้องได้ เป็นราคาที่ลูกค้าจ่ายแล้วแฮปปี้ สินค้าของ ARAMO AROMA จึงเริ่มต้นที่ 199 บาทและยังอยู่ในเรตหลักร้อยไม่ถึงหลักพันทุกชิ้น

“เราเคยอยากทำให้แบรนด์ดูเอกซ์คลูซีฟขึ้น เข้าถึงยากขึ้นหน่อย แต่เคยลองแล้วมันไม่เวิร์ก เพราะว่าลูกค้า 80-90% ของเราเติบโตมาจากมีมตลก มีมหมาแมวแปลกๆ พอเราไปทำแพ็กเกจจิ้งดูหรูหรา มีราคาแพง เขาก็ไม่ตามมาซื้อแล้ว ก็ต้องรู้จักตัวเองแล้วกลับมาอยู่ในจุดที่เหมาะกับเรา”

การตั้งราคาสินค้าของเขาจึงเริ่มจากการดูว่าลูกค้าที่เป็นวัยทำงาน first jobber นักเรียน นักศึกษา ได้เงินมาใช้วันละเท่าไหร่ มีเงินพอที่จะจ่ายให้กับของไร้สาระหรือของที่ไม่ได้จำเป็นเท่าไหร่ ปอนยอมรับตามตรงว่าสินค้าของเขาคือสินค้าฟุ่มเฟือย แต่หากตั้งราคาที่คนจ่ายไหวก็เป็นหัวใจที่ทำให้คนซื้อได้

“เราทำโปรโมชั่นออกมาบ้าง แต่ก็ค่อนข้างระมัดระวังเพราะเราอยากทำสินค้าที่มีคุณภาพ ดังนั้นสิ่งที่เราสื่อสารไปหาลูกค้า เป็นเรื่องคุณภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และทำยังไงให้ลูกค้ารู้สึกว่าเขาต้องมีสินค้านี้ไว้ในมือ ทำไมเขาต้องใช้สินค้าเรา เพราะเขาต้องการเอาไปแก้ปัญหาในชีวิต เอาไปทำให้เขารู้สึกสบายใจ

“ไม่ใช่อยากซื้อเพราะว่ามันกำลังลดราคา การทำสงครามราคาทำให้หลายแบรนด์ตายได้เลย คือคุณขายดีก็จริง คุณยอดขายเยอะก็จริง คุณดูดีในมุมของลูกค้าก็จริง แต่ว่าหลังบ้านคุณจะไม่รอด ทั้งเรื่องภาษี เรื่องการจัดการรายจ่าย”

ปอนเน้นย้ำว่าสามารถจัดโปรโมชั่นได้บ้าง แต่อย่าลดราคาบ่อยๆ เพราะลูกค้าจะเกิดภาพจำ และทำให้ไม่อยากซื้อตอนราคาเต็ม เพื่อรอซื้อตอนลดราคาอย่างเดียว ซึ่งสิ่งนี้จะทำให้ยอดขายไม่เติบโต การขายด้วยคุณภาพ ขายสิ่งที่แก้ปัญหาให้ลูกค้าได้ต่างหาก เป็นสิ่งที่ทำให้แบรนด์อยู่ได้อย่างยั่งยืน

Place
บรรยากาศที่คนดื่มด่ำกับกลิ่นหอมได้อย่างเต็มอิ่ม

ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับกลิ่นนั้น ยากมากที่จะทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อออนไลน์ได้ง่ายๆ สิ่งแรกที่เราทำคือสื่อสารกับลูกค้า ให้จินตนาการถึงกลิ่นเหล่านั้น แต่ลูกค้าบางคนอาจจะยังนึกภาพไม่ออก สิ่งที่จะทำให้ปิดการขายได้ง่ายมากที่สุด คือลูกค้ามาหน้าร้าน ลองดม ลองใช้ ลองฉีด ถ้าลองทุกอย่างแล้วลูกค้าอาจจะไม่ได้ซื้อแค่อันเดียว ลูกค้ามีโอกาสที่จะซื้อสินค้าอื่นในร้านเพิ่มมากขึ้นด้วย ดังนั้นออนไลน์จะตอบโจทย์คนที่ไม่ได้อยู่ใกล้พื้นที่ที่เราขายมากกว่า แต่ออฟไลน์จะตอบโจทย์กลุ่มคนที่อยากมาลองกลิ่นจริงๆ”

ด้วยเหตุผลนี้เอง เขาจึงขยายสู่โลกออฟไลน์ โดยทดลองตลาดก่อนเปิดหน้าร้านจริง ผ่านการออกบูทที่ยูเนี่ยนมอลล์ พร้อมจัดโปรโมชั่น 40 คิวแรกได้รับส่วนลดพิเศษ และผลตอบรับก็ดีเกินคาด ถึงขนาดที่มีคนมาต่อแถวยาวเหยียด

“ตอนนั้นเราคิดว่าคนมาต่อแถวร้าน KFC ที่อยู่ข้างๆ ด้วยซ้ำ การออกมาเจอลูกค้าในครั้งนั้นทำให้เรารู้สึกว่าแบรนด์เข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น เราได้พูดคุย ได้รับฟีดแบ็กจากลูกค้าที่เป็นตัวตนจริงๆ มากกว่าการคุยในโลกออนไลน์ ทำให้ง่ายต่อการกลับมาพัฒนาแบรนด์ได้มากกว่า”

หลังจากนั้นปอนได้เปิดหน้าร้าน stand alone แถวสุทธิสาร แต่ลูกค้าที่มาหน้าร้านไม่ได้เยอะนัก ส่วนมากยังเป็นลูกค้าออนไลน์ เขาคิดว่าเพราะด้วยสินค้าที่ราคาหลักร้อย คนก็ไม่ค่อยอยากเหนื่อยเดินทางมาที่ร้าน และต้องจ่ายค่าเดินทางแพงๆ อีก

“ทำเลตรงนั้นติดถนนด้วย มีรถวิ่งเสียงดัง บางทีมีเสียงคนตะโกนด่ากันอีก แล้วร้านเราขายเครื่องหอม เวลาคนลองดมกลิ่น เขาก็อยากอยู่ในที่เงียบๆ บรรยากาศดีๆ แต่พอดมกลิ่นไปแล้วมีเสียงดังแบบนั้นลูกค้าก็ไม่ค่อยแฮปปี้”

โจทย์ต่อไปของปอนคือการย้ายร้านไปในทำเลใหม่ที่มี traffic คนผ่านไปผ่านมาตลอดเวลา สามารถเดินทางมาได้สะดวก มีที่จอดรถให้ลูกค้า และยังสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายให้ลูกค้ามาเทสต์กลิ่นได้เต็มที่ เขาจึงเลือกมาเปิดหน้าร้านสาขาใหม่ในห้างสรรพสินค้าที่ซีคอนบางแค

“ตอนจะย้ายร้านเราก็ชั่งใจอยู่เยอะเหมือนกันว่าจะเลือกที่ไหน เพราะเห็นว่าตอนนี้คนไทยเริ่มระมัดระวังในการใช้เงินมากขึ้น เริ่มคิดหนักขึ้นว่าจะใช้เงินกับอะไรบ้าง ใช้ได้มากน้อยแค่ไหนก่อน แต่เราเห็นว่าที่ซีคอนเขาจัดอีเวนต์ เพื่อดึงดูดลูกค้าเก่งมาก และไม่ใช่แค่คนที่อยู่แถวนี้ที่มาเข้าห้าง คนที่เขาต้องการเที่ยวงานอีเวนต์ก็มาที่นี่เหมือนกัน ทำให้เรามองว่าสถานที่นี้มีศักยภาพและตรงตามความต้องการของเรา”

Power of Naming
พลังแห่งการตั้งชื่อให้คนจดจำ

ถ้าให้นิยามอีกสัก 1P ที่เป็นตัวตนของ ARAMO AROMA ปอนตอบแทบจะทันทีเลยว่าคือ Power of Naming หรือหลักแห่งการตั้งชื่อแบรนด์ให้คนจดจำได้ และส่งต่อมาถึงการตั้งชื่อกลิ่นสุดกวนและล้วนเป็นชื่อที่คนร้องเอ๊ะทันทีที่ได้ยิน ด้วยสงสัยว่ากลิ่นนี้จะเป็นยังไง

“เรารู้สึกประสบความสำเร็จตั้งแต่การตั้งชื่อแบรนด์แล้ว เราเคยไปออกบูทแล้วมีพี่คนหนึ่งเดินมาบอกเราว่าชื่อแบรนด์ตลกจัง เราไม่ได้รู้สึกแย่เลยนะ รู้สึกดีซะอีกที่ชื่อเราทำให้คนจำได้”

ก้าวต่อไปปอนตั้งใจหยิบบุคลิกเฉพาะแต่ละบุคคลมาเชื่อมโยงเข้ากับกลิ่นต่างๆ เพื่อตอกย้ำจุดยืนของแบรนด์ที่อยากให้กลิ่นหอมสะท้อนความทรงจำ และอยากให้คนรู้สึกว่าถ้าอยากได้น้ำหอมพิเศษเฉพาะเขาจริงๆ ต้องมาที่ ARAMO AROMA

“เราไม่ได้ทำน้ำหอมมาเพื่อฉีดแล้วตัวหอมอย่างเดียว เราทำมาเพื่อแก้ปัญหาให้กับคนในแต่ละวัน อย่างคนเกิดวันจันทร์จะลักษณะนิสัยขี้วีน ขี้เหวี่ยง เราก็จะมีการใช้น้ำหอมนมาปรับบาลานซ์ให้สมดุลที่สุด ดังนั้นลูกค้าที่มาซื้อของเรา เขาจะไม่ได้มาลองกลิ่นนั้นกลิ่นนี้พอเห็นว่าหอมแล้วก็ซื้อ แต่เขาจะอยากมาซื้อเพื่อที่ทำให้ชีวิตของเขาดีขึ้น กลิ่นที่ทำให้คุณเป็นคนที่ดีขึ้น เพราะกลิ่นช่วยปรับสมดุลในร่างกาย มีผลต่ออารมณ์ต่างๆ ส่งไปถึงสารเคมีในสมองได้”

ปอนได้ทำน้ำหอมตามวันเกิด 366 กลิ่น 366 บุคลิก กลิ่นที่ออกแบบตามวันเกิด ที่ใช้เองเพื่อปรับสมดุลอารมณ์ในแต่ละวัน หรือให้เป็นของขวัญคนพิเศษได้ และยังมีคอลเลกชั่นน้ำหอมที่ออกแบบบนพื้นฐานของศาสตร์ MBTI ทั้ง 16 แบบ เช่น INFJ, ENFP ผ่านความเชื่อที่ว่าบุคลิกของคุณไม่ได้มีแค่ด้านเดียว และทุกอารมณ์สมควรมีกลิ่นของตัวเอง

ปอนยอมรับว่าการทำธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคงนั้นเป็นเรื่องยาก ทั้งต้องมีกลยุทธ์ที่ดี มีกระบวนการทำงานที่ชัดเจน แต่ถึงอย่างนั้นสิ่งที่เขายังอยากทำอยู่เสมอ ไม่ใช่การทำเครื่องหอมที่มีกลิ่นหอมที่สุด แต่เป็นการทำสินค้าที่ช่วยแก้ปัญหาให้กับลูกค้ามากที่สุด

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก Capital

9 ปีของ SPACEBAR ZINE ร้านสิ่งพิมพ์อิสระที่ได้ลงนิตยสาร POPEYE และ BRUTUS

1 วันที่แล้ว

มุกเด็ดที่ Humor Sapiens ใช้ทำพวงกุญแจหมาโบ้, เสื้อโชว์ปกหนังสือ และพวงกุญแจของคนโลเล

2 วันที่แล้ว

วิดีโอแนะนำ

ข่าวและบทความไลฟ์สไตล์อื่น ๆ

ข่าวและบทความยอดนิยม

มุกเด็ดที่ Humor Sapiens ใช้ทำพวงกุญแจหมาโบ้, เสื้อโชว์ปกหนังสือ และพวงกุญแจของคนโลเล

Capital

‘คิดอย่างหมอยา ทำอย่างครีเอทีฟ’ วิธีที่ Chum Chum เสิร์ฟสมุนไพรแบบใหม่ให้คนกลับมาดื่มซ้ำ

Capital

หลัก 5P ของ Khong แบรนด์ที่ทำพระเครื่องและของสายมูให้เท่ จนเป็นขวัญใจเซเลบและสายแฟฯ

Capital
ดูเพิ่ม
Loading...
Loading...
Loading...
รีโพสต์ (0)
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...