CEA ชู ‘Content Lab’ และ ‘Music Exchange’ ดันคอนเทนต์-ดนตรีไทยบุกตลาดโลก
CEA เปิดตัวโครงการเรือธง “Content Lab” และ “Music Exchange” ผลักดันอุตสาหกรรมคอนเทนต์และดนตรีของไทยสู่เวทีระดับโลก สร้างเศรษฐกิจอนาคต เสริมแกร่งอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศ หวังให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น Creative Hub ของภูมิภาคอาเซียน
ในไม่กี่ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมคอนเทนต์และดนตรีของไทยได้กลายเป็นกระแสที่ทั่วโลกให้ความสนใจอย่างกว้างขวาง โดยความสำเร็จสะท้อนให้เห็นจากซีรีส์หลายประเภท ทั้งซีรีส์กระแสหลัก, ซีรีส์ Boy Love & Girl Love, และภาพยนตร์ไทยที่คว้ารางวัลในเวทีระดับนานาชาติ รวมถึงศิลปินไทยที่ได้ไปแสดงในเทศกาลดนตรีระดับโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ปรากฏการณ์เหล่านี้ไม่เพียงผลักดัน'ซอฟต์พาวเวอร์ไทย' ไปสู่สากล แต่ยังเป็นพลังสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมให้ชาวต่างชาติเข้ามาสัมผัสและทำความรู้จักกับความเป็นไทยมากขึ้น
รายงาน Global Entertainment & Media (E&M) Outlook ปี 2021-2025 ของ PwC คาดการณ์ว่าในปี 2568 อุตสาหกรรมสื่อและบันเทิงของไทยจะมีรายได้รวม 601,936 ล้านบาท หรือเติบโตเฉลี่ย 4.45% ต่อปี ขณะที่อุตสาหกรรมดนตรีของไทยเองก็โดดเด่นไม่แพ้กัน โดยมีรายได้ 3,610 ล้านบาท (107.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เติบโตขึ้น 6.32% จากปี 2022 ทำให้ไทยกลายเป็นตลาดดนตรีที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของเอเชียรองจากญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ และอินเดีย ซึ่งตอกย้ำสถานะผู้นำในภูมิภาคอาเซียนได้อย่างชัดเจน
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) และเครือข่ายพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนได้ร่วมกันพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย ทั้งในกลุ่มภาพยนตร์ ซีรีส์ แอนิเมชัน และดนตรี ผ่านโครงการสำคัญอย่าง "Content Lab" และ "Music Exchange" เพื่อให้คอนเทนต์และดนตรีไทยกลายเป็นสินค้าและบริการที่มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมในระดับนานาชาติ
ยุคใหม่ของคอนเทนต์ไทย: เมื่อภาพยนตร์และซีรีส์พร้อมมัดใจคนทั่วโลก
ในช่วงปี 2567-2568 อุตสาหกรรมภาพยนตร์และซีรีส์ไทยได้รับความสนใจอย่างมากทั้งในแง่ของรายได้และการยอมรับในเชิงแบรนดิ้ง ในปี 2567 จำนวนภาพยนตร์ไทยเพิ่มขึ้น 15% สามารถทำรายได้รวมในประเทศถึง 2,438 ล้านบาทจากภาพยนตร์ 54 เรื่องที่เข้าฉาย และมีภาพยนตร์กว่า 8 เรื่องที่ทำรายได้เกิน 100 ล้านบาท ทำให้ภาพยนตร์ไทยมีส่วนแบ่งรายได้ 54% ของมูลค่าตลาดรวมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในไทยซึ่งมีมูลค่า 4,485 ล้านบาท
ตัวอย่างที่โดดเด่นได้แก่ :
- หลานม่า (How to Make Millions Before Grandma Dies): ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำรายได้ทะลุ 333 ล้านบาทในไทย และกวาดรายได้ทั่วโลกไปกว่า 1,800 ล้านบาท โดยเฉพาะในอินโดนีเซีย มาเลเซีย บรูไน สิงคโปร์ และทั่วเอเชีย อีกทั้งยังเป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกที่ได้เข้ารอบ 15 เรื่องสุดท้ายของการประกาศรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 97 สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม
- วิมานหนาม: ภาพยนตร์ที่ทำรายได้ 151 ล้านบาท พร้อมเข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติหลายแห่ง และคว้ารางวัลใหญ่ Audience Award / Best Feature Film จาก LGBT+ Film Festival Poland 2025
สำหรับปี 2568 ภาพยนตร์ไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ดังเช่น:
- ซองแดงแต่งผี: ทำรายได้ทะลุ 100 ล้านบาท และคว้า Audience Choice Award จาก Hong Kong International Film Festival ครั้งที่ 49
- A Useful Ghost: สร้างความสนใจตั้งแต่เปิดตัวและคว้ารางวัล Grand Prize AMI Paris จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ครั้งที่ 78
ในขณะเดียวกัน ซีรีส์ไทยก็สร้างปรากฏการณ์ไม่แพ้กัน โดยเฉพาะซีรีส์ สืบสันดาน ที่กลายเป็นซีรีส์ไทยเรื่องแรกที่ติดอันดับ 1 ของ Netflix Global Top 10 (Non-English TV) และติด Top 10 ในกว่า 63 ประเทศทั่วโลก รวมถึงซีรีส์ สงคราม ส่งด่วน ที่ครองอันดับ 1 บน Netflix ประเทศไทยนานถึง 8 สัปดาห์ และติดอันดับ 4 ในชาร์ต Global Top 10 (Non-English Shows) ในสัปดาห์แรกที่เปิดตัว
นอกจากนี้ ซีรีส์ Boy Love & Girl Love ได้กลายเป็นอีกหนึ่งพลังขับเคลื่อนสำคัญ โดย SCB EIC คาดการณ์ว่าสัดส่วนของซีรีส์วายต่อมูลค่าการผลิตสื่อบันเทิงของไทยจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.9% ในปี 2568 หรือคิดเป็นมูลค่าตลาดรวมกว่า 4,900 ล้านบาท และคาดว่าอุตสาหกรรมบันเทิงไทยโดยรวมจะขยายตัว 4.1% ในปีเดียวกัน
ตัวอย่างความสำเร็จที่ชัดเจน คือ ซีรีส์ Boy Love Gelboys ที่ติดอันดับ 1 ซีรีส์ไทยที่มียอดรับชมมากที่สุดบนแพลตฟอร์ม iQIYI ของจีน และซีรีส์ Girl Love ใจซ่อนรัก (The Secret of love) ที่ติดเทรนด์ X อันดับ 1 ในหลายประเทศ ความสำเร็จเหล่านี้มีจุดร่วมเดียวกันคือการเล่าเรื่อง บท การแสดง และโปรดักชันที่มีคุณภาพระดับสากล และการสอดแทรกกลิ่นอายวัฒนธรรมไทยเข้าไป ทำให้คอนเทนต์ไทยสามารถเชื่อมโยงกับผู้ชมทั่วโลกได้อย่างทรงพลัง
Thai Music Wave: ดนตรีไทยในฐานะวัฒนธรรมส่งออก
ในปี 2568 อุตสาหกรรมดนตรีของไทยกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดนตรีไทยไม่เพียงแต่ได้รับความนิยมภายในประเทศ แต่ยังถูกส่งออกในฐานะต้นทุนทางวัฒนธรรมและเป็นจุดเริ่มต้นของกระแส Thai Music Wave ที่กำลังเติบโต โดยความสำเร็จไม่ได้มาจากคุณภาพเสียงหรือการโปรโมตเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความกล้าของศิลปินไทยในการผสมผสานรากวัฒนธรรม วิถีชีวิต และความหลากหลายทางดนตรีเข้าด้วยกันอย่างสร้างสรรค์
ตัวอย่างที่โดดเด่นคือ :
- หมวดหมู่ T-Pop : กลายเป็นหมวดหมู่ใหม่ที่นานาชาติเริ่มให้ความสนใจจากทำนอง พลังเสียงร้อง และคอนเซปต์ที่โดดเด่น
- ศิลปินหญิง MILLI : หลังจากสร้างปรากฏการณ์ระดับโลกบนเวที Coachella เธอกลับมาสร้างไวรัลอีกครั้งบนเวที Head In The Clouds Los Angeles 2025 โดยร่วมกับบัวขาว บัญชาเมฆ เพื่อนำเสนอดนตรีไทยควบคู่ไปกับศิลปะแม่ไม้มวยไทย
- วง 4EVE : ขยายตลาดสู่สหรัฐอเมริกาเป็นครั้งแรก หลังจากได้รับกระแสตอบรับที่ดีเยี่ยมจากแฟนคลับในจีนและเกาหลีใต้
- วง BUS because of you i shine : ขยายฐานแฟนคลับสู่ตลาดญี่ปุ่น
- ดนตรีอินดี้ : ศิลปินอย่าง Phum Viphurit, YONLAPA, KIKI และ H 3 F ก็ได้รับการยอมรับในตลาดต่างประเทศ
ไม่เพียงแต่วงดนตรีร่วมสมัยเท่านั้นที่ได้รับความนิยม ดนตรีพื้นบ้านอย่าง หมอลำ ก็สร้างปรากฏการณ์ระดับโลกเช่นกัน เช่น วง คณะเบียร์บูด ที่นำดนตรีหมอลำมาผสมผสานกับแนวเพลงฟังก์ เร็กเก้ และโซล ทำให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและมีศักยภาพในการเติบโตในตลาดสากล
นอกจากนี้ การขยายตัวของแพลตฟอร์มสตรีมมิงอย่าง Spotify และ YouTube Music รวมถึงโซเชียลมีเดียอย่าง TikTok ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ศิลปินไทยสามารถเข้าถึงผู้ฟังทั่วโลกได้โดยตรงอีกด้วย
ชู 'Content Lab' และ 'Music Exchange' ดันคอนเทนต์-ดนตรีไทยสู่ตลาดโลก
ทั้งนี้ CEA ได้เปิดตัวโครงการเรือธง “Content Lab” และ “Music Exchange” ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันอุตสาหกรรมคอนเทนต์และดนตรีของไทยสู่เวทีระดับโลก เพื่อสร้างสรรค์เศรษฐกิจแห่งอนาคตและเสริมความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศ โดยมุ่งหวังให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น Creative Hub ของภูมิภาคอาเซียน ได้แก่
- Content Lab : สร้างสรรค์คอนเทนต์ไทยสู่สากล
โครงการ Content Lab มุ่งเน้นการพัฒนาบุคลากรในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ซีรีส์ และแอนิเมชัน โดยจัดโปรแกรมบ่มเพาะนักสร้างสรรค์ 4 โปรแกรม เพื่อพัฒนาความรู้และยกระดับโปรเจกต์ให้ก้าวสู่มาตรฐานสากล
กิจกรรมสำคัญของโครงการคือ Content Project Market ซึ่งเป็นเวทีการจับคู่ธุรกิจครั้งแรกของไทย โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมจากทั่วประเทศกว่า 50 ทีม และมีโปรเจกต์ที่ได้รับคัดเลือกพร้อมนำเสนอต่อผู้ลงทุน 35 โปรเจกต์ ทั้งภาพยนตร์ ซีรีส์ และแอนิเมชัน
โดยกิจกรรมดังกล่าวจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-12 กันยายน 2568 และคาดว่าจะมีนักลงทุนเข้าร่วมกว่า 70 ราย ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อต่อยอดโอกาสทางธุรกิจและเสริมสร้างเครือข่ายอุตสาหกรรม
- Music Exchange : ดันศิลปินไทยสู่เวทีนานาชาติ
โครงการ Music Exchange จัดขึ้นเป็นปีที่สองในปี 2568 โดยความร่วมมือกับคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านดนตรี THACCA เพื่อสนับสนุนศิลปินและธุรกิจดนตรีไทยให้ขยายตลาดในระดับนานาชาติ
ในปีนี้ มีศิลปินไทยได้รับทุนสนับสนุน 24 ศิลปิน เพื่อขึ้นแสดงในเทศกาลดนตรีระดับนานาชาติ 25 เทศกาล ใน 11 ตลาดสำคัญทั่วโลก เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ นอกจากนี้ยังสร้างโอกาสในการเจรจาธุรกิจให้กับศิลปินและธุรกิจดนตรีไทยกว่า 40 ราย โดยมีการเจรจามากกว่า 150 ครั้งตลอดโครงการ การดำเนินงานนี้ไม่เพียงช่วยให้ศิลปินได้เปิดตลาดใหม่ แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนกระแส Thai Music Wave และส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ของไทยบนเวทีโลกอย่างเป็นรูปธรรม
ในอนาคต CEA มีแผนขยายขอบเขตของโครงการ Content Lab และ Music Exchange ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น เพื่อพัฒนามาตรฐานและยกระดับระบบนิเวศสร้างสรรค์ของไทยให้แข็งแกร่ง เพื่อให้ศิลปินและนักสร้างสรรค์ของไทยสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในตลาดโลก