จ่อตรวจ DNA นร.กัมพูชา หลังแม่เผยอุ้มท้องลูกสามีคนไทย ก่อนกลับไปคลอดกัมพูชา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านพักเด็กและครอบครัว จ.สุรินทร์ ต.ท่าสว่าง อ.เมือง จ.สุรินทร์ นายประหยัด ต๊ะสุยะ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จ.สุรินทร์ พร้อมด้วย น.ส.สุพรรณรัตน์ ลับโกษา นักพัฒนาการเด็ก (บพต.สร.) ผู้แทน สพม.สุรินทร์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมประชุมเพื่อหาแนวทางช่วยเหลือสองแม่ลูกชาวกัมพูชา โดยมี นายอาคม ทองศิริ อัยการจังหวัดสุรินทร์ เป็นประธานการประชุม
หลังจากกรณีที่มีเหตุการณ์ดรามา ครูนักเรียนร้องไห้กอดกัน หลังจากตำรวจพาแม่ชาวกัมพูชา ไปเชิญตัวเด็กชาย อายุ 13 ปี ออกจากโรงเรียนบัวเชดวิทยา อ.บัวเชด เพื่อผลักดันกลับประเทศกัมพูชา หลังพบว่าไม่มีเอกสารที่ได้รับอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย ก่อนที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะให้ทั้งสองแม่ลูกมาพักที่บ้านพักเด็กและครอบครัว จ.สุรินทร์ ดังกล่าว
ทั้งนี้ เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือ ด.ช.ตงเฮง วัย 13 ปี และ นางเซียบ อายุ 41 ปี ชาวกัมพูชา เนื่องจาก ด.ช.ตงเฮง ยังเป็นเด็กและต้องได้รับความดูแลจากมารดา ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ 2546 และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child หรือ CRC) มาตรา 22 ด้วยการดูแลเด็กไม่ว่าจะสัญชาติหรือเชื้อชาติใด ถ้าอาศัยอยู่ในประเทศไทย จะต้องได้รับการคุ้มครอง ทั้งสิทธิและสวัสดิภาพ และ จนท.ยังทราบข้อมูลว่า มารดาของเด็ก ได้อพยพมาอยู่ที่ประเทศไทยทางดานช่องสะงำ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ และได้นำลูกมาด้วย ขณะนั้นบุตรอายุ 5 ขวบ โดยมารดาไม่ได้ประทับตราหนังสือเดินทางเข้าประเทศไทย และไม่ทราบว่าการประทับตราเข้าออก ทำให้เข้ามาอยู่ประเทศไทยโดยผิดกฎหมายตั้งแต่นั้นเรื่อยมา
และจากคำเล่าจากมารดา ให้ข้อมูลว่า ตนเองได้รู้จัก นายศิริโชค สามี อายุ 67 ปี ชาว อ.บัวเชด และได้เกิดความชอบพอกันจนตั้งครรภ์ แต่ นายศิริโชค มีภรรยาอยู่แล้ว ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว ตนจึงกลับไปอยู่ประเทศกัมพูชา จนกระทั่งคลอดลูก และแจ้งให้พี่ชายเป็นพ่อของลูกตน หลังจากนั้นก็ได้ติดต่อกลับมายัง นายศิริโชค อีกครั้ง และได้เดินทางผ่านด่านช่องสะงำ เมื่อปี 2560 จนถึงปัจจุบัน
สำหรับแนวทางในการช่วยเหลือเบื้องต้น พม.สุรินทร์ และ สพม.สุรินทร์ ได้ให้คำแนะนำตามภารกิจกระทรวง พม.และข้อกฎหมายและแนวทางการช่วยเหลือให้กับมารดาและเด็ก สพม.สุรินทร์ และให้กำลังใจ โดย พม.สุรินทร์ พร้อมได้แจ้งอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กข้อ 22 ตามสิทธิมนุยชนด้านเด็ก ซึ่งเป็นการรองรับสิทธิของเด็กลี้ภัย และเด็กผู้แสวงหาที่พักพิงอย่างเป็นทางการ โดยทาง พม.สร.ดำเนินการแจ้ง พรบ.คุ้มครองเด็ก 2546 ร่วมด้วย และรอพิสูจน์ตามกฎหมายในการรองรับสัญชาติ ซึ่ง บพด.สร.จะประสานให้ความช่วยเหลือกรณียื่นร้องต่อศาลเด็ก และครอบครัว จ.สุรินทร์ เพื่อพิสูจน์ DNA ในการช่วยเหลือตามกฎหมายต่อไป.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง