นักธุรกิจเกาะติดคดี ‘แพทองธาร’ มอง 2 ฉากทัศน์ ‘รอด-ไม่รอด’
ศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัยคดีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กับฮุนเซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา โดยศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยในวันที่ 29 ส.ค.2568
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ไม่มองศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยอย่างไร นายกฯจะรอดหรือไม่รอด ขณะนี้บ้านเมืองกำลังมีปัญหา แต่ขอใครก็ได้ที่จะเข้ามาบริหารประเทศเป็นผู้มีความรู้ความสามารถเป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคธุรกิจและการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพ ภาคเอกชนต้องการเห็นคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เป็นมืออาชีพเข้ามาบริหารประเทศ
“คำตัดสินเป็นอย่างไรก็ขอให้คำวินิจฉัยมีเหตุมีผลเป็นที่ยอมรับของสังคม ไม่เกิดความปั่นป่วนเกิดขึ้นอีกในบ้านเมือง ให้การเมืองเดินตามขั้นตอน มีนายกฯ มีครม. ที่เป็นยอมรับของนานาชาติและมุ่งมั่นทำงานเพื่อให้ประเทศเดินหน้าได้โดยเร็ว” นายพจน์ กล่าว
นักธุรกิจมอง 2 ฉากทัศน์การเมือง
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้เปิดเผยถึงประเด็นเสถียรภาพทางการเมืองของไทย โดยได้แบ่งการวิเคราะห์สถานการณ์ออกเป็น 2 ฉากทัศน์ เพื่อสะท้อนถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจหลังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน
ฉากทัศน์ที่ 1 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่ผิด โดยหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่านายกฯ ไม่ผิด จะช่วยให้รัฐบาลบริหารประเทศได้ต่อเนื่อง และเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความมั่นใจให้แก่ภาคธุรกิจ นักลงทุน และประชาชนโดยรวม การตัดสินใจครั้งนี้จะเป็นโอกาสสำคัญในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม การสร้างความเชื่อมั่นจากประชาชนยังคงเป็นภารกิจสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการ โดยการผลักดันนโยบายที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ การสร้างงาน และการดูแลคุณภาพชีวิต
ฉากทัศน์ที่ 2 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าผิด ทั้งนี้ หากนายกรัฐมนตรีถูกวินิจฉัยว่าทำผิดจนต้องพ้นจากตำแหน่ง และครม. ทั้งหมดต้องพ้นจากตำแหน่งตามไปด้วย จะทำให้ต้องมีการเลือกนายกฯ คนใหม่ตามรายชื่อแคนดิเดตที่เหลืออยู่ และอาจนำไปสู่การจับขั้วรัฐบาลใหม่ ซึ่งจะส่งผลให้การเมืองขาดเสถียรภาพ ซึ่งอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศได้
“ความขัดแย้งกับกัมพูชา ที่ยืดเยื้อและความไม่แน่นอนทางการเมือง ที่ลดทอนความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ ภาคเอกชนจึงต้องเร่งปรับตัวและเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ผันผวน ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน เพื่อรักษาตัวเลขการลงทุนและภาพลักษณ์ของประเทศในระยะยาวต่อไป” นายเกรียงไกร กล่าว
ต้องการเสถียรภาพการเมือง
นายวรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เวียตเจ็ทไทยแลนด์ กล่าวว่า ภาคเอกชนสนใจเรื่องเสถียรภาพทางการเมืองมากกว่า ใครมาเป็นรัฐบาล เราก็พร้อมสนับสนุนนโยบายภาครัฐตลอด แต่เรื่องใครจะมาเป็นรัฐบาลนั้น ไม่สำคัญเท่ากับความมีเสถียรภาพของนโยบาย เราไม่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงมากนัก เพราะในมุมนักลงทุนต่างชาติอาจขาดความมั่นใจในการเข้ามาลงทุนและทำธุรกิจ
“สิ่งสำคัญสุดคือความมั่นคง ความมีเสถียรภาพ และการไม่เปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบายที่บ่อยครั้งจนเกินไป สำหรับสถานการณ์การเมืองในตอนนี้คงเอาใจช่วยทุกพรรค อยากให้มองภาพรวมของประเทศเป็นหลัก อยากให้ดูแลเศรษฐกิจ และที่สำคัญที่สุดคือการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศในระยะยาว เพราะตอนนี้เราต้องดูคู่แข่งรอบด้าน ยกตัวอย่าง เวียดนาม”