โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

เปิดความเห็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ สั่ง "แพทองธาร" พ้นนายกฯ ไม่พิทักษ์รักษาเกียรติภูมิชาติ

PPTV HD 36

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ละเอียดยิบ! เปิดความเห็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ สั่ง

29 สิงหาคม 2568 เวลา 15.00 น. ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัย กรณีประธานวุฒิสภาส่งคำร้องขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ กรณีปรากฎคลิปเสียงการสนทนาระหว่าง นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กับ สมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชา ซึ่งเผยแพร่ทางสื่อมวลชนไปก่อนหน้านี้

ศาลมอบหมายให้นายปัญญา อุดชาชน , นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม , นายวิรุฬห์ แสงเทียน และนายจิรนิติ หะวนนท์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เป็นผู้อ่านคำวินิจฉัย

ศาลมีอำนาจวินิจฉัยคุณสมบัตินายกฯ

กรณีที่ต้องพิจารณาก่อนว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยคดีนี้ได้หรือไม่ เนื่องจากผู้ร้องกล่าวอ้างว่าการกระทำของผู้ถูกร้องเป็นการทุจริตต่อหน้าที่หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ รวมถึงประมวลกฎหมายอาญาเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร และความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักร และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม มาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 และประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2564 ซึ่งผู้ร้องระบุว่า ผู้ถูกร้องไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

ผู้ถูกร้องโต้แย้งว่า การกำหนดนโยบายระหว่างประเทศเป็นกิจการของฝ่ายบริหารโดยแท้ และต้องได้รับการตรวจสอบทางการเมืองเท่านั้น แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะไม่มีคำวินิจฉัยที่ชัดเจนในเรื่องนี้ แต่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเคยมีรายงานการศึกษาเรื่องการกระทำทางรัฐบาล กรณีศึกษาเปรียบเทียบระหว่างประเทศไทย ฝรั่งเศส เยอรมนี สหรัฐอเมริกา และอังกฤษ สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางที่ศาลในต่างประเทศจำกัดอำนาจตนเองไม่ให้เข้าวินิจฉัยการใช้ดุลพินิจทางการเมือง โดยปล่อยให้กลไกทางการเมืองทำหน้าที่ตรวจสอบกันเอง โดยเฉพาะในระบบรัฐสภาที่มีกลไกการตรวจสอบทางการเมืองอยู่แล้ว

ศาลเห็นว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 210 วรรค 1 (3) บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่และอำนาจอื่นตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งมาตรา 170 วรรค 3 ประกอบมาตรา 82 บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว เมื่อมีเหตุตามมาตรา 170 วรรค 1 (4) ขาดคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 160 (5) กระทำการอันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 186 หรือมาตรา 187

เมื่อคดีนี้ผู้ร้องขอให้ศาลวินิจฉัยว่าการกระทำของผู้ถูกร้องที่สนทนากับสมเด็จฯ ฮุน เซน ที่ปรากฎในคลิปเสียง ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัวด้วยเหตุขาดคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และ มาตรา 160 (5) มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง เป็นการขอให้ตรวจสอบว่าการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ ไม่ได้เป็นการขอให้ตรวจสอบการใช้ดุลพินิจกำหนดนโยบายระหว่างประเทศหรือการกระทำทางรัฐบาล ซึ่งจะไม่ถูกตรวจสอบการใช้อำนาจโดยองค์กรศาล และตกอยู่ในการควบคุมทางการเมืองโดยองค์กรและกระบวนการทางการเมือง

นอกจากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่และอำนาจจำกัดเฉพาะการพิจารณาวินิจฉัยคดีรัฐธรรมนูญตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้เท่านั้น ไม่มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยข้อกล่าวอ้างของผู้ร้องในส่วนที่ว่าผู้ถูกร้องกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา อันเป็นคดีอาญาแต่อย่างใด ดังนั้นคดีนี้ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยได้เฉพาะในส่วนที่ว่าผู้ถูกร้องมีเหตุตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) อันเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรค 3 ประกอบ มาตรา 72หรือไม่เท่านั้น

รับฟัง “คลิปเสียง” เป็นพยานหลักฐานได้

ข้อที่ต้องพิจารณาประการต่อไปคือ ศาลรัฐธรรมนูญรับฟังคลิปเสียงตามคำร้องเป็นพยานหลักฐานในคดีนี้ได้หรือไม่ เนื่องจากผู้ถูกร้องโต้แย้งว่าคลิปเสียงดังกล่าวเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเป็นการบันทึกเสียงหรือนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยปราศจากความยินยอมของคู่สนทนา อีกทั้งยังเป็นบทสนทนาในภาษาต่างประเทศซึ่งยังไม่ได้มีการแปลหรือรับรองความถูกต้อง

ศาลเห็นว่า พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 27 วรรค 1 บัญญัติว่าการพิจารณาคดีให้ใช้ระบบไต่สวน โดยให้ศาลมีอำนาจค้นหาความจริงไม่ว่าจะเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ และในการวินิจฉัยปัญหาข้อเท็จจริง ให้ศาลรับฟังพยานหลักฐานได้ทุกประเภท เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติห้ามรับฟังไว้โดยเฉพาะ ไม่ว่าการไต่สวนพยานหลักฐานนั้นจะมีข้อผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากขั้นตอน วิธีการ หรือกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้ ถ้าศาลได้ให้โอกาสแก่คู่กรณีในการนำสืบพยานหลักฐานหักล้างแล้ว ก็ให้ศาลรับฟังได้

ทั้งนี้ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในคดีนั้น บทบัญญัติดังกล่าวมีเจตนารมณ์มุ่งหมายให้ศาลรัฐธรรมนูญสามารถรับฟังพยานหลักฐานได้อย่างกว้างขวาง เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องตรงความจริงที่เกิดขึ้นในคดีรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีผลกระทบต่อประโยชน์ของมหาชน และเป็นบทบัญญัติที่สอดคล้องกับหลักวิธีพิจารณาในระบบไต่สวนที่ต้องการให้ศาลมีบทบาทในการค้นหาความจริงเพื่อให้อำนวยความยุติธรรมได้อย่างแท้จริง

ในคดีนี้นอกจากการมีคลิปเสียงสนทนาระหว่างผู้ถูกร้องกับสมเด็จฯ ฮุน เซนแล้ว ยังมีคลิปภาพและเสียงที่ผู้ถูกร้องแถลงข่าวชี้แจงต่อสื่อมวลชนปรากฏถ้อยคำของผู้ถูกร้องด้วยว่า “เป็นคลิปจริงที่คุยกันเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว เมื่อผู้นำสองท่านคุยกันในส่วนตัว แต่มีการอัดคลิปและปล่อยออกมาแบบนี้ แน่นอนว่าดิฉันไม่ได้ปล่อย ก็ตามนั้นค่ะ” ประกอบกับการไต่สวนพยานของศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ถูกร้องก็ยอมรับว่าได้กล่าวถ้อยคำตามในคลิปจริง แม้ผู้ถูกร้องจะโต้แย้งว่าเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ไม่มีกฎหมายบัญญัติห้ามรับฟังไว้โดยเฉพาะ และผู้ถูกร้องไม่ได้ปฏิเสธว่า การพูดโดยถูกจูงใจ มีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง หรือโดยมิชอบประการอื่นใด

อีกทั้งคลิปเสียงดัง กล่าวเป็นพยานหลักฐานสำคัญ ซึ่งจะพิสูจน์ได้ว่าผู้ถูกร้องกระทำการตามที่ถูกร้องหรือไม่ การรับฟังคลิปเสียงนี้เป็นพยานหลักฐาน จึงเป็นไปเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้องตามความจริงที่เกิดขึ้นในคดี อันจะเป็นประโยชน์ต่อการอำนวยความยุติธรรมมากกว่าผลเสีย อันเกิดจากการกระทบต่อมาตรฐานของระบบศาลยุติธรรมทางรัฐธรรมนูญหรือสิทธิเสรีภาพพื้นฐานของประชาชน

อีกทั้งศาลรัฐธรรมนูญได้ให้โอกาสผู้ถูกร้องในการนำสืบพยานหลักฐานหักล้างแล้ว และผู้ถูกร้องไม่ได้โต้แย้งข้อความในคลิปสนทนาว่าส่วนใดไม่ถูกต้อง จึงรับฟังได้ว่าผู้ถูกร้องได้กล่าวถ้อยคำตามที่ปรากฏในคลิปมีข้อความตามที่ปรากฏในคำร้องจริง

นอกจากนี้ บทสนทนาที่เป็นประเด็นตามข้อกล่าวอ้างของผู้ร้องในคดีนี้ คือ ถ้อยคำของผู้ถูกร้องที่กล่าวเป็นภาษาไทย จึงไม่ใช่กรณีตามข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 ข้อ 19 วรรค 1 ซึ่งใช้กับพยานเอกสารหรือพยานหลักฐานอื่นของคู่กรณีที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเป็นภาษาต่างประเทศที่คู่ต้องจัดทำคำแปลทั้งฉบับโดยเฉพาะแต่ส่วนที่เป็นสาระสำคัญพร้อมทั้งรับรองคำแปลว่าถูกต้องยื่นต่อศาลแต่อย่างใด ดังนั้น ศาลรัฐธรรมนูญจึง รับฟังคลิปเสียงนี้เป็นพยานหลักฐานได้

รัฐมนตรีต้องซื่อสัตย์สุจริต ตั้งต่อตนเองและผู้อื่น

สำหรับประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตาม มาตรา 170 วรรค 1 (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่นั้น

ศาลเห็นว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 160 และมาตรา 170 เป็นบทบัญญัติในหมวด 8 คณะรัฐมนตรี

  • มาตรา 160 (4) บัญญัติว่ารัฐมนตรีต้อง มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์
  • มาตรา 160 (5) บัญญัติว่าต้อง ไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
  • มาตรา 170 วรรค 1 (4) บัญญัติว่า ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวเมื่อ ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 160

บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกล่าวมีเจตนารมณ์ที่จะกำหนดบทบัญญัติว่าด้วยจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน เนื่องจากรัฐมนตรีเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจของรัฐหรืออำนาจทางการเมือง ซึ่งมีผลกระทบอย่างกว้างขวาง ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และชีวิตของปัจเจกชน ผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีจึงต้องได้รับความไว้วางใจอย่างสูงจากประชาชน และในฐานะที่เป็นบุคคลสาธารณะจึงต้องถูกตรวจสอบทั้งในเรื่องส่วนตัวและความประพฤติในการปฏิบัติหน้าที่ทุกแง่มุมตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งด้วย

ศาลเห็นว่า จริยธรรมเป็นข้อประพฤติปฏิบัติ หลักเกณฑ์ หรือมาตรฐานความประพฤติในสิ่งที่ถูกต้องดีงาม ชอบธรรม และเป็นที่ยอมรับในสังคม และเป็นเรื่องของสิ่งที่ควรทำหรือไม่ควรทำ ซึ่งเป็นสำนึกความรับผิดชอบของบุคคลแต่ละคนที่อยู่ในบทบาท ฐานะ หรือตำแหน่งต่างๆ จะยึดถือปฏิบัติ ดังนั้น รัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) จึงกำหนดกรอบจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไว้ว่า ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และต้องไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

สำหรับคำว่า มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4)

  • "ซื่อสัตย์" หมายความว่า ประพฤติตรงและจริงใจ ไม่คิดคดทรยศ ไม่คดโกง และไม่หลอกลวง
  • "สุจริต" หมายความว่า ความประพฤติชอบโดยความซื่อสัตย์ เป็นคุณธรรมสำคัญขั้นพื้นฐานของบุคคลทั่วไป และเป็นส่วนหนึ่งของการยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม

ด้วยเหตุนี้ รัฐมนตรีจึงต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ทั้งต่อตนเองและต่อผู้อื่น ทั้งต้องแสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชนด้วยว่าตนปฏิบัติเช่นนั้นอย่างเคร่งครัดครบถ้วน เพื่อให้เกิดความชอบธรรมในการดำรงตำแหน่ง อันจะนำมาซึ่งความไว้วางใจของประชาชน โดยมาตรา 160 (4) เป็นความซื่อสัตย์สุจริตในภาพรวมทั่วไปของบุคคลที่ปรากฏต่อสังคม

ส่วนกรณีที่ต้อง ไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (5) นั้น เป็นกรณีเฉพาะเจาะจงที่กำหนดไว้ในมาตรฐานทางจริยธรรม ซึ่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 219 วรรค 1 บัญญัติว่า ให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระร่วมกันกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมขึ้น โดยใช้บังคับแก่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ทั้งนี้ มาตรฐานทางจริยธรรมดังกล่าวต้องครอบคลุมถึง การรักษาเกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ และต้องระบุให้ชัดเจนด้วยว่าการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมใดมีลักษณะร้ายแรง

ทั้งนี้ การจัดทำมาตรฐานทางจริยธรรมให้รับฟังความคิดเห็นของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และคณะรัฐมนตรี แต่ไม่ห้ามสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา หรือคณะรัฐมนตรีที่จะกำหนดจริยธรรมเพิ่มเติมให้เหมาะสมกับการปฏิบัติหน้าที่ของตน แต่ต้องไม่ขัดหรือแย้งกับมาตรฐานทางจริยธรรมตามวรรคหนึ่ง และให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

สำหรับมาตรฐานทางจริยธรรมฯ พ.ศ. 2561 ข้อ 3 วรรค 2 กำหนดว่า มาตรฐานทางจริยธรรมนี้ให้ใช้แก่คณะรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 219 วรรค 2 ด้วย

หมวด 1 มาตรฐานทางจริยธรรมอันเป็นอุดมการณ์

  • ข้อ 6 กำหนดว่า ต้อง พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขต และเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐ และความสงบเรียบร้อยของประชาชน
  • ข้อ 7 กำหนดว่า ต้องถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน
  • ข้อ 8 กำหนดว่า ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบเพื่อตนเองหรือผู้อื่น หรือไม่ มีพฤติการณ์ที่รู้เห็นหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ

หมวด 2 มาตรฐานทางจริยธรรมอันเป็นค่านิยมหลัก

  • ข้อ 11 กำหนดว่า ไม่กระทำการอันเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนกับประโยชน์ส่วนรวม ทั้งนี้ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม
  • ข้อ 12 กำหนดว่า ยึดมั่นในหลักนิติธรรมและประพฤติตนอยู่ในกรอบศีลธรรมอันดีของประชาชน
  • ข้อ 13 กำหนดว่า ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยุติธรรม เป็นอิสระ เป็นกลาง และปราศจากอคติ โดยไม่หวั่นไหวต่ออิทธิพล กระแสสังคม หรือแรงกดดันอันมิใช่กฎหมาย คำนึงถึงสิทธิและเสรีภาพ
  • ข้อ 15 กำหนดว่า ให้ข้อมูลข่าวสารตามข้อเท็จจริงแก่ประชาชนหรือสื่อมวลชนอันอยู่ในความรับผิดชอบของตนถูกต้อง ครบถ้วน และไม่บิดเบือน
  • ข้อ 16 กำหนดว่า ไม่ให้คำปรึกษาแก่บุคคลภายนอกหรือแสดงความคิดเห็นหรือข้อมูลต่อสื่อสาธารณะหรือสาธารณชนในเรื่องที่อยู่ในระหว่างการพิจารณา อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายหรือเสียความเป็นธรรมแก่การปฏิบัติหน้าที่ เว้นแต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายขององค์กร
  • ข้อ 17 กำหนดว่า ไม่กระทำการใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง
  • ข้อ 19 กำหนดว่า ไม่คบหาสมาคมกับคู่กรณี ผู้ประพฤติผิดกฎหมาย ผู้มีอิทธิพล หรือผู้มีชื่อเสียงในทางเสื่อมเสีย อันอาจกระทบกระเทือนต่อความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนในการปฏิบัติหน้าที่

หมวด 3 จริยธรรมทั่วไป

  • ข้อ 21 กำหนดว่า ปฏิบัติหน้าที่ราชการอย่างเต็มกำลังความสามารถ และยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้ และปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบแบบแผนของทางราชการ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม

หมวด 4 การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม:

  • ข้อ 27 วรรค 1 กำหนดว่า การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมใน หมวด 1 ให้ถือว่ามีลักษณะร้ายแรง
  • ข้อ 27 วรรค 2 กำหนดว่า การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมใน หมวด 2 และหมวด 3 จะถือว่ามีลักษณะร้ายแรงหรือไม่ ให้พิจารณาถึงพฤติกรรม และการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติ เจตนา และความร้ายแรงของความเสียหายที่จะเกิดจากการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัตินั้น

ศาลเห็นว่า ประเด็นว่าผู้ร้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) หรือไม่นั้น บทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 160 (4) วางหลักการไว้ชัดเจนว่าผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต้องเป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ หลักการนี้มิใช่เพียงการเรียกร้องให้ผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมีคุณธรรมตามความเห็นของตนเองเท่านั้น

หากแต่ยังหมายความว่าผู้ดำรงตำแหน่งต้องสามารถแสดงออกถึงความสุจริตอย่างเปิดเผย โปร่งใส และเป็นที่ยอมรับต่อสาธารณะ โดยมีลักษณะเป็นที่ประจักษ์ อันบ่งบอกว่าต้องมีการรับรู้และปรากฏชัดเจนในสังคม โดยใช้หลักการตีความจากพฤติกรรมว่ามีข้อเท็จจริงที่มีน้ำหนักชัดเจนเพียงพอที่จะบ่งชี้ถึงเจตนาไม่สุจริต หรือพฤติการณ์บิดเบือนผลประโยชน์ของชาติหรือไม่

คุย "ฮุน เซน" ยังยึดประโยชน์ชาติ ไม่มีลักษณะไม่มีความซื่อสัตย์สุจริต

ดังนั้น ในการพิจารณาประเด็นเกี่ยวกับ ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ต้องพิจารณาในบริบทของความได้สัดส่วนและความจำเป็นในการป้องกันมิให้ผู้ที่มีความประพฤติเสื่อมเสียเข้ามาใช้อำนาจในกิจการของรัฐ แม้พฤติกรรมความซื่อสัตย์สุจริตจะเป็นหลักคุณธรรมพื้นฐานที่บุคคลทั่วไปพึงยึดมั่น ไม่ว่าบุคคลนั้นจะอยู่ในสถานะใดในสังคม เมื่อยิ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งที่ใช้อำนาจสาธารณะ ยิ่งเป็นคุณธรรมที่สังคมเรียกร้องให้ต้องยึดถือ แต่เนื่องจากผู้ดำรงตำแหน่งที่ใช้อำนาจรัฐอยู่ภายใต้ลักษณะเฉพาะของภารกิจหน้าที่ที่แตกต่างกัน การตีความกฎหมายจะอาศัยอำนาจเพียงถ้อยคำที่เป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้นย่อมไม่เหมาะสม แต่ต้องพิจารณาประกอบกับบริบทอันเป็นปกติของการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนั้นอีกด้วย

ศาลเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าขณะที่ผู้ถูกร้องกำลังเจรจากับสมเด็จฯ ฮุน เซน สถานการณ์ระหว่างไทยกับกัมพูชามีความตึงเครียดอย่างสูง โดยแม้จะมีช่องทางการพิจารณาอย่างเป็นทางการผ่านการประชุม JBC ร่วมกันเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2568 แล้วก็ตาม แต่ สมเด็จฯ ฮุน เซน กลับแถลงจุดยืนกดดันให้ประเทศไทยเปิดด่านผ่านแดนทั้งหมด รวมทั้งตอบโต้ในการห้ามนำสินค้าน้ำมัน หรือเรียกแรงงานกัมพูชากลับจากประเทศไทย โดยจุดยืนดังกล่าวไม่สอดคล้องกับผลการประชุม JBC ซึ่งได้มีการตกลงกันไว้ เมื่อผู้ร้องมีโอกาสใช้ช่องทางการเจรจาอย่างไม่เป็นทางการ ผู้ถูกร้องจึงเจรจากับสมเด็จฯ ฮุน เซน

พิจารณาแล้วเห็นว่า ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ถูกร้องตอบรับข้อเสนอหรือความต้องการใดของสมเด็จฯ ฮุน เซน อีกทั้งการเจรจาดังกล่าวไม่ได้ก่อให้เกิดผลเปลี่ยนแปลงต่อสถานการณ์ดำรงตำแหน่งของแม่ทัพภาค 2 รวมทั้งไม่มีผลต่อการเปิดหรือปิดด่านตามแนวชายแดนไทยกัมพูชา อันแสดงให้เห็นว่าผู้ถูกร้องมิได้ยินยอมตามข้อเสนอ อันเป็นการรักษาดุลแห่งผลประโยชน์แห่งชาติ การจะถือว่าเป็นการไม่ซื่อสัตย์สุจริตจึงยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอ

ดังนั้นเมื่อผู้ถูกร้องยังคงมีเจตนายึดถือ ผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง เพื่อป้องกันมิให้เกิดความขัดแย้งรุนแรง หรือเกิดเหตุการณ์ที่อาจกระทบกระเทือนต่อเอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยและความมั่นคงบริเวณแนวชายแดนไทยกัมพูชา มิได้ยอมรับตามข้อเสนออันเป็นการบ่อนทำลายผลประโยชน์ของประเทศชาติ การเจรจาของผู้ถูกร้องดังกล่าวเป็นการแสดงออกถึงความไม่นิ่งเฉยถึงปัญหา และเป็นการพยายามดำเนินการเพื่อช่วยธำรงรักษาผลประโยชน์ของชาติและมีเจตนาที่จะรักษาความสงบสุขของประชาชนในประเทศ ซึ่งเป็นหน้าที่ประการหนึ่งของผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีพึงกระทำ การกระทำของผู้ถูกร้อง ยังไม่มีลักษณะเป็นผู้ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์

เรียกแม่ทัพภาค 2 "ฝ่ายตรงข้าม" เปิดช่องกัมพูชาแทรกแซงกิจการภายในประเทศ

ส่วนประเด็นว่าผู้ถูกร้องมีพฤติกรรมอันเป็นการ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (5) หรือไม่นั้น ผู้ถูกร้องดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของฝ่ายบริหาร มีฐานะเป็นหัวหน้ารัฐบาล ผู้ถูกร้องจึงเปรียบเสมือนบุคคลที่มี 2 สถานะตลอดเวลาที่ดำรงตำแหน่ง สถานะหนึ่งในฐานะประชาชนที่มีเสรีภาพในการกระทำภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ส่วนอีกสถานะหนึ่งในฐานะนายกรัฐมนตรี ซึ่งต้องถูกจำกัดเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายบัญญัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความมั่นคงของประเทศ

รัฐบาลในฐานะฝ่ายบริหารมีหน้าที่ ดูแลรักษาผลประโยชน์ของประเทศเหนือประโยชน์ส่วนตน การบริหารราชการแผ่นดินไม่ใช่การบริหารราชการส่วนตัว ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าฝ่ายบริหารและตัวแทนของประเทศไทยในการติดต่อกับนานาประเทศมีหน้าที่และอำนาจกำหนดนโยบายการบริหารประเทศ และมีหน้าที่ ปกป้องรักษาผลประโยชน์ของประเทศ อธิปไตยเหนือดินแดน รวมทั้งปกป้องศักดิ์ศรีเกียรติภูมิของประเทศ นายกรัฐมนตรีจึงเป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจและบริหารงานเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้ถูกร้องสนทนากับสมเด็จฯ ฮุน เซน ในเรื่องเกี่ยวกับการเปิดปิดด่านบริเวณชายแดนไทยกัมพูชา อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากเหตุปะทะบริเวณช่องบก อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี การสนทนาดังกล่าวแม้จะกระทำในช่วงเวลาส่วนตัวของผู้ถูกร้อง และผู้ถูกร้องเรียกว่าเป็นการเจรจาแบบส่วนตัวก็ตาม แต่เนื้อหาของการสนทนามีสาระสำคัญเกี่ยวกับการขอเปิดด่านบริเวณชายแดนไทยกัมพูชา อันเป็นความมั่นคงของประเทศ ไม่ใช่การสนทนาในเรื่องส่วนตัวทั่วไป ระหว่างผู้ถูกร้องกับสมเด็จฯ ฮุน เซน กรณีจึงไม่ใช่การกระทำในสถานะส่วนตัวในฐานะประชาชน หากเป็นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งผู้ถูกร้องต้องไม่มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงด้วย

เมื่อพิจารณาถ้อยคำที่ผู้ถูกร้องใช้ในการสนทนาประกอบกับบริบทการสนทนาตามคลิปเสียงทั้งหมดแล้ว ในส่วนที่กล่าวถึงแม่ทัพภาคที่ 2 พลโท บุญสิน พาดกลาง ซึ่งผู้ถูกร้องชี้แจงและเบิกความว่าเป็นการใช้เทคนิคการเจรจาแบ่งแยกปัญหาออกจากตัวบุคคล เพื่อแยกบทบาทฝ่ายบริหารออกจากฝ่ายความมั่นคง โดยมุ่งหมายจะลดความตึงเครียดระหว่างกันนั้น

ศาลเห็นว่า ผู้ถูกร้องกล่าวถึงตนเองกับสมเด็จฯ ฮุน เซนรวมกันเป็นฝั่งหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า "เรา" และกล่าวถึงแม่ทัพภาคที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของผู้ถูกร้องว่าเป็น "คนของฝั่งตรงข้ามกับเรา" รวมทั้งตำหนิแม่ทัพภาค 2 ว่าพูดในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ

การที่ผู้ถูกร้องซึ่งมีฐานะเป็นนายกรัฐมนตรีของไทย และเป็นผู้บังคับบัญชาของแม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวถ้อยคำดังกล่าวต่อสมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ซึ่งผู้ถูกร้องชี้แจงและเปิดความว่าเป็นผู้มีบทบาทสำคัญทางการเมืองที่มีอิทธิพลขับเคลื่อนประเทศกัมพูชา และมีความสัมพันธ์เป็นบิดาของนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ซึ่งสามารถติดต่อสื่อสารกันได้โดยตลอดในช่วงเวลาที่ไทยกำลังมีปัญหาด้านชายแดนกับกัมพูชา

พฤติการณ์ดังกล่าว ย่อมเป็นการสะท้อนให้เห็นว่ามีการแบ่งข้างเชิงความคิดด้านความมั่นคงของประเทศ เกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหาชายแดนไทยกัมพูชา และเกิดความไม่เป็นเอกภาพระหว่างรัฐบาลกับกองทัพ ถ้อยคำที่ผู้ถูกร้องกล่าววิญญูชนย่อมเข้าใจได้ว่าเป็นลักษณะการแสดงถึงความอ่อนแอทางการเมืองภายในประเทศให้กัมพูชาซึ่งเป็นประเทศคู่ขัดแย้งทราบ และหากถูกเผยแพร่ออกไปถึงกัมพูชา จะเป็นการเปิดช่องให้ฝ่ายกัมพูชานำข้อมูลดังกล่าวมาใช้แทรกแซงกิจการภายในของประเทศได้

ไม่ได้เจรจาเรื่องส่วนตัว ต้องระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ชาติ

สำหรับการเจรจาเกี่ยวกับการเปิดด่านชายแดนไทยกัมพูชา ซึ่งผู้ถูกร้องชี้แจงว่ากระทรวงการต่างประเทศไม่มีการกำหนดหลักเกณฑ์ ขั้นตอน และวิธีการเจรจาทางการทูตสำหรับวิธีการที่ไม่เป็นทางการในลักษณะสายตรงระหว่างผู้นำ หรือสายด่วนผู้นำ และผู้ถูกร้องไม่มีเจตนาที่จะดำเนินการตามเงื่อนไขที่เสนอมาทุกกรณี เนื่องจากต้องนำไปพูดคุยกับฝ่ายความมั่นคงเพื่อร่วมกันพิจารณาและตัดสินใจก่อน

และเป็นเพียงเจตนาที่ต้องการให้คู่เจรจาได้เสนอเงื่อนไขหรือความต้องการออกมา ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของการเจรจาเชิงผลประโยชน์ โดยการใช้เทคนิคสำคัญคือการตั้งคำถามเพื่อค้นหาความต้องการที่แท้จริงในลักษณะไม่โจมตีจุดยืนของคู่เจรจา มุ่งทำความเข้าใจความต้องการที่อยู่เบื้องหลังมากขึ้น เพื่อจะได้นำมาพิจารณาเจรจาต่อรองเงื่อนไขที่จะนำไปสู่การเจรจาอย่างเป็นทางการต่อไป

ศาลเห็นว่า ผู้ถูกร้องทราบดีอยู่แล้ว ดังคำชี้แจงของผู้ถูกร้องเอง ที่ว่าสมเด็จฯ ฮุน เซนไม่ได้อยู่ในสถานะหรือดำรงตำแหน่งผู้นำของรัฐบาลกัมพูชาที่จะสามารถกระทำการอันก่อให้เกิดผลผูกพันทางนิติสัมพันธ์ระหว่างรัฐได้ ประกอบกับผู้ถูกร้องก็ชี้แจงว่าภายหลังจากผู้ถูกร้องสนทนากับสมเด็จฯ ฮุน เซน ผู้ถูกร้องยังได้พูดคุยผ่านข้อความกับนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาด้วย ดังนั้น กรณีจึงเป็นเรื่องที่ผู้ถูกร้องประสงค์จะใช้ช่องทางการเจรจาทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการควบคู่กันไป

สำหรับการเจรจาอย่างไม่เป็นทางการนั้น ไม่ว่ากระทรวงการต่างประเทศจะกำหนดหลักเกณฑ์ ขั้นตอน และวิธีการเจรจาไว้หรือไม่ และไม่ว่าผู้ถูกร้องจะใช้เทคนิคการเจรจาแบบใดก็ตาม แต่เมื่อผู้ถูกร้องสนทนาในฐานะนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะรัฐมนตรี ผู้ถูกร้องจึงต้องปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กรอบของ รัฐธรรมนูญ มาตรา 3 ที่บัญญัติว่าคณะรัฐมนตรีต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรมเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม และ มาตรา 164 วรรค 1 (1) ที่บัญญัติให้คณะรัฐมนตรีต้องปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจด้วย ความรอบคอบและระมัดระวังในการดำเนินกิจการต่างๆ เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชนส่วนรวม

นอกจากนั้น ยังต้องคำนึงถึงกรอบแห่งจริยธรรมตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (5) ประกอบ มาตรา 219 และมาตรฐานทางจริยธรรม พ.ศ. 2561 หาใช่ว่าผู้ถูกร้องจะสามารถเจรจาได้อย่างอิสระและเป็นไปตามอำเภอใจแต่อย่างใด ทั้งกรณีของผู้ถูกร้องเป็นการเจรจาในเรื่อง ความมั่นคงของประเทศ ซึ่งผู้ถูกร้องทราบดีว่าสามารถเจรจาโดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ร่วมบันทึกข้อมูลและมีมาตรการรักษาความปลอดภัยร่วมด้วย แต่เมื่อผู้ถูกร้องเลือกใช้รูปแบบการเจรจาเช่นนี้ รวมทั้งเลือกเจรจาปัญหาส่วนรวมของประเทศกับสมเด็จฯ ฮุน เซน ซึ่งผู้ถูกร้องต้องรู้จักกันมาก่อนเป็นการส่วนตัว ผู้ถูกร้องจึงยิ่งต้องมีความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง และต้องใช้ความรอบคอบและระมัดระวังในการเจรจาเพื่อรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของชาติมากยิ่งขึ้น

ถอดถ้อยคำสนทนา ขอความเห็นใจ “ฮุน เซน” ห่วงเสถียรภาพรัฐบาล

ในคลิปเสียง ปรากฎเสียงสนทนาของผู้ถูกร้อง ว่า “ให้ท่านฮุน เซนเห็นใจหลานหน่อย เพราะว่าตอนนี้คนในประเทศไทยเขาไล่เราไปเป็นนายกที่เขมรหมดแล้ว” , “จริงๆ แล้วถ้าท่านอยากได้อะไรก็ให้ท่านบอกมาได้เลยค่ะ เดี๋ยวจะจัดการให้ จะโพสต์หรืออย่าง ไรก็ได้ ให้ท่านฮุนเซ็นแนะนำก็ได้ เหมือนกับว่าต้องเป็นการตกลงร่วมกัน เพราะตอนนี้อิ๊งค์กำลังโดนหนักมากเลย”

“พร้อมค่ะ คือเราเปิดให้อยู่แล้วพี่ฮวด แต่ต้องเป็นการบอกกล่าวบอกว่าเราตกลงร่วมกันว่าเราเปิด เพราะไม่อย่างนั้นถ้าอิ๊งค์ยอมๆ ยอมหมด อิ๊งค์ก็จะโดน เพราะว่าตอนนี้มันเลยมาถึงเรื่อง ก่อนด่านแล้ว” , “ถ้าท่านฮุน เซน อยากได้อะไรก็ให้บอกจะได้คุยกันได้ตกลงกันได้ เพราะบางทีที่ท่านโพสต์ Facebook ออกมาตอนนี้รัฐบาลสั่นคลอนที่สุดแล้วค่ะ ตั้งแต่อิ๊งค์เป็นนายกมาก็คือเรื่องกัมพูชานี่แหละ ซึ่งอิ๊งค์ไม่ออกมาตอบโต้ อะไรทั้งสิ้นเพราะอิ๊งค์ก็รักและเคารพท่าน เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วถ้าท่านจะเอาอะไรจริงๆ ให้บอกอิ๊งค์ได้เลย ยกหูบอกก็ได้ อันไหนไม่เป็นข่าวก็ไม่เป็นข่าว” , “จะไปคุยกับกลาโหมดูแล้วขอคอนเฟิร์มกลับมา เพราะเดี๋ยวจะคุยกับกองทัพก่อนแต่เดี๋ยวเราก็จะสั่งไปเลย แต่ว่าอิ๊งค์รอให้มัน 100% แล้วค่อยแจ้งกลับมาดีกว่า เพราะไม่อยากจะยังไม่ 100% แล้วบอกท่านก่อน แต่ว่าจริงๆ ก็จัด การได้ค่ะ"

ศาลเห็นว่า ถ้อยคำดังกล่าวมีลักษณะเป็นการ ขอให้สมเด็จฯ ฮุน เซน เห็นใจและช่วยเหลือผู้ถูกร้องในการแก้ไขปัญหาชายแดนไทยกัมพูชา เนื่องจากผู้ถูกร้องกำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการจัดการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างหนักจากประชาชนในประเทศ จนทำให้ เสถียรภาพรัฐบาลของผู้ถูกร้องมีความสั่นคลอน แต่เพราะผู้ถูกร้องมีความสัมพันธ์อันดีเป็นการส่วนตัวกับสมเด็จฯ ฮุน เซน จึงไม่ตอบโต้ โดยผู้ถูกร้องโน้มน้าวให้มีการเปิดด่านพร้อมกันในลักษณะที่เป็นการตกลงร่วมกันระหว่างไทยและกัมพูชา เนื่องจากหากผู้ถูกร้องยินยอมตามข้อเรียกร้องของสมเด็จฯ ฮุน เซน ผู้ถูกร้องจะถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักขึ้น

แสดงท่าทียอมจำนนล่วงหน้าให้ “ฮุน เซน”

นอกจากนี้ ผู้ถูกร้องยังแสดงท่าทียอมตนหรือยอมจำนนล่วงหน้าให้สมเด็จฯ ฮุน เซนเสนอความต้องการของตนเองให้ผู้ถูกร้องทราบ และผู้ถูกร้องยินดีจะดำเนินการให้ อย่างไม่มีเงื่อนไขหรือกำหนดขอบเขตการเจรจาต่อรองโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ หรือรักษาจุดยืนเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติอันจะนำมาซึ่งผลประโยชน์ร่วมกันของทั้ง 2 ประเทศ แต่กลับเปิดช่องให้ฝ่ายกัมพูชาสามารถหยิบยื่นข้อเรียกร้องใดๆ ต่อฝ่ายไทยได้ตามความต้องการ

การเจรจาของผู้ถูกร้องดังกล่าวมีลักษณะเป็นการ ยืนยันว่าฝ่ายไทยโดยผู้ถูกร้องพร้อมที่จะเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้งที่ผู้ถูกร้องทราบดีว่าการเข้าร่วมประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2568 ว่าที่ประชุมมีมติให้กองทัพหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาใช้อำนาจตามกฎหมายในการควบคุมจุดผ่านแดนให้สอดคล้องกับสถานการณ์และแนว นโยบายของรัฐบาล โดยพิจารณาจากความเบาไปหาหนักและเท่าที่จำเป็น ซึ่งต่อมาฝ่ายกองทัพได้มีคำสั่งควบคุมการเปิดปิดจุดผ่านแดนทุกประเภทตามชายแดนไทยกัมพูชา เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2568 และยังไม่มีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติเพื่อเปลี่ยนแปลงมติดังกล่าวแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ผู้ถูกร้องยังทราบดีว่าสถานการณ์ปัญหาชายแดนไทยกัมพูชาในวันที่ 15 มิถุนายน 2568 ซึ่งเป็นวันที่ผู้ถูกร้องสนทนากับสมเด็จฯ ฮุน เซนนั้น ยังไม่มีทีท่าจะลดระดับความรุนแรงแต่อย่างใด

และวันที่ 9 มิถุนายน 2568 ผู้ถูกร้องก็ทราบผ่านการรายงานของกองบัญชาการกองทัพไทยมีหนังสือด่วนที่สุดเสนอสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ขอให้สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติเสนอมาตรการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี การค้ามนุษย์ และบ่อนการพนันในกัมพูชาเข้าที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติโดยเร่งด่วน โดยเสนอยกระดับมาตรการป้องกันและปราบปราม เช่น การตัดกระแสไฟ การระงับสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ส่งเข้าไปในพื้นที่บ่อนการพนันและสแกมเมอร์ และการควบคุมสินค้าและยุทธภัณฑ์ที่อาจนำไปใช้ในการก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติอื่นๆ

อีกทั้งมีเหตุการณ์ที่กระทรวงการต่างประเทศต้องชี้แจงผ่านทาง Facebook ว่า การประชุมคณะกรรมการเขตแดนร่วมไทยกัมพูชา หรือ JBC ครั้งที่ 6 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-15 มิถุนายน 2568 ซึ่งเป็นการเจรจาอย่างเป็นทางการ มิได้มีการหารือในประเด็นที่กัมพูชาจะนำพื้นที่ 4 จุดเข้าสู่การพิจารณาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) และมิได้มีการหารือประเด็นแผนที่ตามที่ฝ่ายกัมพูชาอ้างแต่อย่างใด

มุ่งหวังแต่ “คะแนนนิยม” ไม่คำนึงถึงความมั่นคง

จากคำเบิกความของผู้ถูกร้องเอง ที่ว่ากรณีมีการปิดด่านผ่านชายแดนไทยกัมพูชา ไทยได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจน้อยกว่ากัมพูชามาก เนื่องจากกัมพูชาเป็นฝ่ายที่ต้องพึ่งพาไทย ดังนั้น การกระทำของผู้ถูกร้องที่มีวัตถุประสงค์การเจรจาให้มีการเปิดด่านพร้อมกันกับกัมพูชา จึงเป็นไปเพื่อ ผลประโยชน์และความประสงค์ของสมเด็จฯ ฮุน เซนมากกว่าประโยชน์และความมั่นคงของชาติ อันเนื่องมาจากการพยายามรักษาความสัมพันธ์ส่วนตัวของผู้ถูกร้องกับสมเด็จฯ ฮุน เซน และเป็นไปเพื่อการลดการวิพากษ์วิจารณ์การจัดการแก้ไขปัญหาชายแดนไทยกัมพูชาของผู้ถูกร้อง

โดยผู้ถูกร้องมุ่งหวังถึงแต่เพียงการที่จะทำให้ คะแนนนิยมในประเทศของผู้ถูกร้องดีขึ้น อันจะนำไปสู่การมีเสถียรภาพรัฐบาล ซึ่งเป็น ประโยชน์ทางการเมืองของตน โดยไม่ได้คำนึงถึงสถานการณ์ด้านความมั่นคงในขณะนั้น อันเป็นผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้งแต่อย่างใด

พฤติการณ์ในการกระทำของผู้ถูกร้องดังกล่าว ย่อมทำให้วิญญูชนเกิดความเคลือบแคลงสงสัยได้ว่าผู้ถูกร้องจะยินยอมกระทำการตามฝ่ายกัมพูชาโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ เพราะเหตุที่ผู้ถูกร้องรู้จักกับสมเด็จฯ ฮุน เซนเป็นการส่วนตัว และจะดำเนินการในทางที่เป็นการเอื้อประโยชน์แก่ฝ่ายกัมพูชา

แม้ข้อเท็จจริงได้ความตามการไต่สวนว่า หลังจากวันที่ผู้ถูกร้องสนทนาทางโทรศัพท์กับสมเด็จฯ ฮุน เซนแล้ว ในวันที่ 16 มิถุนายน 2568 ผู้ถูกร้องได้เรียกประชุมฝ่ายความมั่นคงชุดเล็กที่บ้าน แจ้งการหารือกับสมเด็จฯ ฮุน เซน ให้กับผู้เข้าร่วมประชุมทราบ แต่ก็ไม่ได้แจ้งรายละเอียดข้อสนทนากับสมเด็จฯ ฮุน เซนว่าได้พูดอะไรที่เป็นข้อพิพาทในคดีด้วย อันเป็นการปกปิดเพื่อไม่ให้ผู้เข้าร่วมประชุมทราบเจตนาที่แท้จริงของผู้ถูกร้องที่จะทำให้ผู้ถูกร้องได้รับความเสียหาย ซึ่ง นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ พยาน ได้ตอบคำถามความว่า ในวันที่ 18 มิถุนายน 2568 พยานเพิ่งทราบรายละเอียดที่ผู้ถูกร้องสนทนากับสมเด็จฯ ฮุน เซน อันเป็นข้อความพิพาทจากคลิปเสียงที่ได้เผยแพร่ต่อสาธารณชน ฉะนั้น การแจ้งที่ประชุมฝ่ายความมั่นคงชุดเล็กในวันที่ 16 มิถุนายน 2568 โดยปกปิดข้อความที่จะทำให้ผู้ถูกร้องได้รับความเสียหายเป็นคดีนี้ จึงไม่มีผลลบล้างเจตนาที่แท้จริงของผู้ถูกร้องที่ได้กระทำไปแล้วในวันที่ 15 มิถุนายน 2568

ดังนั้น การกระทำของผู้ถูกร้องที่ขอความเห็นใจจากสมเด็จฯ ฮุน เซนจึง ไม่ใช่เทคนิคการเจรจาตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง แต่จะเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดย ขาดความรอบคอบและระมัดระวัง ซึ่งตามวิสัยและพฤติการณ์ของผู้ถูกร้องซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ควรจะต้องมีวิจารณญาณในการเลือกกระทำการโดยไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญตามหน้าที่ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 164 วรรค 1 (1)

ไม่พิทักษ์รักษาเกียรติภูมิ ถือประโยชน์ส่วนตนเหนือประโยชน์ชาติ

เมื่อผู้ถูกร้องมีประโยชน์ส่วนตัวคือ คะแนนนิยมและเสถียรภาพของรัฐบาล เข้าไปเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องด้วยกับการปฏิบัติหน้าที่ ผู้ถูกร้องกลับ ไม่คำนึงถึงและยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง การกระทำดังกล่าวเป็นการลดทอนหรือทำให้เสียหายซึ่งเกียรติภูมิหรือเกียรติของนายกรัฐมนตรีและประเทศไทย เพราะความนิยม ซึ่งหมายความว่าเกียรติที่ได้รับการยกย่องจากสังคมหรือนานาชาติ และความนับถือของประเทศชาติอันที่ประชาชนภาคภูมิใจขาดความภูมิใจและความไว้วางใจในนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้นำของประเทศ อันมีลักษณะเป็นการ ไม่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งเกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ และถือเอาประโยชน์ส่วนตัวเหนือกว่าประโยชน์ของประเทศชาติ อันเป็นการ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระฯ พ.ศ. 2561 หมวด 1 ข้อ 6 ข้อ 7 และข้อ 8 ซึ่งมาตรา 27 วรรค 1 ให้ถือว่ามีลักษณะร้ายแรง

นอกจากนี้ แม้ผู้ถูกร้องจะกล่าวอ้างในคำชี้แจงว่าเป็น การเจรจาแบบส่วนตัวกับผู้นำประเทศคู่กรณี เป็นไปเพื่อการแก้ไขให้บ้านเมืองกลับคืนสู่ความสงบสุขโดยไม่ต้องใช้ความรุนแรงเข้าจัดการปัญหาอันอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของทหารและประชาชนทั้ง 2 ฝ่ายก็ตาม แต่เมื่อการกระทำของผู้ถูกร้องสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของนายกรัฐมนตรี ทำให้สาธารณชนเกิดความเคลือบแคลงสงสัยว่าผู้ถูกร้องจะกระทำการใดๆ อันเป็นประโยชน์ต่อกัมพูชามากกว่าการคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติ เป็นเหตุให้สาธารณชนขาดความเชื่อถือศรัทธาต่อความเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย

ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อความเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกร้อง อันมีลักษณะเป็นการเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และยังเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดย ไม่ยึดมั่นในความถูกต้องชอบธรรม และไม่ปฏิบัติตามกฎหมายโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติ กรณีไม่จำต้องรอให้เกิดการปะทะระหว่างไทยกับกัมพูชาจึงจะถือว่าได้รับความเสียหายอันจะมีลักษณะร้ายแรงแต่อย่างใด

ดังนั้น การกระทำของผู้ถูกร้องเป็นการ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรม พ.ศ. 2561 หมวด 2 ข้อ 17 และข้อ 21 ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบกับเจตนาและความร้ายแรงของความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว เห็นได้ว่ามีลักษณะร้ายแรงตามข้อ 27 วรรค 2 อีกด้วย

ดังนั้น ผู้ถูกร้องจึงมีพฤติกรรมอันเป็นการ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง อันทำให้ผู้ถูกร้อง ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (5) ส่วนข้อกล่าวหาอื่นๆ ตามที่กล่าวมาในคำร้องนั้น ไม่จำต้องวินิจฉัย เนื่องจากไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป

อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้อง นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรค 1 (4) ประกอบมาตรา 160 (5) นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี คือ วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 เมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรค 1 (4) แล้ว รัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะตามรัฐธรรมนูญวรรค 1 โดยให้นำ มาตรา 160 (18) วรรค 1 (1) มาใช้บังคับกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เกาะติดศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัย "แพทองธาร" คดีคลิปเสียง "ฮุน เซน"

กางไทม์ไลน์คดีร้อน! “แพทองธาร” ปมคลิปเสียงฮุนเซน เกิดอะไรขึ้นบ้าง?

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดความเห็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ สั่ง "แพทองธาร" พ้นนายกฯ ไม่พิทักษ์รักษาเกียรติภูมิชาติ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่

- Website : https://www.pptvhd36.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

ล่าสุดจาก PPTV HD 36

เปิดสถิติหลังเกมวอลเลย์บอลหญิงไทย พ่าย ญี่ปุ่น ศึกชิงแชมป์โลก 2025

57 นาทีที่แล้ว

"อนุทิน" แถลงตั้งรัฐบาล มุ่งแก้รธน.-แก้ชายแดน ก่อนยุบสภาภายใน 4 เดือน!

1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

วิดีโอแนะนำ

ข่าวและบทความการเมืองอื่น ๆ

'อนุทิน' แถลงจับมือพรรคร่วมตั้งรัฐบาลยันเข้ามาแก้ไขปัญหาครบสี่เดือน จ่อคืนอำนาจยุบสภาให้ประชาชน

THE ROOM 44 CHANNEL

‘สุดารัตน์’ เผย จุดยืนไทยสร้างไทย การเมืองสุจริต – ไม่รับแคนดิเดตนายกฯเพื่อไทย

เดลินิวส์

"กัณวีร์" ร่วมยินดี อนุทิน บอก ยกมือให้แล้ว มีความเป็นไปได้สูงร่วมรัฐบาล ขอคุย กก.บห. เป็นธรรม

THE ROOM 44 CHANNEL

'กัณวีร์' ร่วมยินดี 'อนุทิน' ยกเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ พร้อมหนุนเป็นนายกคนต่อไป

Khaosod

“อนุทิน” มั่นใจเสียงเพียงพอตั้งรัฐบาลเฉพาะกิจ “เพื่อไทย” โผล่หนุน 10 เสียง - “กลุ่มสุชาติ”16 เสียง

สยามรัฐ

“กัณวีร์” โผล่ยินดี “อนุทิน” พร้อมหนุนเต็มที่ บอกเป็นไปได้สูงร่วมรัฐบาล

Thairath - ไทยรัฐออนไลน์

ข่าวและบทความยอดนิยม

ดูวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก 2025 รอบ 16 ทีม ญี่ปุ่น พบ ไทย วันที่ 29 ส.ค. 68

PPTV HD 36

สรุปผลจับสลากยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ ลีก เฟส 36 ทีม ฤดูกาล 2025-2026

PPTV HD 36

ทำความรู้จัก! 9 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ชี้ชะตา "แพทองธาร" คดีคลิปเสียง

PPTV HD 36
ดูเพิ่ม