เอกชน จับตาเศรษฐกิจ Q 4 ของจริง! หวังมีทีมเศรษฐกิจ ขี่ม้าขาว
นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า แม้ปัจจุบันภาคแรงงานจะยังคงแข็งแกร่ง แต่ได้ส่งสัญญาณเตือนถึงแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้เป็นต้นไป ซึ่งประเทศไทยจะต้องเผชิญกับปัจจัยภายนอกที่ท้าทายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อาทิ
เศรษฐกิจโลกชะลอตัว จากดัชนีสำคัญที่บ่งชี้ถึงภาวะเศรษฐกิจโลกที่กำลังชะลอตัวอย่างมีนัยยะคือ ราคาน้ำมัน โดยราคาน้ำมันดิบ WTI (West Texas Intermediate) ที่ซื้อขายในตลาดโลกได้รักษาระดับต่ำที่ประมาณ 63 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลมานานกว่า 2 สัปดาห์ ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับราคาปกติที่ควรจะอยู่ที่ประมาณ 75 เหรียญสหรัฐฯ ราคาน้ำมันที่ต่ำสะท้อนถึงอุปสงค์ที่ลดลง บ่งชี้ว่าการเดินทาง กิจกรรมการผลิต และการใช้ไฟฟ้าลดลงทั่วโลก
ค่าระวางเรือ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดปริมาณการขนส่งสินค้าทั่วโลก คุณธนิตระบุว่าค่าระวางเรือได้ปรับลดลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน โดยเฉพาะเส้นทางการเดินเรือไปยังตลาดหลักอย่างสหรัฐอเมริกา (เช่น นิวยอร์ก, ลอสแอนเจลิส, ลองบีช) และยุโรป (เช่น ร็อตเตอร์ดัม, แฮมบวร์ก, เลออาฟวร์) มีการลดลงถึง 11-13% ในเดือนมิถุนายนเมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคม
ขณะที่เส้นทางในเอเชีย แม้จะคงที่มาประมาณ 3-4 เดือน แต่ก็อยู่ในระดับที่ต่ำมาก ยกตัวอย่างเช่น ค่าระวางเรือตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุตไปยังเซี่ยงไฮ้มีราคาเพียง 80 ดอลลาร์ หรือประมาณ 2,500 บาทเท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าปกติมาก สิ่งเหล่านี้กำลังบอกว่า "ของไม่มี" หรือปริมาณสินค้าที่จะขนส่งมีน้อย แต่เรือยังคงต้องวิ่ง ทำให้เกิดการแข่งขันลดราคา ค่าระวางเรือที่ลดลงอย่างต่อเนื่องจึงเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าเศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในภาวะไม่ดีอย่างแน่นอน
ผลกระทบจากมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ แม้การส่งออกของไทยไปยังสหรัฐฯ จะยังคงเติบโต แต่ไตรมาสที่ 4 ของปีนี้จะเป็น "ของจริง" ที่ไทยจะต้องเผชิญ หลังจากสต็อกสินค้าที่ผู้ประกอบการสหรัฐฯ ตุนไว้เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีเริ่มหมดลง อย่างไรก็ตาม คุณธนิตยังคงเชื่อว่าผลกระทบต่อไทยจะไม่รุนแรงมากนัก เนื่องจากไทยเป็นฐานการผลิตสินค้าประเภท "โลว์เทค" และเป็นผู้ผลิต OEM ให้กับสหรัฐฯ ซึ่งการย้ายฐานการผลิตกลับไปยังสหรัฐฯ ทำได้ไม่ง่ายและต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1.5-2 ปี ในการสร้างโรงงานและหาแรงงานที่มีทักษะ
นอกจากนี้ อัตราภาษีนำเข้าของไทยที่ 19% ยังคงใกล้เคียงและสามารถแข่งขันได้กับคู่แข่งในภูมิภาค เช่น เวียดนาม 20%.และอินโดนีเซีย 19% ทำให้สหรัฐฯ ยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าจากไทยและภูมิภาคนี้อยู่
การลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศจะปรากฏให้เห็นชัดเจนขึ้นในการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งจะสะท้อนออกมาในตัวเลขการขอรับส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ในปีหน้า นักลงทุนใหม่ๆ อาจเกิดความไม่มั่นใจจากข่าวปัญหาชายแดนที่อาจถูกมองว่าเป็น "สงคราม" และความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนที่เคยลงทุนในประเทศไทยอยู่แล้วอาจจะเข้าใจสถานการณ์และยังคงดำเนินการลงทุนต่อไปได้
นอกจากปัจจัยภายนอกแล้ว ปัญหาภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสถียรภาพของรัฐบาลที่ยังขาดความชัดเจนและการไม่มีทีมเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและประชาชน แม้ไทยจะมีจุดแข็งในการสามารถแยกแยะปัญหาการเมืองออกจากปัญหาเศรษฐกิจได้ค่อนข้างดี จากประสบการณ์วิกฤตการณ์ทางการเมืองที่หนักหน่วงในอดีต เช่น การปฏิวัติ การเผาเมือง การปิดสนามบิน ซึ่งไม่เคยส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการผลิตหรือท่าเรือ
แต่สถานการณ์ปัจจุบันที่ขาดความเชื่อมั่น รวมถึงการบริโภคภายในประเทศที่ชะลอตัวจากความกังวลเรื่องหนี้ครัวเรือน ยังคงเป็นโจทย์สำคัญที่รัฐบาลใหม่จะต้องเร่งแก้ไข
นายธนิต กล่าวว่า ประเทศไทยต้องการ "ทีมเศรษฐกิจ" ที่มีความรู้ความสามารถรอบด้าน เข้าใจทุกปัญหาเชิงลึก และมีวิสัยทัศน์ในการนำพาประเทศ มากกว่าผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพียงอย่างเดียว ทีมเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและเป็นที่ยอมรับจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศ ตลอดจนประชาชนทั่วไป ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการประคับประคองเศรษฐกิจไทยให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ไปได้
แม้ตลาดแรงงานไทยจะยังคงมีภูมิคุ้มกันที่ดีจากการส่งออก แต่ภาพรวมเศรษฐกิจโลกและปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ กำลังจะเข้ามาทดสอบความแข็งแกร่งของไทยในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า การมีผู้นำและทีมเศรษฐกิจที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพจึงเป็นหัวใจสำคัญในการรับมือกับความท้าทายดังกล่าว